ควรดื่มน้ำ วันละเท่าไหร่


มีความเชื่ออยู่เรื่องหนึ่งว่าคนเราต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จึงจะพอเพียง คุณเชื่อตามนี้หรือเปล่าครับ ?

เป็นความจริงที่ว่า น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้ชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้ แต่ร่างกายมนุษย์ต้องการน้ำวันละเท่าใดกันแน่ การดื่มน้ำมากเกินไปก็เป็นผลเสีย ได้เช่นเดียวกับการขาดน้ำเหมือนกัน

คุณเคยได้ยินเรื่องการรักษาสุขภาพด้วยน้ำ 6 แก้วหรือไม่
เรื่งนี้เข้าใจว่าได้มาจากการรักษาสุขภาพของจีนโบราณสอนให้ดื่มน้ำสะอาด 6 แก้ว เมื่อตื่นนอนตอนเช้า สมัยหนึ่งได้รับความนิยม มีผู้ถือปฏิบัติกันเป็นจำนวนไม่น้อย แม้กระทั่งบัดนี้ก็ยังปฏิบัติกันอยู่ โดยมีความเชื่อว่า น้ำบริสุทธิ์เป็นตัวช่วยละลายมลพิษในร่างกายได้ ถ้าดื่มน้ำให้มากไว้เมื่อตื่นนอน น้ำจะซึมซาบเข้าสู่ระบบเลือดทำให้ไหลเวียนได้ดี ปริมาณเลือดไหลเวียนก็จะเพิ่มขึ้น ไปตามอวัยวะต่างๆ อย่างทั่วถึง ชะล้างมลพิษที่ตกค้างอยู่ออกได้มากขึ้น แล้วไหลไปสู่ระบบฟอกเลือดที่ไต ไตก็จะกลั่นกรองมลพิษเหล่านี้ออกไปกับปัสสาวะ เมื่อร่างกายมีมลพิษน้อยลง สุขภาพก็ย่อมดีขึ้น

ฟังดูง่ายดีนะ แต่กติกาในการดื่มน้ำ 6 แก้ว ก็หยุมหยิมไม่ใช่เล่น ต้องเตรียมน้ำสะอาด ใส่ถ้วยวางไว้ที่หัวเตียงตอนจะเข้านอน ใช้น้ำสุกธรรมดา เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อตื่นนอนให้ลุกขึ้นดื่มน้ำที่เตรียมไว้ทันที ห้ามบ้วนปากแปรงฟันล้างหน้าก่อน ไม่ทราบเหมือนกันว่าไปเกี่ยวข้องกับการดื่มน้ำอย่างไร คนสู่รู้บางคนบอกว่าขี้ฟันและน้ำลายที่ค้างอยู่ในปากอาจเป็นตัวยาหรือส่วนผสมสำคัญก็ได้ อนึ่งการดื่มน้ำวันละ 6 แก้วรวดเดียวจบ ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ ผู้ถือปฏิบัติหลายคนบอกว่า วันแรกลำบากหน่อย ดื่มน้ำไปเพียง 2 แก้ว ก็แน่นท้องทำท่าจะขยักขย้อน ต้องพักสักครู่ก่อนที่จะดื่มต่อ แต่ถึงวันหลังๆ ก็ผ่อนเพลาลงเอง ค่อยๆ ดื่มทีละแก้วจนหมดได้ไม่มีปัญหา

เมื่อถามถึงผลการปฏิบัติ ก็บอกว่าสบายท้องดี จะให้ยืนยันว่าสุขภาพีขึ้นก็พูดยาก แต่ที่แน่ๆ คืออาการท้องผูกหายไป ดื่มน้ำหมดไม่นานก็ปวดท้องถ่ายหนัก ไม่ต้องเบ่งจนหน้าดำหน้าเขียวเหมือนก่อน เรื่องถ่ายเบาก็คล่อง ชั่วโมงแรกถ่ายหลายครั้ง หลังจากนั้นก็ถ่ายตามปกติ โล่งสบายไปทั้งท้อง ไม่เคยกังวลเรื่องสุขภาพ แต่คิดว่าจะดื่มน้ำ 6 แก้ว แบบนี้ไปเรื่อยเพราะอย่างน้อยก็ไม่มีอะไรเสียหาย ราคาค่าน้ำเพียง 6 แก้ว ก็ไม่กี่สตางค์เท่านั้น

คุณจะนำไปทดลองปฏิบัติดูก็ได้นะ แต่ถ้าเกิดเป็นอะไรไปอย่ามาโทษก็แล้วกัน

เด็กสมัยนี้หลายคนมีความเชื่อแปลกๆ กลัวแต่ว่าร่างกายจะขาดน้ำ เวลาเดินเที่ยวชอบถือขวดน้ำติดมือไปด้วย เดินไปจิบไป เห็นได้ตามแหล่งชุมชนวัยรุ่นและศูนย์การค้า เขาอ้างว่าบ้านเมืองเดี๋ยวนี้ร้อนและแห้งแล้ง ไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มและความชุ่มชื้น เผลอไผลปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำอาจเป็นลมหน้ามืดเอาง่ายๆ

นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการก็ไม่รั้งรอลงความเห็นว่าถึงเวลาที่จะศึกษาอย่างจริงจังแล้วว่า คนเราควรดื่มน้ำวันและสักเท่าใดจึงจะพอเหมาะ ผู้ที่เป็นต้นความคิดคนนี้คนหนึ่งก็คือ ดร.ไฮน์ส วาลติน ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งวิทยาลัยแพทย์ดาร์ทมัธ รายงานของท่านได้ลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ American Journal of Physiology เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ความเห็นของท่านได้รับการสนับสนุนจากแพทย์หลายท่าน

จากการตรวจสอบ น้ำที่เราได้รับในแต่ละวัน ไม่ใช่เฉพาะจากการดื่มน้ำโดยตรง แต่ยังปนมาในอาหารเรียกได้ว่าทุกอย่าง เช่น ผลไม้และพืชผัก มีน้ำเป็นองค์ประกอบถึงกว่าร้อยละ 80 เนื้อสัตว์ก็มีน้ำอยู่ไม่น้อย แม้แต่เนยแข็งและขนมปังก็มีน้ำอยู่ถึงร้อยละ 35 คนส่วนใหญ่ยังดื่มนม เครื่องดื่มและน้ำผลไม้ด้วย นอกเวลาอาหารก็ยังนิยมมีคอฟฟี่เบรก ดื่มพวกกาแฟ ชา และน้ำหวาน ทั้งๆ ที่ไม่มีความกระหายแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้นเวลามีการประชุมสัมมนายังต้องเตรียมน้ำวางไว้บนโต๊ะ กล่าวได้ว่า คนเราดื่มน้ำจนเป็นนิสัยมากกว่าจะดื่มเนื่องจากความกระหายอย่างเดียวเหมือนสัตว์โลกอื่นๆ อย่าคิดว่าน้ำไม่เป็นพิษเป็นภัย เป็นความจริงสำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัย แต่ถ้ามีโรคภัยประจำตัวบางโรค การดื่มน้ำมากเกินควรอาจเป็นอันตรายได้ แพทย์จึงต้องให้จำกัดปริมาณน้ำดื่ม เช่น ในผู้ป่วยโรคหัวใจวาย แม้ในคนปกติก็เถอะ ดูอย่างพวกวัยรุ่นที่สุมหัวกันจัดปาร์ตี้เสพสิ่งเสพติดประเภทยาบ้า ยาอี สิ่งเสพติดเหล่านี้ทำให้เกิดคอแห้งกระหายน้ำอย่างมาก ต้องดื่มน้ำ ดื่มเอาๆ ถ้าเป็นน้ำมีดีกรีด้วยก็ยิ่งแย่ การดื่มน้ำมากๆ เป็นผลให้น้ำเลือดเจือจาง โซเดียมซึ่งเป็นธาตุสำคัญในน้ำเลือดก็พลอยเจือจางได้ด้วย ถึงระดับหนึ่งจะไม่พอเพียงให้เซลล์ต่างๆ ปฏิบัติงานได้ตามปกติ เกิดอาการอ่อนเปลี้ย ความดันโลหิตต่ำ อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เรียกภาวะนี้ว่า พิษแห่งน้ำ (Water Intoxication)

ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตที่จะต้องอาศัยน้ำเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่ง ในคนหนุ่มสาวการขาดน้ำเป็นไปได้ค่อนข้างยาก หากมีน้ำดื่มอยู่ใกล้ตัว เพราะความกระหายน้ำ จะเป็นตัวกระตุ้นให้อยากดื่มน้ำเอง แต่ในคนสูงอายุความรู้สึกกระหายน้ำมักลดลง จนเกิดวิกฤตจากการดื่มน้ำอย่างไม่พอเพียงโดยไม่รู้ตัว โรคบางโรคทำให้เสียน้ำมาก เช่น โรคเบาหวาน ถ้าดื่มน้ำไม่พอกฏ็เกิดอาการขาดน้ำได้ และแม้จะไม่ป่วยไข้แต่หากใช้กำลังมาก ออกกำลังกายหนักๆ หรือเล่นกีฬาก็ต้องดื่มน้ำชดเชยจากการเสียน้ำทางผิวหนัง และยังต้องเสริมเกลือแร่ด้วย

คราวนี้ก็มาถึงปัญหาที่ทุกคนอยากทราบคือ เรื่องที่ว่าคนเราควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว จึงจะพอเพียงนั้นจริงแค่ไหน มีต้นตอมาจากไหนกันแน่ ถ้าไม่ถูกต้องควรดื่มน้ำวันละเท่าไร

ดร.วาลติน แห่ง ดาร์ทมัธ ใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลอยู่ร่วม 40 ปี ถึงกลวิธีในการควบคุมการบริโภคน้ำ ให้พอเหมาะพอควรแก่การมีสุขภาพดี ท่านกล่าวว่ากฎเกณฑ์เรื่องน้ำ 8 แก้วน่าจะมาจากการตีความมั่วๆ โดยอาศัยรายงานของคณะกรรมาธิการด้านอาหารและโภชนาการในปี ค.ศ.1945 รายงานชิ้นนี้กล่าวว่า ร่างกายต้องการน้ำประมาณ 1 มิลลิลิตรต่ออาหารทุก 1 แคลอรี่ที่บริโภคใน 1 วัน จากการคำนวณคร่าวๆ คนเราบริโภคอาหารโดยเฉลี่ยประมาณ 2,000 แคลอรี่ต่อวัน จึงควรดื่มน้ำ 2,000 มิลลิลิตรหรือประมาณ 8 ถ้วยแก้ว

แต่รายงานนี้ไม่ได้คำนึงถึงน้ำที่ได้รับนอกเหนือจากการดื่มโดยตรง เรายังได้รับน้ำที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในอาหารต่างๆ ดังได้กล่าวมาในตอนต้นแล้วด้วย สัตว์โลกบางชนิดสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยน้ำจากอาหารที่กินเท่านั้น ไม่ต้องดื่มน้ำจากแหล่งน้ำโดยตรงเลย ที่เห็นง่ายๆ ได้แก่ กระต่าย

ไม่ว่าอะไรจะมีคุณค่าที่สุดขึ้นอยู่กับความพอเหมาะพอควรน้ำที่เราดื่มกินก็เช่นกัน ดื่มกำลังดีก็ให้คุณ ดื่มมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น เราอาจเสียน้ำมากกว่าปกติในเวลาอากาศร้อนแห้ง และเสียน้ำน้อยเวลาอากาศเย็นชื้น การดื่มน้ำจึงไม่ควรกำหนดว่าต้องดื่มเท่านั้นเท่านี้ แต่ควรดื่มตามสภาพความเป็นจริง
แล้วคุณจะปลอดภัย

(update 28 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 11พฤศจิกายน 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600