ข่าวความสำเร็จของ "น้องหลี" หรือ ธัญญาพร อัญญาศิริ ซึ่งชนะเลิศการประกวดมิสควีนส์ ออฟ เดอะ ยูนิเวอร์ส 2002
คว้าตำแหน่ง "สาวประเภทสองที่สวยที่สุดในโลก" มาครอง สร้างความตื่นเต้นให้กับบรรดาสาวประเภทสองทั้งหลาย
ถึงขั้นพากันไปรอรับที่สนามบิน กระหน่ำกรี๊ดจนดอนเมืองแทบแตก นั่นเป็นอีกหนึ่งบทบาทของเพศที่สาม
และไม่น่าเชื่อว่าสาวประเภทสองของไทยได้เคยคว้าตำแหน่งนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง จากการส่งประกวด 5 ครั้ง
ขนาบข่าวแสดงความยินดีกับน้องหลี เป็นข่าวทัวร์สุขภาพ ซึ่งชาวต่างประเทศนิยมมาเมืองไทย
เพื่อผ่าตัดแปลงเพศ นัยว่าเชื่อถือในฝีมือและค่าใช้จ่ายก็ถูก แถมเมืองไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม
เหมาะกับระยะเวลาของการพักฟื้นหลังผ่าตัดและก่อนหน้านั้น มีข่าวนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีจิตใจสลับร่าง
ได้รับอนุญาตให้สามารถแต่งกายสลับเพศเข้าห้องเรียนได้ โดยได้รับการยอมรับจากเพื่อนนักศึกษา
และอาจารย์กระแสข่าวที่หลั่งไหลเข้ามา สร้างภาพการยอมรับของสังคมไทยต่อเพศที่สามที่มีมากขึ้นทุกวัน
การแปลงเพศให้เหมาะสมกับความต้องการในใจตน ได้รับความนิยมมาก
รายงานพิเศษฉบับนี้ เสนอแง่มุมของการเปลี่ยนเพศ และการแปลงเพศเพื่อให้คุณได้ทำความเข้าใจ
เขาและเธอเหล่านั้นมากขึ้น
หญิง-ชาย และวิถีทางเพศ
|
การเปลี่ยนแปลงทางเพศของมนุษย์ที่เรียกว่า พัฒนาการทางเพศ เป็นเรื่องที่มีการศึกษากันมานาน
ทั้งในหมู่นักวิทยาศาสตร์แพทย์และนักจิตวิทยา ในปัจจุบันเชื่อกันว่า การที่คนๆ นั้นเกิดขึ้นมาจนสามารถรับรู้
ถึงความเป็นเพศของตัวเองหรือมีวิถีทางเพศอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 ประการคือ
1. ปัจจัยทางชีววิทยา
ปัจจัยนี้มีมาตั้งแต่กำเนิด เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครโมโซม ฮอร์โมน และปัจจัยทางชีววิทยาด้านอื่นๆ
ในส่วนของโครโมโซมเพศในหญิงและชายมีความแตกต่างกัน ซึ่งทำให้ลักษณะทางเพศของชายและหญิง
แสดงออกมาแตกต่างกัน กล่าวคือ ในเพศชายจะมีโครโมโซมเอ็กซ์และโครโมโซมวายอย่างละหนึ่งตัว (XY)
ขณะที่เพศหญิงจะมีโครโมโซมเป็นเอ็กซ์สองตัว (XX) โครโมโซมเพศที่แตกต่างกันนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของโครโมโซม
ที่ทารกได้รับตั้งแต่ขั้นการปฏิสนธิระหว่างเซลล์สืบพันธ์จากตัวอสุจิกับไข่นั่นเอง ในส่วนของฮอร์โมน
ตามปกติจะเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ช่วงที่ทารกอยู่ในครรภ์แม่และมีอายุราว 6 สัปดาห์ จากนั้นจะหยุดทำงานไประยะหนึ่ง
จนถึงวัยรุ่น ฮอร์โมนจากต่อมเพศคือรังไข่และอัณฑะจึงเริ่มทำงานอีกครั้งเพื่อพัฒนาให้อวัยวะตามเพศที่เป็นอยู่
มีความพร้อมต่อการสืบพันธุ์ต่อไป นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางชีววิทยาด้านอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางเพศด้านร่างกาย
เช่น เนื้อเยื่อที่จะเจริญเป็นอวัยวะทางเพศของทารกในครรภ์ไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศ แม้ว่าทารกจะมีโครโมโซมวาย
ที่สั่งให้หลั่งฮอร์โมนเพศชายออกมาแต่ถ้าเนื้อเยื่อไม่ตอบสนอง ก็อาจเจริญเติบโตไปเป็นอวัยวะเพศหญิง เป็นต้น
จะเห็นว่าทั้งโครโมโซมฮอร์โมนและปัจจัยทางชีววิทยาด้านอื่นๆ อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางเพศด้านร่างกายได้
หากปัจจัยดังกล่าวบกพร่องหรือทำงานผิดปกติไป เช่น มีอวัยวะทางเพศไม่สมบูรณ์ เพศแบบนี้ทางการแพทย์เรียกว่า
กะเทย (Hermaphrodite) เมื่อคลอดออกมาศัลยแพทย์เด็กก็จะมีหน้าที่เลือกเพศใดเพศหนึ่งโดยการผ่าตัด
เพื่อให้เขาหรือเธอดำรงชีวิตต่อไปโดยมีผลกระทบต่อจิตใจน้อยที่สุด
2. ปัจจัยทางสังคม
เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่อยู่แวดล้อมรอบตัวเด็ก ขณะที่ยังเล็กอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือคนใกล้ชิด
คนเหล่านี้เป็นผู้กำหนดเด็กแต่ละคนที่เกิดมาว่าเป็นเพศชายหรือเพศหญิง โดยทั่วไปก็มักอาศัยลักษณะ
ของอวัยวะเพศภายนอกของเด็กที่มองเห็นเป็นเกณฑ์กำหนด
ในทางการแพทย์เชื่อว่า พัฒนาการรับรู้ทางเพศของตนเองในเด็กจะอยู่ในช่วง 3 ขวบปีแรก
และกล่าวกันว่าบางทีสิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดการรับรู้ว่าตัวเองเป็นเพศใดนั้นมีพื้นฐานมาจากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่
และผู้อยู่แวดล้อมเด็กมากกว่าลักษณะทางเพศทางร่างกาย ซึ่งกำหนดโดยโครโมโซมเสียอีก ดังนั้นช่วง 3 ขวบปีแรกของเด็ก
จึงถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอบรมเลี้ยงดูให้ถูกเพศ
3. ปัจจัยทางจิตวิทยา
เป็นปัจจัยที่มีความสลับซับซ้อนมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องของจิตใจของตัวบุคคลนั้นๆ
โดยเกี่ยวข้องกับการแปรเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ด้านต่างๆ ที่ผ่านมาเข้าในชีวิตของบุคคลนั้น
และอาจส่งผลให้บุคคลนั้นเกิดความผิดปกติในการรับรู้ทางเพศ การพิจารณาปัจจัยนี้ต้องใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยา
และจะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เป็นต้น
การกำหนดว่าเป็นหญิงหรือชายมีปัจจัยเกี่ยวข้องดังที่ได้กล่าวมา แต่สำหรับรสนิยมทางเพศยังมีคำว่า
วิถีแห่งเพศ (Sexual Orientation) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยสมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา (American Psychological Association)
ให้ความหมายว่าคือ ความรู้สึกดึงดูด ความสนใจทางเพศที่มีต่อบุคคลเพศใดเพศหนึ่งอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
วิถีทางเพศเป็นองค์ประกอบหนึ่งในสี่ของกิจทางเพศ (Sexuality) องค์ประกอบอื่นๆ อีกสามส่วนคือ
เพศเชิงกายภาพ (Biological Sex) ความรู้สึกคิดในการเป็นหญิงหรือชาย (Gender Identity) และส่วนสุดท้ายคือ
การแสดงออกทางเพศในสังคม (Social Sex Role) ซึ่งถูกกำหนดโดยบรรทัดฐานทางสังคมให้มีพฤติกรรมการแสดงออก
ถึงความเป็นชายและความเป็นหญิง
วิถีทางเพศที่รู้จักกันโดยทั่วไปแบ่งเป็นสามประเภท คือ รักเพศเดียวกัน (Homosexual)
รักต่างเพศ (Heterosexual) และรักทั้งสองเพศ (Bisexual)
อย่างไรก็ตาม วิถีทางเพศก็มีความแตกต่างจากพฤติกรรมทางเพศ (Sexual Behavior)
เพราะวิถีทางเพศหมายถึงความรู้สึกนึกคิดว่าตัวเองเป็นใคร ซึ่งคนเราแต่ละคนอาจมีพฤติกรรม
ในการแสดงความรู้สึกนั้นออกมาหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นในผู้ที่รักเพศเดียวกัน อาจแสดงออกหรือไม่แสดงออกก็ได้
ใครที่ต้องการแปลงเพศ
|
ความผิดปกติทางเพศที่เกิดขึ้นในบุคคลใดบุคคลหนึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน
ซึ่งปัจจัยต่างๆ นั้นสามารถสร้างความผิดปกติขึ้นในร่างกายของคน และทำให้คนๆ นั้นมีพฤติกรรมทางเพศ
ที่เบี่ยงเบนไปจากปกติธรรมดาได้ โดยบุคคลที่เกิดการเบี่ยงเบนจากปกติมี 4 ประเภท คือ พวกกะเทย (Hermaphrodite)
พวกรักร่วมเพศ (Homosexual) พวกรักสองเพศ (Bisexual) และพวกหลงเพศ (Transsexual)
แต่สำหรับการผ่าตัดแปลงเพศนั้นมักเกิดในพวกกะเทยและพวกหลงเพศเป็นส่วนใหญ่
เนื่องจากพวกรักร่วมเพศและพวกรักสองเพศเป็นวิถีทางเพศหนึ่งที่มักใช้ชีวิตและแต่งกายเช่นเพศที่ตนเองเป็นอยู่ตามปกติ
และคนกลุ่มนี้ไม่ได้มีความต้องการที่จะผ่าตัดแปลงเพศตัวเองให้เป็นเพศตรงข้ามแต่อย่างใด
พวกกะเทยในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ผู้ชายที่มีนิสัยกระตุ้งกระติ้งกระเดียดไปทางผู้หญิงตามที่คนทั่วไปเข้าใจ
แต่เป็นกะเทยเนื่องจากความผิดปกติทางชีววิทยา เช่น พวกที่มีอวัยวะเพศผิดปกติไม่สมบูรณ์
และอาจมีโครโมโซมผิดปกติร่วมด้วย คนกลุ่มนี้ต้องการให้แพทย์ผ่าตัดแก้ไขเพื่อให้ร่างกายมีความผิดปกติ
เหมาะสมกับความต้องการด้านจิตใจ
ส่วนพวกหลงเพศ หมายถึง พวกที่ต้องการใช้ชีวิตแบบเพศตรงข้ามที่ตนเองเป็นอยู่
โดยมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงร่างกายของตนเองให้เป็นเพศตรงข้าม
เนื่องจากเห็นว่าเพศที่ปรากฏทางร่างกายของตนนั้นไม่ถูกต้อง รู้สึกเกลียดอวัยวะทางเพศเดิมที่ตนเองมีอยู่
อยากตัดออก และต้องการมีอวัยวะทางเพศใหม่เหมือนกับเพศที่ตัวเองอยากเป็น
แม้ไม่ได้มีลักษณะทั้งสองเพศของเพศใดเพศหนึ่งเหมือนพวกกะเทยก็ตาม
สาเหตุที่แน่นอนของการเกิดอาการหลงเพศยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในทางการแพทย์ แต่เชื่อว่า
อาจเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ฮอร์โมนเพศของทารกที่มีอิทธิพลต่อสมอง
โดยเฉพาะสมองส่วนที่เป็นศูนย์อารมณ์และศูนย์ใกล้เคียงที่ควบคุมความประพฤติทางเพศ
หรืออาจเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนของแม่ที่มีความเครียดในขณะตั้งครรภ์แล้วส่งผลต่อทารก
หรือทารกอาจได้รับฮอร์โมนจากภายนอกร่างกายหรือสารเคมีที่ให้ผลคล้ายฮอร์โมนที่ผู้เป็นแม่รับเข้ามา
ในช่วงที่ทารกกำลังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ ซึ่งสารดังกล่าวอาจมีผลแทรกซ้อนต่อพัฒนาการของตัวอ่อน
หรือการเลี้ยงดูเด็กในด้านเพศที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เกิดการรับรู้ทางเพศของเด็กผิดปกติไป
จนเกิดอาการหลงเพศได้
ขั้นตอนการเปลี่ยนกายให้ตรงกับใจ
|
การแปลงเพศใครสักคนหนึ่งให้ตรงกับจิตใจ เป็นเรื่องที่ทำได้ในวงการแพทย์หากผ่านการพิจารณา
จากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาว่าเหมาะสม แต่ไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ สามารถผ่าตัดได้ง่ายๆ โดยมีขั้นตอนคร่าวๆ
ของการผ่าตัดแปลงเพศ ดังนี้
ตามจรรยาบรรณของศัลยแพทย์ ก่อนที่จะทำการผ่าตัดแปลงเพศให้กับผู้คิดแปลงเพศ
ศัลยแพทย์ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้คิดแปลงเพศในด้านต่างๆ เพียงพอทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
และยังต้องคำนึงถึงความเหมาะสมทางการแพทย์ โดยพิจารณาจากอวัยวะทางเพศที่มีอยู่เดิมของผู้คิดแปลงเพศประกอบ
ที่สำคัญคือเมื่อผ่าตัดแปลงเพศให้แล้วจะต้องไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งทางใจกับเพศใหม่ที่ได้แปลงให้กับผู้แปลงเพศขึ้นในภายหลัง
ดังนั้น กว่าที่ผู้คิดแปลงเพศคนหนึ่งจะสามารถใช้ชีวิตในเพศใหม่ตามที่ต้องการในสังคม จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการผ่าตัดแปลงเพศต้องผ่านขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับแพทย์อย่างน้อย 3 ขั้นตอนคือ
ขั้นตอนก่อนการผ่าตัดแปลงเพศ ขั้นตอนการผ่าตัดแปลงเพศ และขั้นตอนหลังการผ่าตัดแปลงเพศ
- ขั้นตอนก่อนการผ่าตัดแปลงเพศ
ผู้ที่คิดแปลงเพศจะต้องพูดคุยทำความเข้าใจในเรื่องการแปรงเพศกับจิตแพทย์
ให้จิตแพทย์ตรวจสอบอาการทางจิตและประสาทก่อน ขั้นตอนนี้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน 1 ปี
และเมื่อผู้คิดแปลงเพศผ่านการตรวจจากจิตแพทย์ด้วยดีแล้วก็จะได้รับการส่งต่อไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมน
และศัลยแพทย์ เพื่อเตรียมปรับสภาพร่างกายให้พร้อมสำหรับขั้นตอนการผ่าตัดแปลงเพศต่อไป
หน้าที่ของจิตแพทย์มีตั้งแต่การพิจารณาถึงจิตใจกับลักษณะอวัยวะทางเพศของผู้คิดแปลงเพศ
ในกรณีผู้คิดแปลงเพศเป็นพวกกะเทย จิตแพทย์จะชี้แนะให้คนกลุ่มนี้แปลงเพศใหม่ในทางที่อวัยวะทางเพศเดิม
ของพวกเขาหรือเธอจะช่วยให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด ส่วนกรณีของผู้คิดแปลงเพศอยู่ในกลุ่มพวกหลงเพศ
จิตแพทย์จะชี้แจงเรื่องการสร้างอวัยวะทางเพศให้ใหม่เช่นเดียวกัน นอกจากนี้อาจต้องทำการตรวจสอบอาการทางจิต
และประสาทของผู้คิดแปลงเพศด้วยว่า มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะแปลงเพศจริง ไม่มีอาการของโรคจิต
โรคประสาทแอบแฝงหรือถูกใครบังคับให้มาแปลงเพศ ในการตรวจสอบดังกล่าวนี้จิตแพทย์จะใช้วิธีซักประวัติ
สังเกตลักษณะท่าทาง การพูดจาของผู้คิดแปลงเพศ รวมถึงอาจให้ผู้คิดแปลงเพศทำการทดสอบทางจิตวิทยาต่างๆ
เพื่อช่วยให้การพิจารณาชัดเจนขึ้น ซึ่งแบบทดสอบทางจิตวิทยาที่จะนำมาใช้กับผู้คิดแปลงเพศก็มีหลายรูปแบบ
เช่น แบบทดสอบตามแบบ MMPI (Minnesota Multi-Physic Personality Index) ซึ่งเป็นการให้ผู้คิดแปลงเพศตอบคำถามต่างๆ
เพื่อแสดงความรู้สึกนึกคิดของตัวเองตามแบบทดสอบมาตรฐานทางจิตวิทยา หรือแบบทดสอบรูปหยดหมึกรอชาร์ด (Rorschach)
ที่เป็นการทดสอบแบบรูปภาพโดยให้ผู้คิดแปลงเพศดูชุดของแผ่นภาพหยดหมึกบนกระดาษพื้นขาว
ว่าภาพที่เห็นแต่ละภาพคล้ายกับอะไร สิ่งที่ผู้คิดแปลงเพศตอบมาจะถูกแปลผลโดยพิจารณาจากมาตรฐาน
สถิติการตอบของคนทั่วไป
หลังจากที่ผู้คิดแปลงเพศได้ผ่านการตรวจรับรองจากจิตแพทย์แล้วว่าไม่เป็นโรคจิตและโรคประสาท
ก็ไม่ใช่ว่าจะผ่าตัดได้เลย จิตแพทย์จะทำการรักษาก่อน โดยพยายามปรับใจให้เข้ากับกายและให้ฮอร์โมนรักษาควบคู่ไปด้วย
หากผลการรักษาไม่ประสบความสำเร็จ ผู้คิดแปลงเพศก็ไม่มีความสุข ขั้นตอนสุดท้ายที่ทำได้ก็คือ ปรับกายให้เข้ากับใจ
โดยการผ่าตัดแปลงเพศ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตแพทย์จะแนะนำให้ไปปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนและศัลยแพทย์ต่อไป
โดยในช่วงที่ผู้คิดแปลงเพศกำลังใช้ฮอร์โมนเพื่อปรับสภาพร่างกาย จิตแพทย์จะแนะนำให้ผู้คิดแปลงเพศ
ลองใช้ชีวิตแบบเพศตรงข้ามที่อยากจะเป็นว่ารู้สึกเช่นไร ต้องฝึกตัวเองไหม ทนแรงกดดันของสังคมไหวไหม
หากหลังจากที่ผู้คิดแปลงเพศได้ใช้ฮอร์โมนปรับเพศและใช้ชีวิตแบบเพศที่ต้องการจะเป็นอย่างน้อย 2 ปีแล้ว
ผู้คิดแปลงเพศมีสภาพร่างกายที่พร้อมและยังตั้งใจแน่วแน่ที่จะแปลงเพศอยู่ ก็สามารถไปสู่การผ่าตัดแปลงเพศ
โดยศัลยแพทย์ต่อไป
ศัลยแพทย์จะอธิบายรายละเอียดถึงขั้นตอนการผ่าตัดตลอดจนผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นให้ผู้คิดแปลงเพศได้รับทราบ
และในขั้นตอนนี้อาจมีการถามยืนยันความตั้งใจอีกครั้ง เพราะหากผ่าตัดแปลงเพศไปแล้วเกิดคิดเปลี่ยนใจ
อยากกลับมาเป็นเพศเดิม แพทย์คงไม่สามารถทำให้อวัยวะทางเพศต่างๆ ที่ผ่าตัดเปลี่ยนแปลงไปแล้วให้กลับมาเป็นเพศเดิม
โดยสมบูรณ์ได้อีก
ในการผ่าตัดแปลงเพศมักเริ่มต้นด้วยการผ่าตัดอวัยวะทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่อวัยวะทางเพศก่อน
เพราะอวัยวะเพศถือเป็นอวัยวะที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วทำให้กลับสภาพเดิมได้ยาก
ศัลยแพทย์จึงมักทำการผ่าตัดเป็นลำดับสุดท้าย เพื่อให้ผู้คิดแปลงเพศมีโอกาสเปลี่ยนใจ
ไม่ผ่าตัดได้จนถึงวินาทีสุดท้าย
สำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงอวัยวะที่ไม่ใช่อวัยวะเพศนั้นจะเป็นการผ่าตัดทั่วๆ ไป
ที่ใช้ในศัลยกรรมตกแต่งเสริมความงาม ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดตกแต่งส่วนใบหน้า คาง หรือจมูก
ซึ่งจะผ่าตัดมากหรือน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับลักษณะโครงหน้าและความต้องการของผู้คิดแปลงเพศแต่ละรายไป
นอกจากส่วนของใบหน้าก็มีอวัยวะทั่วไปอีกหลายส่วน เช่น การเหลากระเดือก เสริมหน้าอก
ดูดไขมันส่วนเกินตามร่างกาย เป็นต้น
ในส่วนของการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศในผู้ชายทำได้โดย การผ่าตัดเปิดผิวหนังในส่วนของลูกอัณฑะ
เพื่อเอาลูกอัณฑะออก โดยศัลยแพทย์จะเก็บผิวหนังส่วนที่หุ้มลูกอัณฑะไว้ใช้ จากนั้นเลาะทำโพรงขึ้น
ระหว่างท่อปัสสาวะกับลำไส้ใหญ่เพื่อสร้างช่องคลอดเทียม ตัดอวัยวะเพศชายทิ้งโดยเหลือส่วนปลายประสาท
ที่ไวต่อความรู้สึกทางเพศมาทำเป็นคลิตอริสเทียม สำหรับผิวหนังส่วนที่หุ้มอวัยวะเพศชาย
ศัลยแพทย์จะปอกเก็บไว้ใช้ร่วมกับผิวหนังส่วนที่หุ้มลูกอัณฑะเพื่อบุช่องคลอดเทียมที่สร้างขึ้น
และตกแต่งส่วนของแคมนอกซึ่งเป็นเนื้อที่ห้อยอยู่สองข้างของช่องคลอด เมื่อบุช่องคลอดเรียบร้อย
ศัลยแพทย์จะทำการเจาะรูท่อปัสสาวะใหม่ จากนั้นใส่ผ้าก๊อซเข้าไปในโพรงช่องคลอดเทียมที่ทำขึ้น
เพื่อให้โพรงเปิดและนำผ้าก๊อซออกในภายหลังเมื่อโพรงช่องคลอดเทียมเริ่มอยู่ตัว
ส่วนการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศในผู้หญิงที่ต้องการเป็นผู้ชาย ทำได้โดยการผ่าตัดเอารังไข่และมดลูกออก
จากนั้นศัลยแพทย์จะทำการสร้างอวัยวะเพศชายเทียมขึ้นมาโดยอาศัยเนื้อจากส่วนต่างๆ
ของร่างกายผู้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ เช่น จากผิวหนังหน้าท้อง ต้นขา ขาส่วนล่าง หรือจากต้นแขน เป็นต้น
โดยทั่วไปเนื้อส่วนที่ศัลยแพทย์นิยมนำมาใช้คือ เนื้อจากขาส่วนล่างหรือจากต้นแขน การนำเนื้อจากส่วนใด
มาใช้จะต้องผ่าตัดเปิดอวัยวะส่วนนั้นแล้วดึงเอาเนื้อส่วนหนึ่งมาม้วนทำเป็นอวัยวะเพศชายเทียม
ในส่วนของท่อปัสสาวะของผู้หญิงซึ่งเดิมจะสั้นกว่าผู้ชายนั้น ศัลยแพทย์จะทำการต่อให้ยาวขึ้น
โดยใช้เนื้อจากในช่องคลอดมาต่อในขั้นตอนของการทำอวัยวะเพศชายเทียมนี้
จะเห็นว่าการผ่าตัดแปลงเพศผู้หญิงเป็นผู้ชายต้องมีการใช้เนื้อจากส่วนต่างๆ ของร่างกายผู้เข้ารับการผ่าตัด
ทำให้เกิดแผลเป็นขึ้นตามร่างกาย อีกทั้งอวัยวะเพศชายเทียมที่ทำขึ้นขณะนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ใดๆ
ที่ทำให้สามารถใช้งานได้เหมือนกับอวัยวะเพศจริงๆ ความนิยมในการผ่าตัดแปลงเพศผู้หญิงเป็นผู้ชายจึงมีน้อยมาก
และจากขั้นตอนการผ่าตัดแปลงเพศตามที่กล่าวมา จำเป็นต้องทยอยผ่าตัดไปเป็นส่วนๆ
เพราะไม่สามารถทำได้พร้อมกันหมดในครั้งเดียว ซึ่งผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ
จะได้เป็นเพศใหม่ตามต้องการก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
การผ่าตัดแปลงเพศเป็นสิ่งที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยหลังการผ่าตัดแปลงเพศ
ผู้แปลงเพศจะต้องดูแลรักษาตัวเองและอวัยวะใหม่อย่างถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์
และในบางครั้งผู้แปลงเพศอาจต้องมาพบศัลยแพทย์อีกหากเกิดปัญหาหลังการผ่าตัด
โดยปัญหาที่พบบ่อยๆ เช่น ปัญหาการตีบตันของโพรงช่องคลอดเทียมและท่อปัสสาวะที่เจาะขึ้นใหม่
ในผู้ชายที่แปลงเป็นผู้หญิง หรือปัญหาท่อปัสสาวะบริเวณจุดเชื่อมต่อใหม่รั่วในผู้หญิงที่แปลงเพศเป็นผู้ชาย เป็นต้น
บทสรุปอยู่ที่
|
แม้ผู้ผ่าตัดแปลงเพศจะได้ร่างกายตามที่ต้องการแล้วก็อาจต้องประสบปัญหาทางด้านสังคมและวัฒนธรรมหลายอย่าง
เช่น การไม่ได้รับการยอมรับในเพศใหม่จากผู้คนรอบข้าง การติดต่อสมัครงาน การใช้สิทธิ์ในเพศใหม่
ปัญหาเรื่องของเอกสารทางราชการต่างๆ เช่น สูจิบัตร บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน เป็นต้น
ซึ่งแม้ในต่างประเทศหลายๆ ประเทศมีกฎหมายที่ยอมรับการแปลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา เยอรมนี
สวีเดน ฟินแลนด์ กรีซ หรือเชก โดยผู้แปลงเพศแล้วจะมีสถานภาพทางเพศเหมือนเพศใหม่
และสามารถแต่งงานกับเพศตรงข้ามได้ตามปกติ แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการทบทวน
และเพิ่มเติมในกฎหมายใดๆ
กว่าที่ผู้คิดแปลงเพศจะผ่านขั้นตอนต่างๆ จนได้เพศใหม่สมใจนั้นต้องใช้เวลาหลายปี
อีกทั้งต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปในขั้นตอนต่างๆ ของการแปลงเพศ ซึ่งรวมแล้วเป็นเงินไม่ใช่น้อย
และถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิกก็อาจเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าโรงพยาบาลของรัฐถึง 3-4 เท่า
ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากผ่าตัดยังต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งพอที่จะเผชิญกับวัฒนธรรมบรรทัดฐานของสังคมที่อยู่
รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับเอกสารทางราชการและกฎหมายที่ยังไม่มีการทบทวนในกรณีนี้
แม้กระทั่งต้องยอมรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดอีกด้วย
การที่คนๆ หนึ่งมีจิตใจเข้มแข็งและแน่วแน่ในสิ่งที่ตนเป็น เชื่อและสร้างศรัทธาให้กับตัวเอง
จนผ่านกระบวนการการเติมเต็มเป็นตัวเองอย่างสมบูรณ์ แม้อาจจะไม่ได้รับการยกย่องแต่ก็ไม่ควรจะได้รับการข่มเหง
เพราะอย่างน้อยพวกเขาหรือเธอก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร เราต่างเลือกเกิดไม่ได้
แต่เลือกที่จะเป็นและเลือกที่จะไปในเส้นทางที่ตนเองต้องการได้
เชื่อเถอะว่า
การมองดูคนจากเปลือกนอก ไม่ได้บอกอะไรเราได้ทุกอย่างหรอก
(update 26 มีนาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 11 พฤศจิกายน 2545 ]
|