ใครจะเชื่อว่าการก็อปปี้มนุษย์นั้นจะเป็นเรื่องจริง นั่นสิ ใครจะคิดว่าร่างกายของเรา
คนที่หน้าตาเหมือนเรา เป็นตัวเราอีกคนมานั่งยิ้มอยู่ตรงหน้าจะมีขึ้นมาได้อีก
โดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้าหรือไม่ต้องไปเกิดใหม่ ความซับซ้อนของชีวิตนั้นเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
แต่ทุกวันนี้ก็มีสิ่งที่เหลือเชื่อกว่า อย่างเรื่องโคลนนิ่ง
นิตยสารใกล้หมอ เคยลงเรื่องราวของการโคลนมาแล้วเมื่อปี 2541 นั่นก็เมื่อแกะดอลลี่เกิดมาใหม่ๆ
แต่ขณะนี้มีการกล่าวอ้างแล้วว่า เด็กโคลนลืมตามาดูโลกแล้ว เราจึงตามสถานการณ์มาเล่าให้คุณๆ ฟังกันต่อ
ตามข่าวที่ปรากฏเมื่อไม่นานนี้ว่ามีบริษัทโคลนเอด (Clonaid Company) ได้โคลนเด็กทารกได้สำเร็จ และมีการเผยแพร่รูปเด็กที่เกิดจากกระบวนการโคลนนิ่งในสื่อมวลชนทั่วโลก
ภาพนั้นไม่ต่างจากเด็กที่อยู่ในตู้อบในระยะแรกคลอดโดยทั่วไป
แต่กระนั้นก็มีข้อสงสัยตามมาว่า การโคลนมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะต้องผ่านกระบวนการทดลองมากมาย คิดดูเถิดการปฏิสนธิตามปกติธรรมดาก็ยากอยู่แล้ว
การโคลนนั้น ต้องใช้ไข่หรือเอ็มบริโอของมนุษย์ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันใบ ซึ่งกว่าจะได้มาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
และต้องทดลองไม่รู้กี่ร้อยครั้งเพื่อที่จะโคลนมนุษย์ขึ้นมาได้สักคนหนึ่ง ถ้าการโคลนได้ผล
ไหนจะเสี่ยงกับการที่ทารกเกิดมาพิการ ดังนั้นจึงไม่น่าเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวนั้นจะสามารถโคลน (clone)
หรือก็อปปี้มนุษย์ขึ้นมาได้จริงๆ
แต่หากเป็นเด็กที่เกิดมาจากโคลนหรือก็อปปี้ อาจบางที
เซลล์ของเด็กน้องนี้ก็จะแก่เท่าตัวเซลล์ดั้งเดิมของเจ้าของเลยทีเดียว
ในเว็บไซต์ของบริษัทนี้ อธิบายว่า โคลนเอดนั้นตั้งขึ้นมาด้วยจุดประสงค์เพื่อโคลนมนุษย์
ตามความเชื่อของขบวนการหรือลัทธิราเอลเลี่ยน เพื่อช่วยผู้ที่มีบุตรยาก คู่โฮโมเซ็กช่วล
หรือครอบครัวที่สูญเสียสมาชิกเช่นลูกที่ยังเล็ก ส่วนแนวคิดที่ทำให้ต้องตั้งบริษัทก็เพราะว่า
การตีความเรื่องกำเนิดมนุษย์ของ "ราเอล" (Rael) ซึ่งเป็นเจ้าลัทธินี้
ที่เชื่อว่าคนเรานั้นมีที่มาจากมนุษย์ต่างดาวเมื่อ 25,000 ปีที่แล้วและที่เป็นรูปร่างมนุษย์นี้ได้
ก็ด้วยการใช้เทคนิคทางพันธุวิศวกรรมที่มนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นได้รู้จักมานานแสนนาน
หรือการตัดต่อยีนให้มนุษย์มีรูปร่างอย่างปัจจุบัน
ลัทธินี้ยังอ้างหน้าตาเฉยว่า สามารถติดต่อกับ "สิ่งบินที่ไม่สามารถระบุที่มา" หรือว่าจานบิน (UFO)
และบอกว่าเผาพันธุ์มนุษย์เรานั้นมาจากเผ่ามนุษย์ต่างดาวที่ชื่อเอโลฮิม (Elohim)
ซึ่งเป็นชื่อที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับภาษาฮิบรูซึ่งลัทธินี้อ้างว่าเพราะการแปลผิดๆ
ทำให้เรารู้จักเอโลฮิมในนามของก็อด (God) หรือพระเจ้านั่นเอง กล่าวอ้างขนาดที่คริสต์ศาสนิกชนหัวเก่าต้องขนลุกเมื่อบอกว่า ขนาดพระเยซูก็ยังเป็นสิ่งที่โคลนหรือเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับเอโลฮิมนั้นเอง
และการเกิดใหม่เพื่อพบพระเจ้าหรือการมีชีวิตนิรันดร์นั้นก็สามารถทำได้ด้วยการโคลน
ประโยชน์ของการโคลนแบบที่ขบวนการนี้เชื่อก็คือ เมื่อคนเราไม่รู้จักตายและแถมยังสามารถถ่ายทอดเอาบุคลิกภาพ
และความทรงจำไปยังสมองใหม่ซึ่งจะอยู่ได้ชั่วกาลนานแล้วเราก็จะสามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ทั้งความรู้ในอดีตและปัจจุบัน
แต่สิ่งที่น่าสงสัยก็คือ ราเอลเลี่ยนไม่ได้อธิบายว่าทำไมมนุษย์ต่างดาวอย่างเอโลฮิม
จึงต้องสร้างมนุษย์เผ่าเราๆ ขึ้นมาบนโลกนี้ คิดๆ ไปบางทีเอโลฮิมอาจสร้างเราไว้ดูเล่นเป็นสัตว์เลี้ยง
หรือว่าเป็นการทดลองที่ผิดพลาดบางอย่างก็เลยเอามาทิ้งไว้ที่ดาวเคราะห์นี้
โคลนนิ่งมีได้จริงๆ หรือ ?
มีจริงและเกิดขึ้นบนโลกเรานานแล้ว ตั้งแต่การค้นพบหน่วยพันธุกรรมมนุษย์หรือดีเอ็นเอ (DNA)
เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็เพียรพยายามทดลองการก็อปปี้พืชและสัตว์
และเริ่มใฝ่ฝันถึงการโคลนมนุษย์ ซึ่งก็มีตัวอย่างมากมายทั้งที่เป็นนิยายวิทยาศาสตร์
และการทดลองมากมายเกี่ยวกับการนี้
คำว่าโคลน (Clone) เป็นกริยา และโคลนนิ่ง (Cloning) เป็นคำนาม
ซึ่งตามความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ไทยเห็นว่าควรใช้ถ้อยคำนี้ทับศัพท์
เพราะหากจะแปลตรงๆ ว่าพืชและสัตว์เพาะชำก็จะฟังดูแปลกๆ
ความหมายของโคลนนิ่งก็คือ การทำซ้ำ คัดลอก หรือก็อปปี้ ทางการแพทย์หมายถึงการสร้างชีวิตใหม่
ซึ่งมีลักษณะพันธุกรรมเหมือนของเดิมทุกประการ การเกิดแฝดเหมือนก็เป็นการโคลนนิ่งโดยธรรมชาติ
การโคลนสิ่งต่างๆ โดยมนุษย์นั้นก็มีจริงและเกิดขึ้นนานแล้ว ได้แก่การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
และตัวอ่อนของสัตว์โดยการแยกเซลล์ในวงการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตมากๆ
อาจเรียกได้ว่าเป็นการเกิดชีวิตใหม่โดยไม่อาศัยเพศใช้เพียงเซลล์จากตัวต้นฉบับนำมาเพาะเลี้ยง
โดยไม่ต้องอาศัยการปฏิสนธิแบบที่ไข่กับอสุจิต้องมาพบกันอีกต่อไป หากแต่ไข่จากเพศเมียนั้นยังจำเป็นต้องใช้อยู่ แต่ไม่ได้ใช้ทั้งหมดเพราะดึงเอานิวเคลียสออกแล้วนำนิวเคลียสหรือเซลล์ใหม่จากตัวต้นฉบับเข้าไปใส่แทน
แล้วกระตุ้นด้วยไฟฟ้าอ่อนๆ เพื่อให้เซลล์มีการแบ่งตัวเป็นทวีคูณ
หากกระบวนการนี้สำเร็จก็จะได้สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างเหมือนเจ้าของเซลล์ตัวต้นฉบับทุกประการ เพียงแต่กระบวนการที่ทำได้เวลานี้ยังต้องอาศัยภาวะแวดล้อมภายในร่างกายของมนุษย์
หรือสัตว์เป็นสถานที่ให้ตัวอ่อนเติบโตจนกว่าจะคลอดได้ ส่วนในพืชไม่ต้องอาศัยร่างอยู่แล้ว
เราจึงสามารถเห็นบรรดาเนื้อเยื่อที่ถูกเพาะเลี้ยงอยู่ในอาหารวุ้นอย่างพวกกล้วยไม้
หรือการพยายามเพาะเลี้ยงพืชหายากและอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์
สำหรับในประเทศไทยนั้น ตามรายงานว่ายังไม่มีการโคลนสัตว์แต่เรื่องพืชนั้นทำมานานแสนนานมากกว่าสามสิบปี
โดยเฉพาะกล้วยไม้ และพืชพันธุ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะไม้ประดับ
ดอลลี่ และมอลลี่ แกะและวัวที่ดังที่สุดในโลก
ในอังกฤษ เมื่อนานมาแล้วเคยโคลนกบที่ไร้หัวได้ แสดงว่าสามารถโคลนบางอวัยวะได้
แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า โคลนทั้งตัวง่ายกว่า
แต่เรื่องราวที่โด่งดังที่สุดของการโคลน ก็คือเมื่อสถาบันรอสลินในสหรัฐอเมริกา
ใช้เซลล์เต้านมของแกะหน้าขาวตัวหนึ่งซึ่งเจริญเติบโตเต็มที่ และดูดเอานิวเคลียสออกมา
แล้วนำไปใส่ในไข่ที่ดูดมาจากรังไข่ของแกะหน้าดำซึ่งได้ดูดเอานิวเคลียสทิ้งไป เมื่อนำไปใส่แล้ว ก็นำเซลล์ที่ได้ไปใส่ในโพรงมดลูกของแกะหน้าดำตัวเดิมให้เกิดการฝังตัวและการตั้งครรภ์ได้ เมื่อครบกำหนดออกมาลูกของแกะหน้าดำที่คลอดออกมากลายเป็นแกะหน้าขาวที่มีลักษณะทางพันธุกรรม
ที่เหมือนกับแกะหน้าขาวเจ้าของเซลล์ทุกประการ แกะหน้าขาวตัวนี้ที่ชื่อดอลลี่ ในคราวแรกยังสงสัยว่า
แกะดอลลี่คงจะเป็นหมัน แต่ต่อมาก็สามารถตั้งท้องและมีลูกได้ตามปกติ
ต่อมาก็มีการโคลนวัวชื่อมอลลี่ ที่อยู่ๆ กำลังกินหญ้าในท้องทุ่งก็ล้มลงตายโดยไม่ทราบสาเหตุ
แต่ผู้รู้บอกว่า สาเหตุอาจมาจากเซลล์ที่นำมาโคลนนั่นเอง เป็นเซลล์ที่แก่พอๆ กับวัวตัวต้นฉบับ
แม้จะผ่านกระบวนการเติบโตเป็นวัวเด็กและเป็นวัวที่โตเต็มที่ แต่เซลล์ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นวัวโคลนนั้นกลับแก่
เมื่อถึงอายุหนึ่ง ก็อาจตายลงได้และอาจตายเร็วกว่าด้วย เพราะเพิ่งเป็นตัวเต็มวัยได้ไม่นาน
แน่นอนว่ามนุษย์โคลน หากมีจริงก็คงไม่อาจพ้นชะตากรรมเซลล์แก่ไปได้
แม้ว่าดูมีพัฒนาการเหมือนเด็กทั่วไปก็ตามที
สถานการณ์โคลนนิ่ง
บริษัทโคลนเอด ซึ่งเป็นของลัทธิราเอลเลี่ยน ได้แถลงพร้อมทั้งได้เปิดโฉมเด็กโคลน
คนที่ 3 จากจำนวน 5 คนในปัจจุบัน เมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมกล่าวว่ายังมีครอบครัวอีก 20 คู่
ที่พร้อมเข้ารับการโคลนเด็กเพื่อเป็นลูก ซึ่งหากประสบความสำเร็จก็จะเป็นเด็กโคลนรุ่นที่ 2
โดยที่บริษัทไม่ได้เปิดเผยกระบวนการโคลนให้สาธารณชนได้รับทราบว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร
ทั้งยังกล่าวอ้างว่าได้ทำมาสำเร็จแล้วจำนวน 5 คนโดยคนแรกนั้นเป็นเด็กที่เกิดในอเมริกาชื่อว่า "อีฟ"
ต่อมาเป็นเด็กที่เกิดจากคู่เลสเบี้ยนชาวเนเธอแลนด์ คนที่ 3 ที่ได้มีการเผยโฉมลงในเว็บไซต์ของบริษัทนี้
เป็นเด็กสัญชาติญี่ปุ่น อายุได้สามเดือน คนที่ 4 เป็นเด็กชาวซาอุดิอารเบีย
และคนที่ 5 ที่คลอดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546
ซึ่งไม่ได้เปิดเผยว่าคลอดที่ใด
ถึงจะเป็นสิ่งที่ได้รับการเผยแพร่ทางสื่อมวลชน แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เราเห็นจะเป็นความจริงเสมอไป เพราะความเป็นบริษัทนั้นก็เพื่อจุดประสงค์ทางการค้า และการค้าก็ต้องมีการทำการตลาดเพื่อให้ได้ขายของ
ซึ่งความจริงหลายอย่างหลายประการอาจไม่เปิดเผยก็เป็นได้ สินค้าของบริษัทโคลนเอดนั้นมีตั้งแต่เอ็มบริโอหรือไข่
สเตมเซล (stem cell) ให้เลือกสั่งซื้อไปจนถึงหนังสือ Yes to Human Cloning ที่มีเนื้อหาว่าด้วยข้อเรียกร้อง
ให้มีการโคลนมนุษย์ได้อย่างจริงจังในทุกประเทศโดยไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายเลย
นอกจากกรณีของโคลนเอดแล้ว ยังมีเรื่องของ ดร.เซเวอริโน แอนติโนริ ชาวอิตาเลียน ซึ่งเรียกร้องให้มีการโคลนมนุษย์ได้อย่างเสรีด้วยข้อกล่าวอ้างที่ว่ามีคู่สมรสจำนวนมากที่ไม่สามารถมีบุตรได้ ตัวเขาและทีมงานเองนั้นสามารถโคลนมนุษย์ได้และมีกองทุนที่จะสนับสนุนเรื่องนี้ได้โดยไม่จำกัดจำนวนเงิน
และปี ค.ศ.2001 ดร.แอนติโนริอ้างว่า มีคู่ชายหญิงที่พร้อมเข้ารับการโคลนกับทีมงานของเขาถึง 700 คู่
เพราะฉะนั้น การกล่างอ้างเรื่องโคลนมนุษย์ ในแง่หนึ่งก็เป็นการขายสินค้าของกลุ่มคนซึ่งใช้ความเชื่อ ใช้ความต้องการมีบุตรซึ่งเป็นอุดมคติของการมีครอบครัวและความต้องการสื่อเผ่าพันธุ์ของผู้คนที่อยากมีเจ้าตัวเล็ก
ไว้เชยชมเป็นประหนึ่งตัวแทน "ตัวตน" ของตน ลึกๆ แล้วคนเรานั้นอยากคงความเป็นอมตะไว้ตลอดกาล
ผ่านการมีบุตรนั้นเอง ดังนั้นวิธีการใดที่ทำให้บรรลุผลดังใจก็ต้องเสาะหามา แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายมากปานใด
ต้องเสี่ยงเพียงใด ทั้งยังไม่มีความมั่นใจใดๆ ว่าเด็กที่เกิดมาจากการโคลนนั้นจะมีความเป็นมนุษย์ได้อย่างเราๆ ท่านๆ ไม่ว่าร่างกายหรือความคิดอ่านและความสำนึกทางจริยธรรมอย่างที่คนเราควรจะมี
มนุษย์แบบใดที่ได้จากการโคลน ? ปัญหาจริยธรรมที่ยังไร้คำตอบ
แม้ดูเหมือนข่าวที่ฮือฮาไปทั่วอย่างกรณีมีเด็กโคลนเกิดขึ้นมาบนโลกแล้ว และมีคนจำนวนหนึ่ง
ที่เริ่มเห็นดีเห็นงามไปกับเรื่องโคลนนิ่ง และมีแนวโน้มว่าอาจจะมีความเป็นไปได้จริงในอนาคตอันไม่ไกลนี้ แต่ข้อสงสัยที่มียังคงท้าทายและรอคอยคำตอบจากฝ่ายที่เห็นด้วยกับการโคลนนิ่งอยู่ไม่วาย เช่นคำถามว่า คนที่เกิดมาจากโคลนนั้นมีฐานะเป็นอีกคนหรือเป็นคนเดิมที่เป็นต้นฉบับเพราะอีกนัยหนึ่งก็เป็นการก็อปปี้
แล้วความรู้สึกนึกคิดของเขาจะเป็นอย่างไร จะรู้ดีรู้ชั่วหรือเปล่า ไปจนถึงความสมบูรณ์ของร่างกาย
สมองและบุคลิกภาพของคนโคลนถ้าจะมีขึ้นจริง
ด้วยคำถามที่ยังไม่มีคำตอบเหล่านี้ ทำให้รัฐบาลของหลายประเทศเกิดความไม่มั่นใจในเทคโนโลยีการโคลน
ว่าจะสร้างมนุษย์แบบใดขึ้นมากันแน่ ดังนั้นในอังกฤษ สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส เป็นประเทศแรกๆ ที่มีกฎหมายห้ามการโคลนมนุษย์และห้ามการทดลองใดที่เกี่ยวข้องกับการโคลนมนุษย์
มีความเห็นนักวิชาการในโลกตะวันตกเกี่ยวกับโคลนนิ่ง แม้ว่าจะเป็นของนักวิทยาศาสตร์
แต่ก็แฝงมุมมองทางจริยธรรมไว้ไม่น้อย
ในสหรัฐอเมริกา ปรากฏความคิดเห็นหลากหลายเกี่ยวกับการโคลนมนุษย์และสัตว์
ซึ่งส่วนมากเป็นไปในทางลบกับเรื่องนี้
ดร.โทมัส เอช.เมอเรย์ ประธานเฮสติ้ง เซนเตอร์ ในแกรีสัน นิวยอร์ค กล่าวกับเวบ MD. ว่า "การโคลนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นมีรายงานจำนวนมากที่แสดงถึงความล้มเหลว ตัวอ่อนตาย
และการฟอร์มที่ผิดแผกไป อีกทั้งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของสัตว์เพศเมีย"
รูดอล์ฟ แจนิสช์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลชีววิทยาที่ศึกษาเรื่องการย้ายยีนในสัตว์
แห่งสถาบัน MIT แสดงความกังวลว่าสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนั้นอาจแสดงความผิดปกติออกมา
เมื่อภายหลังคลอดเป็นเวลานานก็ได้เช่นการที่สมองถูกทำลายกล่าวว่า
" ลองสังเกตดูว่าแกะดอลลี่นั้นน่ะอ้วนมากเลย และนั่นแสดงว่าอาจจะมีบางอย่างไม่ปกติ
และมอลลี่ (วัวโคลน) อยู่ๆ ก็ตายไปเฉยๆ อย่างไม่มีสาเหตุอะไร"
" นอกจากนี้ยังไม่รู้ว่าจะควบคุมการเจริญของขนาดตัวอ่อนได้อย่างไร
เพราะการโคลนที่มีน้ำหนักเกินขนาดทำให้การผ่าตัดคลอดกลายเป็นความจำเป็นทุกครั้งไป
และการโคลนนั้นใน 100 ครั้งก็จะล้มเหลวถึง 95-99 ครั้งทีเดียว เพราะเหตุจากสภาพร่างกายที่บอบช้ำ
และความบาดเจ็บทางอารมณ์ของตัวแม่" คุณหมอแจนิสช์กล่าวในที่สุด
" การมีลูกสักคนนั้นทำได้หลายวิธี มีหลายคู่ที่อยากจะมีลูกด้วยยีนของตนเอง นั่นก็หมายถึงการโคลน
หากเราเอาความสมบูรณ์แบบเป็นเป้าหมาย เราก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าเด็กโคลนที่เกิดมานั้นจะสมบูรณ์ดีหรอกนะ"
เสียงจากฝ่ายสนับสนุนการโคลนโดย ดร.พานาโยทิส ซาวอส ผู้ช่วยผู้อำนวยการแห่งเคนตักกี้เซนเตอร์
ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์เพื่อการมีบุตร
ฝ่ายคุณหมอแจนิสช์ก็ตอบโต้ทันควันเลยว่า "นี่เป็นการชี้นำที่ผิดและเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบเอาเสียเลย ใครก็ตามที่ต้องการทำอย่างนี้ล้วนชี้นำสังคมไปในทางไม่ถูกต้อง และควรจะหาทางหยุดยั้งให้ได้" ซึ่งแน่ล่ะว่าผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวสหรัฐออกมาว่ากว่าร้อยละ 90 คัดค้านการโคลนมนุษย์
เพราะเห็นเป็นสิ่งที่ไม่ปลอดภัย และเป็นสิ่งต้องห้าม
เมอร์เรย์ ประธานคณะกรรมการจริยธรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับชีววิทยากล่าวว่า
" การโคลนควรเป็นประเด็นที่น่าจะหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุด เพราะเกี่ยวข้องถึงความหมายของการเป็นพ่อแม่
และการเติบโตของเด็กนั้น ผลกระทบในแง่ของคุณธรรม ศาสนาและคุณค่าของวัฒนธรรมทางสังคมด้วย"
แน่ล่ะว่าคราวนี้เหล่านักปรัชญาต้องคิดหนักว่าเด็กที่เกิดมาจากการโคลนนั้น
จะนับว่าเป็นฝาแฝดกับเจ้าของเซลล์ต้นฉบับหรือเจ้าของเซลล์จะมีฐานะเป็นพ่อแม่กันแน่
ในวงการศาสนาก็ยังนั่งไม่ติดกับเรื่องนี้ว่ามนุษย์นั้นย่อมเกิดมาด้วยการสร้างของพระเจ้า
การจะมาสร้างมนุษย์ใหม่โดยไม่เป็นไปตามกระบวนการธรรมชาตินั้น จะเป็นการที่คนเราสวมบทบาทเป็นพระเจ้าเสียเอง ดังนั้นในวงการศาสนาคริสต์ยังคงคัดค้านอย่างแข็งแรงกับเรื่องนี้ ส่วนศาสนาพุทธยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจน
แต่ก็มีทัศนะจากพระรุ่นใหม่ๆ ออกมาบ้างประปรายซึ่งมักเป็นคำถามเรื่องจริยธรรมมากกว่า
อวัยวะใหม่ อะไหล่จากมนุษย์โคลน
" การทำชีวิตให้เป็นสินค้าเป็นเรื่องน่ากลัวเพราะจากจุดที่ดูไม่มีข้อตำหนิฉกรรจ์อะไรนี้
ก็อาจนำเราไปสู่การทำชีวิตให้เป็นสินค้าในรูปอื่นๆ ที่บั่นทอนรากฐานคุณค่าของชีวิตลงไปได้อีกมาก
เช่นโคลนนิ่งขึ้นมา เพื่อตัดอวัยวะไปขายให้เจ้าสัวที่ป่วยด้วยโรคไต โรคหัวใจ ฯลฯ ได้ไหม
คนที่เกิดจากโคลนนิ่งก็เป็นคนบริบูรณ์เหมือนคนอื่น เพียงแต่เขาไม่ได้มีกำเนิดจากครรภ์มารดาเท่านั้น
เป็นชีวิตที่ไม่ได้รับคุณค่าของชีวิตเท่าเทียมกับคนอื่น เพราะมีฐานะเป็นสินค้าไว้ชำแหละขายเป็นส่วนๆ เท่านั้น
การทำให้ชีวิตบางชีวิตมีคุณค่าน้อยกว่าชีวิต ย่อมก่อให้เกิดอำนาจพิเศษที่จะเป็นผู้ตัดสินว่าชีวิตใครมีน้ำหนักกี่กรัมขึ้นมา
ไอ้ที่หนักน้อยๆ ก็อาจเอาไปชำแหละเพื่อให้ชีวิตที่มีน้ำหนักมากกว่าดำรงอยู่ต่อไปได้" ("ท่าทีชาวพุทธต่อสินค้าไข่และเชื้อ"
ใน ก่อนยุคพระศรีอาริย์ โดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม 2546)
มีคนจำนวนหนึ่งที่เห็นว่าการโคลนมนุษย์นั้นนอกจากจะทำให้เกิดคนอีกคนหนึ่งที่เหมือนเราขึ้นมาแล้ว ยังอาจจะโคลนอวัยวะบางส่วนขึ้นมาเพื่อนำไปซ่อมหรือเปลี่ยนถ่ายให้กับมนุษย์ปกติคนอื่นๆ
หรืออาจจะโคลนคนทั้งคนขึ้นมาแล้วแบ่งอวัยวะเป็นส่วนๆ เพื่อให้เลือกใช้ได้
ฟังๆ ดูก็ออกจะน่าหวาดหวั่นมิใช่น้อยที่ "คน" ซึ่งเกิดจากโคลนนิ่งอาจกลายเป็นสินค้า
หากเรานับว่าคนโคลนเป็นหนึ่งชีวิต ควรหรือที่เราจะเอาชีวิตมาซื้อขายราวกับเนื้อหมูในตลาดสด
ที่เราจะเลือกเอาเนื้อส่วนนั้นได้ตามชอบใจเพียงแค่มีเงินเท่านั้น
จากบทความข้างบนที่ยกมานี้ อาจจะเตือนเราให้รู้ว่า
นี่เป็นปัญหาจริยธรรมหนึ่งที่การโคลนยังไม่อาจให้คำตอบได้
บางทีอาจโคลนคนขึ้นมาทั้งตัว แล้วทำให้สมองตายเพื่อนำอวัยวะไปใช้ซ่อมตัวต้นแบบ
หรือมีการโคลนอวัยวะเพื่อการค้าขึ้นมาได้ในอนาคต
เราต้องติดตามคอยดูกันต่อไปว่าเทคโนโลยีการโคลนมนุษย์จะเป็นอย่างไร
จะมีประโยชน์กับสังคมโลกเพียงใดหรือไม่ แม้ว่าโคลนได้ คนๆ นั้นจะมีฐานะอย่างไร
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะสามารถโคลนได้อย่างสมบูรณ์ได้ล่ะหรือ
ในเมื่อเวลานี้วงการแพทย์ก็ยังไม่อาจหาคำตอบอันหลากหลายของชีวิต
และการกำเนิดชีวิตได้มากเท่าที่คนอยากจะรู้
หรือแม้กระทั่งคนที่ทำอาจใช้กระบวนการดังกล่าวไปเพื่อสิ่งที่ผิดเป็นต้นว่าโคลนมนุษย์เพื่อก่อการร้าย
ดังเช่นที่เคยปรากฏในภาพยนต์เรื่อง The boy from Brazil ซึ่งเป็นเรื่องการโคลนฮิตเล่อร์ออกมาเป็นร้อยคน โคลนนิ่งคนเพื่อใช้เป็นทหารหรืออาชญากรโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่ามนุษย์โคลนเหล่านั้นจะมีฐานะเป็นมนุษย์แบบเราหรือไม่
เพราะเป็นเพียงแค่ "สิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายๆ เรา" เท่านั้นเอง
ด้วยความเห็นที่น่ารับฟังของคุณหมอแพทริเซีย เอ. แบร์ด อาจารย์แพทย์แห่งมหาวิทยาลัยบริติช
โคลัมเบียในแวนคูเวอร์ แคนาดา กล่าวว่า
" เราต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างความต้องการการโคลนเพื่อให้มีบุตรซึ่งเป็นความต้องการและเป็นสิทธิส่วนบุคคล
ซึ่งขัดแย้งอย่างมากกับค่านิยมทางสังคม และในโลกนี้ยังคงมีปัญหาที่สำคัญมากมายที่ต้องอาศัยสติปัญญาของมนุษย์
นอกเหนือไปจากการอยากจะมีลูกไว้สืบสกุล เช่นปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกขณะ ปัญหาความยากจน
สงคราม ภาวะทุพโภชนาการ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นทุกวัน
จะดีหรือไม่ว่า คนเราควรใช้ภูมิปัญญาไปในทางที่ถูกที่ควร ด้วยการคิดแก้ปัญหาเหล่านี้มากกว่าในเวลานี้"
(update 5 กรกฎาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 4 พฤษภาคม 2546 ]
|