น้ำคร่ำมรณะ


เมื่อมีการท้องไม่ว่าพ่อ แม่ คนในครอบครัวหรือแม้กระทั่งหมอ ย่อมนึกถึงการเกิดใหม่ของชีวิตที่สมบูรณ์ คงไม่มีใครอยากพบกับประสบการณ์เลวร้ายที่มีแต่ความสูญเสีย อย่างเช่นปลายทางของเหตุการณ์


คุณสุขาวดี อายุ 31 ปี ตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 ขณะนี้ลูกคนแรกมีอายุ 2 ขวบ ภายหลังตั้งครรภ์ประมาณ 8 สัปดาห์ ได้ไปฝากครรภ์กับคุณหมอที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งเคยทำคลอดให้กับลูกสาวคนแรก จากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจครรภ์ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร คุณหมอจึงนัดให้มาฝากครรภ์ตามนัด คุณสุขาวดีก็มีตามนัดอย่างสม่ำเสมอทุกครั้ง

จนกระทั่งเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 39 สัปดาห์ เริ่มมีอาการปวดท้อง และมีมูกเลือดออกทางช่องคลอด คุณสุขาวดีจึงไปโรงพยาบาลและถึงห้องคลอดเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่มาโรงพยาบาล คุณหมอตรวจภายในพบว่าปากมดลูกเปิดประมาณ 3 เซนติเมตร คิดว่าคงจะคลอดในเวลาอีกไม่นานจึงรับไว้ในห้องรอคลอด และได้เฝ้าดูความก้าวหน้าของการคลอดต่อไป

เวลา 19.00 น. คุณหมอตรวจพบว่าปากมดลูกเปิดเพิ่มเป็น 5 เซนติเมตร และถุงน้ำคร่ำยังไม่แตกจึงได้เจาะถุงน้ำคร่ำให้ และพบว่าน้ำคร่ำที่ไหลออกมามีลักษณะปกติ ในระหว่างนี้ตรวจพบว่ามดลูกมีการหดรัดตัวดีจึงไม่ได้ให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก

ครั้นเวลาประมาณ 21.00 น. คุณสุขาวดีเริ่มรู้สึกอยากเบ่งคลอด คุณหมอตรวจภายในพบว่าปากมดลูกเปิดหมดแล้ว และหัวเด็กก็เคลื่อนต่ำลงมาในช่องคลอดบ้างแล้ว จึงให้คุณสุขาวดีเข้าห้องคลอดและเตรียมทำคลอด

เวลา 21.15 น. คุณสุขาวดีปวดเบ่งมาก ร่วมกับมดลูกก็หดรัดตัวแรงและถี่ดี คุณหมอและพยาบาลที่ช่วยคลอด ได้ตรวจดูการเต้นของหัวใจเด็กพบว่าเต้นปกติดี จึงช่วยกันเชียร์ให้คุณสุขาวดีเบ่งต่อเพราะใกล้คลอดแล้ว

10 นาทีต่อมา ขณะที่กำลังเชียร์ให้คุณสุขาวดีเบ่งอยู่นั้น อยู่ๆ คุณสุขาวดีก็หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก หน้าเขียว ทุรนทุรายเหมือนกำลังจะจมน้ำ คุณหมอและพยาบาลที่ดูแลขณะนั้นได้รีบช่วยกันให้ออกซิเจนคุณสุขาวดี และระดมคุณหมอท่านอื่นมาช่วย ซึ่งก็ได้ช่วยกันใส่ท่อช่วยหายใจ ปั๊มหัวใจ และให้ยาช่วยชีวิตอีกหลายชนิด แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น

ขณะนั้นเนื่องจากเด็กใกล้จะคลอดอยู่แล้ว คุณหมอจึงตัดสินใจใช้คีมช่วยคลอดเด็กอย่างรวดเร็ว และพยายามช่วยชีวิตคุณสุขาวดีต่อ แต่พบว่าภายหลังช่วยกันปั๊มหัวใจคุณสุขาวดีอยู่ประมาณ 15 นาที ก็ไม่มีอะไรกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจหรือการหายใจ จึงตัดสินใจยุติการช่วย และคุณสุขาวดีก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 21.45 น.

สำหรับลูกที่คลอดออกมาแล้วนั้น ได้ตามกุมารแพทย์มาช่วยโดยด่วน กุมารแพทย์ได้ทำการปั๊มหัวใจ และให้ยาช่วยชีวิต แต่ลูกก็มีชีวิตอยู่ได้เพียงประมาณ 15 นาที ก็เสียชีวิตตามแม่ไป

ภายหลังการเสียชีวิตของทั้งแม่และลูก ได้ทำการส่งศพไปตรวจโดยพยาธิแพทย์ ผลการตรวจพบว่ามีน้ำคร่ำไปอุดอยู่ในหลอดเลือดแดงที่ปอดของคุณสุขาวดีจำนวนมาก จึงให้การวินิจฉัยว่าเป็นภาวะน้ำคร่ำเข้าไปในกระแสเลือด โดยเฉพาะในหลอดเลือดที่ปอดของคุณสุขาวดี และเป็นต้นเหตุที่ทำให้เสียชีวิตทันที
ชื่อผู้ป่วย สถานที่ และเหตุการณ์ในตัวอย่างผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สมมติขึ้น อย่างไรก็ตามเค้าโครงของเรื่องนำมาจากเหตุการณ์จริงทั้งสิ้น


ผมเชื่อว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกท่านต่างก็หวังที่จะตั้งครรภ์และคลอดในลักษณะที่กล่าวกันว่า "ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย" ซึ่งส่วนมากแล้วสิ่งที่ท่านคาดหวัง ก็มักจะเป็นไปตามนั้น และผลที่เกิดขึ้นก็คือ ความสุขของทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นตัวคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ครอบครัว รวมทั้งตัวคุณหมอที่ทำคลอดที่มีส่วนช่วยนำความสุขมาให้แก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม การคลอดจำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป อาจมีโรคแทรกซ้อนหรือปัญหาบางประการได้ เช่น ครรภ์เป็นพิษ โรคเบาหวาน ตกเลือด แต่ปัญหาเหล่านี้มักไม่อยู่เหนือความสามารถของสูติแพทย์ไปได้ มีปัญหาบางอย่าง ซึ่งพบได้น้อยมากแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ถือว่าเป็นหายนะของชีวิตทุกคนที่เกี่ยวข้องเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ป่วยเอง ครอบครัว รวมทั้งคุณหมอที่ทำคลอด ปัญหาที่ว่านั้นก็คือ ภาวะที่มีน้ำคร่ำเข้าไปในกระแสเลือดของคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งก่อให้เกิดเรื่องเศร้าสลดดังที่กล่าวถึงในรายของคุณสุขาวดี

ก่อนที่จะตัดสินใจเขียนบทความเรื่องนี้ ผมต้องคิดอยู่นานว่าจะเขียนดีหรือไม่ เพราะเกรงว่าจะทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์กลัวเกินกว่าเหตุ เนื่องจากปัญหานี้พบได้น้อยมาก พอๆ กับเครื่องบินตกเลยละครับ แต่เพื่อความเข้าใจที่ดีของทุกฝ่าย หากเกิดปัญหานี้ขึ้นจะได้ไม่ต้องมากล่าวโทษ หรือฟ้องร้องกันภายหลัง เนื่องจากทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ทุกข์มากเกินพออยู่แล้ว


  • น้ำคร่ำคืออะไร

ปกติเมื่อมีการตั้งครรภ์ เด็กจะเจริญเติบโตอยู่ในมดลูก แต่ไม่ได้อยู่ในมดลูกโดยตรงเลยทีเดียว เนื่องจากเด็กจะลอยอยู่ในน้ำที่เรียกว่า น้ำคร่ำ และน้ำคร่ำที่ว่านี้ก็บรรจุอยู่ในถุงที่เรียกว่า ถุงน้ำคร่ำอีกทีหนึ่ง ถุงน้ำคร่ำจะอัดแน่นอยู่ในมดลูก

น้ำคร่ำที่อยู่ล้อมรอบตัวเด็กนั้นจะค่อยๆ สร้างเพิ่มขึ้นมาทีละน้อย เมื่อท้องได้ 4 เดือน จะมีน้ำคร่ำประมาณ 150-200 มิลลิลิตร และเมื่อใกล้คลอดจะมีปริมาณถึง 1 ลิตร องค์ประกอบที่สำคัญของน้ำคร่ำคือ ส่วนที่เป็นน้ำซึ่งมีประมาณ 98 เปอร์เซ็นต์ และส่วนที่เป็นของแข็งประกอบด้วยสารต่างๆ ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรวมทั้งขี้ไคลเด็ก และปัสสาวะเด็กด้วย

น้ำคร่ำมีหน้าที่หลายอย่าง คือ เป็นตัวกันการกระทบกระเทือนของตัวเด็กในท้อง เป็นแหล่งระบายของเสียของเด็ก เป็นแหล่งอาหาร รวมทั้งยังเป็นตัวปรับอุณหภูมิในมดลูกให้เหมาะสมด้วย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า น้ำคร่ำมีบทบาทค่อนข้างมากในการที่จะช่วยให้เด็กดำรงชีวิตอยู่ในมดลูกได้อย่างปกติสุข

หากการตั้งครรภ์ใดมีน้ำคร่ำมากหรือน้อยเกินไป มักจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า เด็กในท้องอาจมีความพิการ หรือเจริญเติบโตไม่ดี ซึ่งรายละเอียดที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมจะเขียนถึงในโอกาสต่อไป


  • เมื่อเจ็บครรภ์คลอด

เมื่อมีการเจ็บครรภ์คลอด ถุงน้ำที่มีน้ำคร่ำบรรจุอยู่มักจะแตกออกจากการถูกมดลูกบีบรัดเหมือนลูกโป่งใส่น้ำที่ถูกบีบแรงๆ และเนื่องจากมดลูกมีรูเปิดอยู่ที่ปากมดลูก บริเวณที่ถุงน้ำคร่ำจะแตกและน้ำคร่ำรั่วออกมาจึงมักเป็นที่บริเวณรูเปิดของปากมดลูก ในคุณแม่เจ็บครรภ์บางรายที่มดลูกมีการหดรัดตัวบ้างแล้ว แต่ไม่แรงพอที่จะทำให้ถุงน้ำคร่ำแตกได้ คุณหมอมักจะใช้เครื่องมือช่วยเจาะถุงน้ำผ่านทางปากมดลูกให้ถุงน้ำแตก เช่นเดียวกับกรณีคุณสุขาวดี การเจาะถุงน้ำดังกล่าว พบว่าสามารถช่วยให้ช่วงระยะเวลาเจ็บครรภ์คลอดสั้นเข้าได้ ภายหลังถุงน้ำคร่ำแตกแล้วไม่ว่าจะแตกเอง หรือจากการเจาะก็ตาม ส่วนมากเด็กจะคลอดตามมาในเวลาไม่นาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นขบวนการตามธรรมชาติของคนที่จะคลอด


  • หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงมดลูก

มีสิ่งหนึ่งที่จะต้องเล่าต่อเพื่อความเข้าใจมากขึ้นก็คือ ตัวมดลูกของคุณแม่ที่กำลังจะคลอดจะมีหลอดเลือดแดงมาเลี้ยงค่อนข้างมาก โดยเลือดดังกล่าวจะแตกแขนงออกไปเลี้ยงทุกส่วนของมดลูก ที่สำคัญได้แก่ บริเวณกล้ามเนื้อมดลูก บริเวณปากมดลูก และบริเวณรอยต่อระหว่างรกกับผนังของมดลูกส่วนที่รกมาเกาะอยู่ ในขณะเดียวกันก็จะมีหลอดเลือดจำนวนมากอยู่ในบริเวณเดียวกัน ทำหน้าที่รับเลือดเสียที่ใช้งานแล้วไหลกลับไปยังหัวใจ เพื่อนำไปฟอกที่ปอดให้กลับเป็นเลือดแดงแล้วไหลเวียนกลับมาเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งมดลูกใหม่ (ดูภาพ)

หลอดเลือดแดงของคนเราจะมีการบีบตัวและคลายตัวตลอดเวลา ถ้าเราใช้เครื่องวัดความดันโลหิตได้ 120/80 มิลลิเมตรปรอท หมายความว่า ความดันในหลอดเลือดแดงขณะบีบตัวคือ 120 มิลลิเมตรปรอท และตอนคลายตัวคือ 80 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งความดันระดับดังกล่าวเป็นความดันในระดับที่ปกติ

ส่วนหลอดเลือดดำของคนเรา การบีบและคลายตัวของหลอดเลือดจะมีความดันในหลอดเลือดน้อยกว่านี้มาก และส่วนหนึ่งของการบีบและคลายตัว จำเป็นต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณใกล้เคียงช่วย เช่น การหดรัดตัวของกล้ามเนื้อที่น่องเวลาเดิน ก็จะช่วยบีบหลอดเลือดดำบริเวณดังกล่าวให้นำเลือดกลับหัวใจได้ดีขึ้น


  • น้ำคร่ำทะลักเข้าหลอดเลือดได้อย่างไร

ในขณะที่เจ็บครรภ์คลอด ทุกครั้งที่มดลูกมีการหดรัดตัวจะมีแรงบีบต่อสิ่งที่มีอยู่ในมดลูก ไม่ว่าจะเป็นน้ำคร่ำหรือตัวเด็กเอง แรงที่บีบจะทำให้เกิดความดันโลหิตในมดลูกประมาณ 50 มิลลิเมตรปรอท แต่บางครั้งถ้ามดลูกบีบตัวรุนแรงมาก ความดันในมดลูกก็อาจจะขึ้นสูงถึง 100-120 มิลลิเมตรปรอทได้

ถ้า เผอิญ หลอดเลือดดำที่อยู่บริเวณมดลูกที่ใดที่หนึ่งดังกล่าวข้างต้นเกิด มีการฉีกขาดขึ้นมาพร้อมกันกับมดลูกกำลังบีบตัวพอดี ความดันในมดลูกที่มากกว่าในหลอดเลือดดำก็จะดันน้ำคร่ำในมดลูกให้ไหลทะลักเข้าไปในหลอดเลือดดำของคุณแม่ได้ เหตุการณ์ดังกล่าวต้องถือว่าเป็นเหตุบังเอิญจริงๆ และไม่ว่าหลอดเลือดจะขาดเพียงหลอดเลือดเดียวหรือหลายหลอดเลือดก็ตาม ก็จะสร้างปัญหาอย่างวิกฤติต่อคุณแม่ที่กำลังเจ็บครรภ์คลอดได้เช่นกัน สำหรับรายของคุณสุขาวดีเชื่อว่า น้ำคร่ำน่าจะทะลักเข้าไปในหลอดเลือดดำตอนกำลังเบ่งคลอด เพราะช่วงดังกล่าวความดันในมดลูกจะสูงมาก


  • เกิดอะไรขึ้นเมื่อน้ำคร่ำเข้าเลือดแม่ ?

เมื่อน้ำคร่ำไหลเข้าไปในหลอดเลือดดำของคุณแม่ เลือดที่มีน้ำคร่ำอยู่ด้วยจะไหลเวียนกลับไปยังหัวใจ เพื่อจะไปฟอกที่ปอดตามปกติ แต่คราวนี้เหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เพราะเลือดที่หัวใจบีบส่งไปที่ปอดจะมีแต่น้ำคร่ำเต็มไปหมด น้ำคร่ำเหล่านี้จะไปอุดตันในหลอดเลือดดำเล็กๆ ในปอด ขัดขวางทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปอดทำไม่ได้ จึงทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์หายใจไม่ออก ทุรนทุรายเหมือนคนจมน้ำและหน้าเขียวให้เห็นทันที น้ำคร่ำที่ไปอุดในหลอดเลือดที่ปอด ยังทำให้เลือดไหลเวียนกลับมายังหัวใจได้น้อยลง หัวใจจึงปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยตามไปด้วย ทำให้เกิดภาวะช็อกตามมาอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้น้ำคร่ำในหลอดเลือดยังจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารบางอย่างออกมา ทำให้หลอดเลือดในปอดมีการหดรัดตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง ถ้าไม่เสียชีวิตเสียก่อน น้ำคร่ำที่มีอยู่ในหลอดเลือดก็จะกระตุ้นให้ระบบการแข็งตัวของเลือดถูกทำลาย ทำให้มีเลือดออกในปอด และส่วนอื่นของร่างกายตามมา

เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งหมดใช้เวลาในการเกิดสั้นมากๆ เลย คือเป็นนาที อย่างเช่นในรายของคุณสุขาวดีที่คุณหมอ และพยาบาลได้พยายามให้ความช่วยเหลือกันเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถซื้อชีวิตไว้ได้

สำหรับลูกของคุณสุขาวดีที่อยู่ในท้องขณะที่ยังไม่คลอด เมื่อแม่ขาดออกซิเจน เลือดที่ไปเลี้ยงลูกก็ไม่มีทางที่จะมีออกซิเจนไปเลี้ยง เด็กจะขาดออกซิเจนทันที แม้ว่าหมอจะตัดสินใจรีบทำคลอด โดยใช้คีมช่วยคลอดก็ยังไม่ทันการณ์อยู่ดี เพราะฉะนั้นถ้าแม่ที่กำลังคลอดแล้วเกิดปัญหานี้ขึ้น โดยทั่วไปลูกมักจะไม่รอดด้วย

ตัวอย่างรายนี้ลงท้ายมีการเสียชีวิตทั้งคู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ ทั้งที่หมอก็ให้การรักษาที่ค่อนข้างจะรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่ทันต่อตัวโรคที่รวดเร็ว และรุนแรง


  • โอกาสในการรักษา

ที่ผมขึ้นหัวข้อไว้อย่างนี้ก็เพราะว่า โดยทั่วไปแล้วภาวะนี้จะรักษาได้ไม่ทัน เนื่องจากมักเกิดขึ้นอย่างฉุกละหุก แต่ถ้าเราอยู่ในสถานที่ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือครบถ้วน และสามารถให้ยาต่างๆ ได้เช่น ยายับยั้งการละลายของลิ่มเลือด ยาช่วยการทำงานของหัวใจ เลือดและองค์ประกอบของเลือดชนิดต่างๆ ที่เตรียมหรือหาได้ยาก เช่น พลาสมา เกล็ดเลือด รวมทั้งออกซิเจน ก็อาจจะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้บ้าง แต่ก็น้อยอยู่ดี ประมาณร้อยละ 5-10 เท่านั้น โรคนี้จึงยังคงเป็นปัญหาท้าทายและสร้างความวิตกกังวลแก่สูติแพทย์อยู่จนถึงทุกวันนี้



ข้อคิด

ภาวะน้ำคร่ำเข้าในกระแสเลือด พบน้อยมากมีตัวเลขจากหลายๆ แหล่งแจ้งว่าคุณแม่ที่มาคลอดประมาณ 30,000 คน จะเจอกับโรคนี้แค่คนเดียว ดังนั้นผมขอวิงวอนว่าอย่าให้บทความเรื่องนี้ สร้างความวิตกกังวลให้แก่คุณแม่ทั้งหลาย ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่เลยนะครับ การที่ผมเอามาเล่าให้ฟังก็เพียงอยากจะบอกว่า เรื่องอย่างนี้มันก็มีเกิดได้ และก็ไม่รู้จะให้ข้อเตือนใจอะไรได้เหมือนกับเรื่องอื่นๆ ที่ผมเคยเขียนและแถมข้อเตือนใจไว้ให้เสมอ ที่พอจะบอกได้ก็คงจะแค่คำพระที่ว่า กัมมุนา วัตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมเท่านั้นแหละครับ


(update 12 มีนาคม 2003)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่  ปีที่ 7 ฉบับที่ 83 กันยายน 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600