งูกัด


คนส่วนใหญ่แค่ได้ยินชื่อก็กลัวแล้วล่ะ คงมีไม่กี่คนที่สามารถคลุกคลีใกล้ชิดกับงูเป็นสัตว์เฉกเช่น สุนัข หรือแมว เรากลัวงูด้วยเหตุผลใหญ่ๆ 2 ประการคือ กลัวลักษณะรูปร่างของมัน กับกลัวมันกัด เรื่องในบ้านฉบับนี้ขอเอาความกลัวอย่างหลังนี่มาขยายความสู่กันฟังครับ

ก่อนอื่นมารู้จักงูว่าชนิดมีพิษกับไม่มีพิษมันต่างกันตรงไหน ?
  • งูพิษ จะมีเขี้ยว 1 คู่ ที่ขากรรไกรบนทางด้านหน้า โคนเขี้ยวมีเยื่อหุ้มเขี้ยว มีรูกลวงตรงกลางติดต่อไปยังต่อมน้ำพิษ ต่อมนี้อยู่ตรงหัวงูทั้ง 2 ข้าง แต่ละข้างต่อเชื่อมกับเขี้ยวข้างเดียวกัน งูพิษที่พบบ่อย ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูปล้องหงาย งูพริก งูทะเล งูกะปะ งูเขียวห้างไหม้ งูแมวเซา เป็นต้น

  • งูไม่มีพิษ จะไม่มีเขี้ยว แต่จะมีฟันเช่นเดียวกับงูพิษ งูไม่มีพิษที่พบได้บ่อยคือ งูเขียวปากจิ้งจก งูลายสาบ งูลายสอ งูก้นขบ งูงอด งูปี่แก้ว งูแสงอาทิตย์ ที่ตัวใหญ่เป็นพิเศษคืองูสามเหลี่ยมและงูหลาม ที่อาจรัดตัวให้ถึงตายได้ และมีฟันที่แหลมคม กัดเป็นแผลใหญ่ได้
ลักษณะแผลงูกัด

เมื่อถูกงูพิษกัด จะเห็นรอยเขี้ยวเป็นจุด 2 จุด ทะลุผิวหนังลงไปต่อจากรอยเขี้ยวอาจเห็นรอยถลอก เป็นทางที่เกิดจากฟันของมัน รอยเขี้ยวอาจมีเลือดซึมออกมา บริเวณรอบๆ รอยเขี้ยวอาจเห็นสีเขียวคล้ำ
งูไม่มีพิษกัดจะเห็นแค่รอยถลอกหรือถากจากฟัน ไม่มีรอยเขี้ยวให้เห็น

เมื่องูพิษกัด เขี้ยวงูจะฝังเข้าไปในเนื้อเราเหมือนหมอแทงเข็มฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ ต่อมน้ำพิษของงูจะบีบตัวใส่น้ำพิษวิ่งมาตามท่อและออกทางปลายเขี้ยว งูสามารถควบคุมให้น้ำพิษออกมามากหรือน้อยได้ครับ ส่วนใหญ่มันจะไม่ปล่อยน้ำพิษออกมาจนหมด

พิษของงูอาจแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ
1. พิษต่อประสาท ทำให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อ ที่อันตรายคือกล้ามเนื้อที่ใช้หายใจหยุดทำงาน เช่น พิษของงูเห่า งูจงอาง
2. พิษต่อโลหิต ทำให้เกิดภาวะเลือดออกทั่วไป เช่น เลือดออกตามผิวหนัง เหงือก อาเจียนเป็นเลือด ไอเป็นเ ลือดหรือปัสสาวะเป็นเลือด การเสียเลือดอาจนำไปสู่ภาวะช็อกได้ พิษแบบนี้เกิดจากงูแมวเซา งูกะปะ และงูเขียวหางไหม้ครับ
3. พิษต่อกล้ามเนื้อ ไปทำลายเซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้ปวดกล้ามเนื้อมากและปัสสาวะเป็นสีดำจากเนื้อถูกขับออกทางไต งูที่มีพิษชนิดนี้คืองูทะเล
พิษงูบางชนิดอาจมีผลต่อหลายระบบ เช่น งูสามเหลี่ยม มีพิษต่อประสาทและโลหิตด้วย
อาการและอาการแสดงของพิษงู
  • งูเห่า

    เป็นงูพิษที่มีอันตรายมาก ดุมาก ที่หัวมีดอกจันเห็นชัดตอนแผ่แม่เบี้ย บางชนิดสามารถพ่นพิษได้ อาจพ่นพิษใส่โดยไม่ต้องกัด พ่นพิษได้ไกล 2-3 เมตร น้ำพิษจะพุ่งกระจายออกมาเป็นฝอยจากรูเขี้ยว ถ้าเข้าตาจะปวดมาก บริเวณที่ถูกกัดมากคือเท้าและมือ รอยเขี้ยว 2 จุด มีเลือดซึมออกมา ถ้ารอยเขี้ยวห่างกันมาก แสดงว่างูตัวใหญ่ ผู้ถูกกัดจะรู้สึกเสียวแปลบทันที เริ่มปวดมากขึ้นและแผ่นซ่านออกไป เวียนศีรษะ ต่อมาหนังตาจะตก ลืมตาไม่ขึ้น อ้าปากลำบาก ขากรรไกรเริ่มแข็ง ตาพร่ามองเห็นไม่ชัด แขนขาไม่มีแรง กระวนกระวาย สับสน ลิ้นแข็ง พูดจาอ้อแอ้ น้ำลายออกมาก หายใจลำบาก อาจหยุดหายใจและเสียชีวิตได้ใน 1-6 ชั่วโมง แล้วแต่ว่าพิษเข้าสู่ร่างกายมากแค่ไหน
    พิษงูเห่าที่พ่นเข้าตาจะเกิดอาการปวดและแสบทันทีอย่างรุนแรง มีน้ำตาไหลตลอดเวลา ต่อมาใน 1-2 ชั่วโมง ตาจะบวม ตาแดง แก้วตาบวมอาจเกิดแผลที่แก้วตาได้

  • งูจงอาง

    จัดได้ว่าเป็นงูเห่าชนิดหนึ่ง และเป็นงูพิษที่ใหญ่ที่สุดในโลก โตเต็มที่อาจยาวถึง 18 ฟุต ดุมาก ตัวโตเวลาแผ่แม่เบี้ยชูหัวสูงถึงระดับเอว ความรุนแรงของพิษเมื่อเทียบกับพิษงูเห่าแล้วจะรุนแรงน้อยกว่า แต่เนื่องจากมันตัวใหญ่มีน้ำพิษมาก จึงมีอันตรายสูงกว่า อาจเสียชีวิตก่อนที่จะได้รักษา
    อาการเมื่อถูกกัดจะปวดบริเวณแผล บวม หนังตาตก รู้สึกง่วงนอน กลืนลำบาก หายใจช้าลง จนหมดสติและหยุดหายใจ
    บริเวณแผลกัดจะบวม มีตุ่มน้ำใสรอบๆ บริเวณแผล มีน้ำเหลืองไหลออกมา ปวดแผล เนื้อบางส่วนอาจเน่าตายไป อาจใช้เวลาเป็นเดือนกว่าแผลจะหาย

  • งูสามเหลี่ยม

    พิษของมันออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทและโลหิต เป็นงูที่รักสงบในเวลากลางวัน แต่กลางคืนจะว่องไวมาก ขนาด 3-6 ฟุต ชอบหาอาหารตามริมน้ำเวลากัดไม่มีการแผ่แม่เบี้ยแบบงูเห่าหรืองูจงอาง อาการเมื่อถูกกัดจะคล้ายอาการพิษงูเห่า แต่มีอาการพิษทางโลหิตร่วมด้วย เช่น มีเลือดออกเป็นจุดๆ ใต้ผิวหนัง ไอเป็นเลือด เลือดออกตามไรฟัน เป็นต้น

  • งูทะเล

    พิษของมันร้ายแรง เป็นพิษต่อกล้ามเนื้อ ชอบอยู่บริเวณที่เค็มน้อย คือ แถวปากน้ำ ลำตัวยาวเพรียว หางแบนคล้ายใบพายเพื่อช่วยในการว่ายน้ำ มีหลายชนิดด้วยกัน เช่น งูแสมรัง งูคออ่อน งูฝักมะรุม งูผ้าขี้ริ้ว งูชายธง งูปิ่นแก้วทะเล เขี้ยวงูทะเลจะสั้นและเล็ก เวลาถูกกัดบางทีจึงเห็นรอยเขี้ยวไม่ชัด
    แรกถูกกัดจะรู้สึกเจ็บคล้ายอะไรแทง แต่จะไม่ปวด ไม่บวม อาจเห็นรอยเขี้ยวเล็กๆ 2 จุด ถ้าถูกกัดหลายครั้งก็มีหลายจุดได้ รอยเขี้ยวห่างกันไม่มากราว 3-5 มิลลิเมตร ราว 30-60 นาทีต่อมา จะปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ เริ่มจากบริเวณต้นคอ รู้สึกว่าคอแข็ง เคี้ยวลำบาก เมื่อยบริเวณต้นแขนและต้นขา อาการปวดรุนแรงมากขึ้นจนเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อไม่ได้ หนังตาตก กลอกตาไปมาไม่ได้บางทิศทาง อาจอ้าปากไม่ขึ้น จับดูกล้ามเนื้อจะเจ็บมาก แขนขาไม่มีแรง ภายใน 4-5 ชั่วโมงจะมีอาการปัสสาวะสีดำเข้ม เนื่องจากกล้ามเนื้อถูกทำลาย และถูกขับออกทางปัสสาวะ อาจเสียชีวิตภายใน 8-10 ชั่วโมง จากภาวะหายใจล้มเหลวหรือโปแตสเซียมในเลือดสูง บางรายอาจเสียชีวิตในภายหลังจากภาวะไตล้มเหลว

  • งูกะปะ

    พบมากทางภาคใต้ และภาคตะวันออกของประเทศไทย ถูกกัดมากบริเวณเท้าและขา ขนาดลำตัวสั้น หัวรูปสามเหลี่ยม ยาว 20-25 เซนติเมตร เขี้ยวพิษอยู่ส่วนหน้าของฟันบนโค้งงุ้มกลับหลัง มันดุร้าย เวลากัดเมื่อฝังเขี้ยวแล้วมันจะปัดตัวหงายท้องทันที และผงกหัวกลับปลดเขี้ยวออกจากเนื้อ เวลากลางวันจะนอนขดตัวเป็นวงกลมเอาหัววางไว้บนลำตัว จะออกหากินเวลาพลบค่ำ
    เมื่อถูกกัดจะปวดทันทีและปวดมาก แผลบวม มีโลหิตไหลออกทางรูเขี้ยว ราว 3 ชั่วโมงหลังกัด จะมีโลหิตออกตามอวัยวะต่างๆ จะเป็นเช่นนี้อยู่ 3-4 วัน รายที่รับพิษเข้าไปมาก จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด เลือดออกในสมองในหัวใจ เสียชีวิตด้วยโลหิตออกไม่หยุดและหัวใจล้มเหลว
    แผลที่ถูกกัดจะสีคล้ำจนเน่าดำ ไม่รู้สึกเจ็บ เนื้อจะเน่าหลุดออก บางรายนิ้วหลุดออกเลย หรือเนื้อหลุดจนถึงกระดูก

  • งูแมวเซา

    พบได้ทั่วประเทศไทย มีมากแถวภาคกลาง ตัวอ้วน หัวรูปคล้ายสามเหลี่ยม คอเล็กมาก เขี้ยวพิษอยู่ที่ขากรรไกรบนด้านหน้าขนาดยาวมาก แต่พับเก็บได้เวลาหุบปาก ส่วนใหญ่ออกหากินกลางคืน
    เมื่อถูกกัดจะปวดมาก แผลจะบวมมีเลือดไหลซึม อาการบวมจะเกิดขึ้นภายใน 2-3 นาที หลังถูกกัด และบวมแผ่ขยายไปรอบๆ อาจมีตุ่มน้ำหรือรอยพอง ข้างในมีน้ำสีเหลืองปนเลือด เกิดอาการโลหิตออกตามผิวหนังและอวัยวะต่างๆ เลือดออกทางปาก จมูก อุจจาระปัสสาวะเป็นเลือด อาจมีเลือดออกในสมองบริเวณสำคัญทำให้เสียชีวิต หรือเสียชีวิตจากช็อกหรือไตล้มเหลว

  • งูเขียวหางไหม้

    พบได้ทั่วไป พบมากในภาคกลาง แถบกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็พบได้บ่อย หัวใหญ่ คอเล็ก ลำตัวค่อนข้างอ้วน หางสั้น ยาว 45-55 เซนติเมตร ลำตัวเขียว หลังเขียว ปลายหางมักมีสีน้ำตาลไหม้ ชอบอยู่ตามโพรงไม้ ซอกชายคา ใต้ถุนบ้าน ตามซอกตามลังหรือกองไม้ ออกหากินกลางคืน ชอบกินหนู จิ้งจก ตุ๊กแก ลูกนก
    เนื่องจากเป็นงูชนิดที่ค่อนข้างอยู่ใกล้บ้านที่อยู่อาศัยของคนโดยเฉพาะคนเมือง ผู้ที่ถูกกัดอาจตกใจกลัว และเป็นลมไปทันทีหลังถูกกัดได้โดยไม่ใช่เกิดจากพิษงู โดยทั่วไปอาการมักไม่รุนแรง จะปวดมากบริเวณที่ถูกกัด แผลจะบวม อาการปวดหายไปภายใน 5-6 ชั่วโมง อาการบวมจะหายไปภายใน 5-7 วัน รายที่รุนแรงอาจมีเลือดออก เฉพาะแห่งใต้ผิวหนัง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย แต่พบได้ไม่บ่อยนักภาวะแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติไป อาจเป็นอยู่ถึง 2-3 เดือนหลังถูกกัด
    งูเขียวห้างไหม้บางชนิดผู้ที่ถูกกัดอาจแสดงอาการล่าช้าไปถึง 24 ชั่วโมงได้ โดยในชั่วโมงแรกๆ อาจไม่มีอาการอะไร จึงอาจต้องคอยสังเกตอาการให้นานพอครับ

สิ่งแรกที่จะต้องพิจารณาคือ สัตว์ที่กัดเราใช่งูหรือไม่ และถ้าใช่งูเป็นชนิดมีพิษหรือไม่มีพิษ
มีหลายกรณีครับที่ผมเคยพบผู้ป่วยมา ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กัดเป็นงูหรือไม่ เป็นต้นว่าตอนถูกกัดมืดมาก มองไม่เห็น เลยไม่รู้ว่าตัวอะไรกัดอาจเป็นหนูหรืองูก็ได้ บางคนล้วงเข้าไปในรูหรือในโพรงไม้ พอโดนกัดชักมือออกมาก็ไม่รู้ว่าตัวอะไรในรูหรือในโพรงนั้นกัดเอา นึกถึงงูก่อนเพื่อนเพราะกลัวพิษมัน

ลองสังเกตลักษณะของแผลหรือรอยที่ถูกกัดดู รอยเขี้ยวเป็นสิ่งที่ใช้แยกระหว่างงูพิษและงูไม่มีพิษครับ งูพิษจะฝังเขี้ยวเข้าเนื้อเรา เขี้ยวงูมี 2 เขี้ยว อยู่ที่ขากรรไกรบนของปากมัน และอยู่ด้านหน้าเลย แผลงูพิษกัดจึงเห็นเป็นรูหรือจุด 2 จุดใกล้ๆ กัน และมีเลือดออกซิบๆ ส่วนงูไม่มีพิษ เนื่องจากมันมีแต่ฟันเล็กๆ ไม่มีเขี้ยวรอยถูกกัดจึงเป็นแค่รอยถากจากฟันเท่านั้น จะไม่มีรูทะลุถึงผิวหนัง

คุณอาจสงสัยว่า งูพิษกัดมีรูเขี้ยวรูเดียวได้ไหม ? ก็เป็นไปได้ครับ งูอาจกัดไม่ถนัดไม่เต็มปาก เลยโดนเราแค่เขี้ยวเดียว ส่วนจะมีบ้างไหมที่งูเขี้ยวหักเหลือเขี้ยวเดียว กัดเต็มปากยังไงก็มีรูเขี้ยวรูเดียว กรณีหลังนี้ผมไม่ทราบเหมือนกัน ใครมีข้อมูลกรุณาบอกผมบ้างก็จะเป็นพระคุณครับ

พิจารณาแผลแล้วไม่มีรูของเขี้ยวงู มีแค่รอยถาก หรือเห็นตัวมันด้วยว่าเป็นงูหลาม แบบนี้คุณก็สบายใจได้เลย ไม่ใช่งูพิษแน่ การปฐมพยาบาลก็แค่ล้างทำความสะอาดด้วยสบู่ เสร็จแล้วทายาเสียหน่อยก็เรียบร้อยครับ

ดูแผลกับรอยกัดของงูพิษแล้ว ข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์มากคือ เป็นงูพิษชนิดไหน จะได้แก้พิษได้ถูกต้อง
การพิจารณาว่างูพิษกัดเป็นชนิดไหนนั้นอาจอาศัยหลักต่อไปนี้ครับ
1. ดูลักษณะงานหรืออาชีพของผู้ถูกกัด บางกรณีอาจพอบอกได้บ้าง เช่น ชาวประมง มักถูกงูทะเลกัด
2. ดูข้อมูลทางภูมิศาสตร์ เช่น ภาคใต้มีงูกะปะมาก งูแมวเซา พบมากแถวอ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ ชัยนาท
3. ดูลักษณะของงูรวมถึงสีของมันด้วย เช่น งูที่หัวมีดอกจัน สีดำ อาจเห็นแผ่แม่เบี้ยด้วย แบบนี้ก็งูเห่าแน่ล่ะ
4. ดูอาการและอาการแสดงของผู้ถูกกัด ได้กล่าวแล้วข้างต้น ถ้าไม่มีข้อมูลจากข้อ 1, 2 และ 3 มาช่วย ก็ต้องอาศัยหลักข้อนี้เป็นสำคัญ

การรักษาเบื้องต้น

เพื่อดึงเวลาให้งูพิษเข้าสู่ร่างกายและแพร่กระจายออกไปจากบริเวณแผลเขี้ยวงูช้าที่สุด แนะนำให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้ครับ
1. รัดบริเวณเหนือแผลที่ถูกงูกัดด้วยผ้าแถบเล็กๆ หรือ เชือกสัก 2 เปลาะ ห่างกันประมาณ 1 คืบ เช่น ถูกกัดที่เท้า ให้รัดที่ข้อเท้า 1 เปลาะ และน่องอีก 1 เปลาะ ถูกกัดที่ข้อมือ ให้รัดที่ข้อมือ 1 เปลาะ และที่แขนใต้ศอกลงมา 1 เปลาะ รัดให้แน่นพอสมควรครับ เพื่อลดอาการไหลเวียนของเลือดบริเวณแผลให้ช้าลง
คุณอาจสงสัยว่า แล้วถ้างูกัดที่หน้า ที่ท้อง หรือที่หน้าอกจะรัดยังไง ขอตอบว่ารัดไม่ได้ครับ โดยหลักการให้รัดระหว่างแผลกับหัวใจ กัดหน้า บริเวณที่จะรัดก็คือคอ ซึ่งรัดไม่ได้แน่ จริงไหมครับ
2. คลายผ้าหรือเชือกที่รัดทั้ง 2 เปลาะ ทุก 15 นาที คลายประมาณ 1 นาทีแล้วรัดใหม่
3. ไม่แนะนำให้ใช้มีดกรีดแผล เพื่อให้เลือดไหลพาพิษงูออกมา และไม่แนะนำให้ใช้ปากดูดแผล เพื่อหวังว่าจะดูดพิษออกครับ เพราะไม่ได้ผล กลับมีการอักเสบหรือติดเชื้อเพิ่มด้วยซ้ำ
4. รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

การรักษา

ขอกล่าวถึงแนวทางรักษาของแพทย์ให้ทราบไว้เป็นความรู้บ้างครับ จะได้เข้าใจพอสังเขป
1. ซีรั่มแก้พิษงู เป็นยาหรือสารที่สร้างขึ้นมาเพื่อต่อต้านพิษงูมีฤทธิ์ต้านจำเพาะกับงูนั้นๆ เช่น ซีรั่มแก้พิษงูเห่า ซีรั่มแก้พิษงูจงอาง ซีรั่มแก้พิษงูกะปะ ซีรั่มแก้พิษงูเขียวหางไหม้ เป็นต้น
ถ้าไม่ทราบว่างูที่กัดเป็นงูพิษชนิดใด แพทย์จะใช้อาการหลักในการฉีดเซรั่มแก้พิษงู ผู้ที่ถูกงูกัดมีอาการทางประสาท เช่น อัมพาตของกล้ามเนื้อ หายใจลำบาก แพทย์จะใช้ซีรั่มแก้พิษงูเห่าให้ไปก่อน ถ้ามีอาการทางโลหิต เช่น เลือดออกตามผิวหนัง ตามเหงือก จะใช้ซีรั่มแก้พิษงูแมวเซา
แพทย์จะพิจารณาว่า อาการผู้ป่วยมากน้อยเพียงใด เพื่อฉีดซีรั่มให้มากเพียงพอ จะติดตามสังเกตอาการและฉีดซ้ำทุก 30-60 นาที จนกว่าอาการจะดีขึ้น

2. ยาสเตียรอยด์ แพทย์อาจพิจารณาใช้กลุ่มสเตียรอยด์ เช่น เด็กซ่าเมธาโซนร่วมกับซีรั่มแก้พิษงู งูทะเลไม่มีซีรั่มแก้พิษจำเป็นต้องใช้สเตียรอยด์รักษา งูเขียวหางไหม้บางชนิดไม่รุนแรง อาจใช้สเตียรอยด์อย่างเดียวโดยไม่ต้องใช้ซีรั่มแก้พิษงู สามารถลดอาการบวมได้รวดเร็ว

3. รักษาตามอาการ เป็นการแก้ผลกระทบจากพิษงูต่อร่างกายของเราในระบบต่างๆ เช่น
  • ให้เลือด ในกรณีงูแมวเซา อาจมีเลือดออกตามผิวหนังและอวัยวะภายใน ถ้าเสียเลือดมากก็ต้องให้เลือดช่วย
  • ฟอกเลือด/ล้างไต ใช้ในภาวะแก้ไตล้มเหลวเฉียบพลันจากพิษงูแมวเซาหรืองูทะเล เป็นต้น
  • ใช้เครื่องช่วยหายใจ เช่น งูเห่ากัด กล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต ผู้ป่วยไม่สามารถหายใจเองได้ ก็ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจโดยด่วน และใช้ไปจนกว่าผู้ป่วยจะหายใจเองได้
  • ปลูกถ่ายผิวหนัง พิษงูบางทีทำให้เนื้อเน่าตาย ถ้าแผลกว้างมากก็จำเป็นต้องเอาผิวหนังบริเวณที่ดี มาปลูกถ่ายเสริมตรงผิวหนังที่ตายไป
  • ลดระดับโพแทสเซียมในเลือด พิษงูทะเลจะทำลายกล้ามเนื้อมาก เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ต้องให้การรักษาควบคู่ไปด้วย
  • ป้องกันบาดทะยัก แพทย์จะดำเนินการป้องกันบาดทะยักไปพร้อมกับการดูแลรักษาแผลครับ บางรายอาจจำเป็นต้องให้แอนติท็อกซินบาดทะยักร่วมด้วย
  • ยาต้านจุลชีพ ใช้กรณีแผลงูกัด เกิดเน่าเปื่อยมาก มีการติดเชื้อ
  • ยาแก้ปวด พิษงูทำให้ปวดได้มากๆ โดยเฉพาะจากงูกะปะ งูแมวเซา งูเขียวหางไหม้ ต้องให้ยาบรรเทาปวดช่วยเป็นระยะๆ
ขอเสริมอีกนิดครับ สำหรับพิษงูเข้าตา จะทำยังไง เจ้างูที่พ่นพิษได้โดยไม่ต้องกัด คือ งูเห่า สามารถพ่นพิษได้ไกล 2-3 เมตร ทีเดียว น้ำพิษจะพุ่งออกจากรูของเขี้ยวมัน งูเห่าที่พ่นพิษได้มักมีดอกจันเป็นรูปตัวยู เมื่อพิษเข้าตาจะแสบและปวดมากทันที น้ำตาไหล หนังตาบวม ตาแดง แก้วตาบวม วิธีแก้ไขคือรีบล้างตาด้วยน้ำทันทีก่อนเดินทางไปพบแพทย์ ส่วนใหญ่จะรักษาหายใน 1-2 วัน และพิษจะไม่มากพอที่จะเกิดพิษต่อระบบอื่นของร่างกาย


การป้องกันงูกัด
ผมขอเสนอแนะแนวทางป้องกันงูกัดดังนี้ครับ

1. เมื่อต้องเดินทางไปในป่าหรือทุ่งหญ้า ทุ่งนา ควรสวมกางเกงขายาว สวมรองเท้าหุ้มข้อ และสวมหมวก เพื่อป้องกันส่วนของร่างกายที่อาจถูกงูกัดน้อยที่สุดครับ ขณะเดินทางควรถือไม้ฟาดแกว่งไปมาเพื่อให้เกิดเสียงหรือแรงสะเทือนช่วยไล่งูให้หนีไปเสียก่อนที่เราจะเข้าไปใกล้ตัวงู
2. หลีกเลี่ยงการเดินทางในป่าหรือท้องทุ่งเวลาพลบค่ำ หรือกลางคืน หากจำเป็นก็แต่งกายป้องกันตัวให้รัดกุม และมีไฟฉายส่องสว่างที่เพียงพอ
3. หลีกเลี่ยงเดินทางในเวลาที่งูออกหากิน เช่น เวลาพลบค่ำ เวลาฝนตกปรอยๆ อาจมีกบหรือเขียดมาก เป็นอาหารของงู งูอาจออกมาหากินมาก
4. ระมัดระวังเมื่อต้องเข้าไปในบริเวณกองไม้ โพรงไม้ ใต้ถุนบ้าน หรือที่มืดสงบซึ่งงูชอบหลบอาศัย
5. ในกรณีที่ต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่มีงูชุกชุม อาจจำเป็นต้องเตรียมซีรั่มแก้พิษงูไปด้วยครับ
6. บ้านที่มีสวน มีไม้เลื้อย มีกองไม้ หรือกองวัสดุที่ไม่ได้ใช้ ควรดูแลรักษาอย่าให้รก เพื่อให้ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยของงู

(update 13 มกราคม 2003)
[ ที่มา... เนชั่นสุดสัปดาห์   ปีที่ 11 ฉบับที่ 550 วันที่ 16 - 22 ธ.ค. 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600