
แม้ว่า การแพทย์ทางเลือก (alternative medicine) หรือ การแพทย์เสริม (complementary medicine) จะเป็นที่รู้จักและนิยมของคนตะวันตกและคนไทยเราก็นิยมตามแนวโน้มกันมากขึ้นหลายปีแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังไม่หายไปจากวงการรักษาพยาบาลในประเทศพัฒนาอย่างสหรับอเมริกา
ที่จริงแล้วมันมีการเจริญพัฒนามากขึ้น คือ พัฒนาในทางด้านที่เขาเอาจริงเอาจังมากขึ้นในการค้นหาความจริง
ค้นหาประโยชน์โภชน์ผลและโทษของมัน จะเห็นได้ว่าประชาชนชาวสหรัฐจำนวนมากที่ตอบแบบสอบถามว่า
ได้เคยใช้บริการแพทย์ทางเลือกและการแพทย์เสริมมาแล้ว มีคนใช้กันมากจนนักการเมืองทนไม่ไหว
ต้องตอบสนองโดยการจัดให้มีงบประมาณแผ่นดิน สถาบันสุขภาพแห่งชาติของเขาได้เปลี่ยนหน่วยงานเล็กๆ
ที่ดูแลเรื่องแพทย์ทางเลือกซึ่งมีงบประมาณปีละประมาณ 2 ล้านเหรียญไปเป็นหน่วยงานระดับกรมกองที่เรียกว่า
National Center for Complementary and Alternative Medicine ที่มีงบประมาณ 100 ล้านเหรียญต่อปี
เมื่อมีเงินงบประมาณมากจึงมีการตอบสนองจากนักวิชาการมากขึ้น มีการวิจัยเรื่องต่างๆ เพิ่มขึ้นมากมาย
มีโรงเรียนแพทย์ใหญ่ๆ หลายแห่ง เช่น โคลัมเบีย, ดุ๊ก, ฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
จัดตั้งศูนย์ intergrative medicine และ 2 ใน 3 ของวิทยาลัยแพทย์อเมริกันมีการสอนวิชาแพทย์ทางเลือก
และการแพทย์เสริม (Complementary and Alternative Medicine = CAM)
การดำเนินการอย่างนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของคนอเมริกันกันมาก เช่น
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชนออกมากล่าวว่า การกระทำอย่างนั้นเป็นการเอาการแพทย์โบราณคร่ำครึ
ที่ยังไม่มีการพิสูจน์มาแทนแพทย์แผนปัจจุบันที่วางอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ นิตยสารมีชื่อ เช่น
วอชิงตันมันธ์ลี กล่าวหาว่า " เป็นการเอาเงินของรัฐบาลมาถลุงโดยมีโรงเรียนแพทย์สมรู้ร่วมคิด"
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีเงินหลวงมาก มีการวิจัยมากขึ้นก็มีวิชาการมากขึ้น
จนถึงปัจจุบัน นักวิชาการได้สรุปผลดีผลเสียของการแพทย์เสริมและการแพทย์ทางเลือกไว้
เพื่อเป็นแนวทางให้ประชาชนผู้เสียภาษีของเขาได้เอาไปใช้ ดังนี้
การรักษาที่ผลการรักษายังไม่แน่ชัดแต่อาจจะไม่มีอันตราย
คือ การฝังเข็ม การรักษาแบบ homeopathic สำหรับโรคภูมิแพ้ อาหารไขมันต่ำสำหรับรักษามะเร็งบางชนิด
การนวดรักษาอาการปวดบั้นเอว การใช้วิชาสะกดจิตดัดตนสำหรับรักษาโรคมะเร็ง
การรักษากลุ่มนี้แพทย์ควรติดตามดูแล
การรักษาที่น่าจะได้ผลและปลอดภัย
คือ การรักษาแบบไคโรแพร็คเตอร์ สำหรับโรคปวดหลังเฉียบพลัน การฝังเข็มสำหรับอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด
และสำหรับอาการปวดฟัน การกำกับจิตและดัดตนสำหรับอาการปวดเรื้อรังและการนอนไม่หลับ
การรักษาแบบนี้มีเหตุผลดีแต่ควรมีแพทย์ติดตามดูแล
การรักษาที่ได้ผลแต่ความปลอดภัยไม่แน่นอน
คือ สมุนไพร เซ็นต์ จอนส์ วอร์ท สำหรับโรคซึมเศร้า, ซอ พาเม็ตโต สำหรับต่อมลูกหมากโต,
chondroitin sulfate สำหรับโรคไข้ข้อเสื่อม, จิงโก้ บิลโลบา สำหรับเพิ่มความจำในคนไข้สมองเสื่อม
การรักษาแบบนี้ต้องมีแพทย์ดูแลด้วยจึงจะดี
การรักษาที่ไม่ได้ผลและอันตราย
คือ การฉีดสารใดก็ตามที่ยังไม่ได้มีการศึกษาวิจัยมาดีพอ การใช้สมุนไพรที่มีพิษมีภัย การใช้แพทย์ทางเลือก
การแพทย์เสริมแทนหรือหน่วงเวลาการให้ยาแบบแผนปัจจุบันที่พิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้ว
การใช้สมุนไพรที่มีปฏิกิริยากับยาที่ใช้ในปัจจุบัน (เช่น เซ็นต์ จอนส์ วอร์ท กับ ยาต้านไวรัส อินดินาเวอร์)
การรักษาในกลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยง
มะเร็งเป็นโรคร้ายที่ใครๆ ก็กลัว ในอินเตอร์เน็ตมีคนเสนอข่าวสารเรื่องการรักษามะเร็งเยอะแยะ
มีทั้งที่เสนอการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก หรือการแพทย์เสริม ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผล
ทั้งนี้เนื่องจากคนเป็นมะเร็งที่รักษาไม่หายต้องการที่พึ่ง ต้องการความหวังมากมาย คนไข้พวกนี้มีจุดอ่อนให้เขาหลอกได้ง่าย ในปัจจุบันนี้แม้แต่ในประเทศพัฒนาก็มีการนำเอาวิธีเสริมการรักษาของแพทย์ทางเลือกมาใช้ด้วย
แต่คนที่ใช้ต้องรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี จึงจะได้ประโยชน์ ผู้เชี่ยวชาญจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดจึงแนะนำว่า
แม้ว่าการแพทย์ทางเลือกยังไม่มีอะไรที่รักษาให้มะเร็งหยุดงอก หรือให้คนไข้อายุยืนยาวขึ้นได้แน่นอนตามหลักวิทยาศาสตร์
แต่การแพทย์ทางเลือกก็พอมีที่ใช้อยู่บ้าง ขณะนี้นักวิจัยกำลังทำการศึกษาแพทย์ทางเลือกในการรักษามะเร็ง เช่น
การใช้อาหาร การควบคุมจิตสมาธิและร่างกาย ศึกษาเกี่ยวกับยาโบราณที่อ้างกันว่าดี เช่น กระดูกอ่อนปลาฉลาม
แต่กว่าจะได้ผลสรุปออกมาก็คงจะใช้เวลาเป็นสิบปี ในขณะที่รอนี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ผู้บริโภคควรจะรู้ว่ามีอะไรที่มีประโยชน์
คำว่าธรรมชาติหรือ Natural นักการตลอดมักจะเอามาใช้โฆษณาสินค้าสารเสริมอาหารพวกสมุนไพร
ซึ่งไม่ใช่จะดีเสมอไป สารเสริมอาหารแบบธรรมชาติบางตัวมีสารพิษเจือปน บ้างก็มีเชื้อแบคทีเรียเจือปน
มีผลข้างเคียงที่อันตราย เช่น วิตามินอีขนาดสูง หรือจิงโก้ บิลโลมา (Ginkgo biloba) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด
หากรับประทานเกินขนาด เวลาผ่าตัดเลือดอาจจะไหลไม่หยุด ดังนั้นใครที่กินสารชนิดนี้
เวลาจะไปผ่าตัดถอนฟันต้องแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย
ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองมีสารฮอร์โมนเพศหญิงของพืชที่ตามทฤษฎีอาจจะทำให้เกิดมะเร็งเต้านม
หรือมะเร็งเยื่อบุมดลูกได้ ถ้ากินมากๆ นานๆ ซึ่งยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัด
สารเสริมอาหรบางตัวมีฤทธิ์ต้านยามะเร็งที่ใช้ในเคมีบำบัดของแพทย์แผนปัจจุบัน
เช่นเมื่อเร็วๆ นี้ เขาพบว่า เซ็นจอนส์ วอร์ท ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านความเศร้า
มีผลข้างเคียงทำให้ระดับยาต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง
สำหับการผสมผสานการรักษามะเร็งโดยใช้สมุนไพร วิตามิน สารเสริมอาหารร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน
ขณะนี้ยังขาดข้อมูลอยู่มาก ยังมีความจำเป็นที่จะต้องวิจัยอีกมาก ว่าจะมีผลดีผลเสียอย่างไร
การแพทย์แผนปัจจุบันมียาเคมีบำบัดที่ทำลายมะเร็งได้จริง แต่คนไข้ส่วนใหญ่ยังต้องการยาที่มีพลังมากกว่าที่มีอยู่ และเขาเหล่านั้นยังต้องการความสบายกายและสบายใจด้วย
การใช้เทคนิคผ่อนคลายกายใจ นอกจากมีผลทางกายและทางจิตแล้ว ยังมีผลในการลดอาการเจ็บปวดของคนไข้
และช่วยให้นอนหลับด้วย มีการทดลองพบว่าการฝังเข็มที่ข้อมือบางจุด ทำให้อาการคลื่นไส้อาเจียนจากยาเคมีบำบัดลดน้อยลงได้จริง
และผลการศึกษาเบื้องต้นบ่งชี้ว่า การนวดเบาๆ สามารถลดอาการบวมของแขนจาการผ่าตัดมะเร็งเต้านมได้
การออกกำลังกายพอประมาณ นอกจากช่วยเพิ่มความแข็งแรงและคล่องตัวแล้ว
ยังสามารถลดอาการทางกายและจิตของคนไข้มะเร็งได้
โดยสรุปแล้ว การแพทย์เสริมสามารถทำให้มะเร็งเป็นโรคที่น่ากลัวน้อยลง
โดยการเพิ่มความหวังและคุณภาพชีวิตหรือเพิ่มกิจกรรมเสริมสุขภาพให้คนไข้ทำมากขึ้น ไม่ทำให้คนไข้นอนคอยรอแต่ความช่วยเหลือฝ่ายเดียวอย่างเช่นที่แพทย์แผนปัจจุบันบันเคยทำกันมา
แต่สิ่งสำคัญคือ ผู้บริโภคไม่ควรจะเชื่อว่าการกินสมุนไพร หรือการแพทย์เสริมจะเข้ามาแทนที่
หรือดีกว่ายาเคมีบำบัด หรือการผ่าตัดรักษามะเร็ง และก่อนที่จะเลือกรักษาโดยวิธีที่ไม่ใช่แพทย์แผนปัจจุบัน
ก็ควรจะปรึกษาแพทย์ของท่านเสียก่อน มิฉะนั้นก็จะเป็นการเลือกการแพทย์ที่ผิดๆ นะครับ
(update 6 มิถุนายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 ]
|