ผู้เขียนรู้จักผู้ใหญ่ที่เคารพอยู่คนหนึ่ง บ้านท่านอยู่แถวสะพานควาย กรุงเทพฯ นี่เอง
วันหนึ่งมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนท่านที่บ้านซึ่งค่อนข้างหรูหราแถมมีสระว่ายน้ำในสนามหลังบ้านอีกต่างหาก
ที่น่าสนใจก็เมื่อท่านชี้ชวนให้ดูโต๊ะเล็กๆ วางไว้ใกล้ๆ เก้าอี้นอนที่ตั้งอยู่หน้าทีวีในห้องนั่งเล่น
เห็นโต๊ะที่ว่านั้นครั้งแรกไม่ได้รู้สึกอะไรเลย หน้าตาเหมือนโต๊ะเล็กๆ ธรรมดาที่ใช้วางแก้ว
เวลาดูทีวีเพลินแล้วเกิดหิวน้ำจะได้มีที่วางแก้ว หรือจะไว้วางหนังสือหนังหาก็ยังได้
เก้าอี้เอนนอนหน้าทีวีเป็นเบาะหนังท่าทางจะนั่งสบาย ทีวีจอแบบ 34 นิ้ว ติดระบบโฮมเธียเตอร์ไว้พร้อมสรรพ
ห้องทั้งห้องติดแอร์เย็นฉ่ำ ได้เห็นแล้วบอกตรงๆ ว่าอิจฉา
ผู้เขียนเกิดอาการแปลกใจก็เมื่อผู้ใหญ่ท่านที่เคารพเปิดฝาโต๊ะเล็กให้ผู้เขียนดูภายใน
โต๊ะเล็กๆ ที่แท้เป็นตู้เก็บขนม ภายในทำเป็นช่องเก็บขวดสี่เหลี่ยมไว้พอดีช่องซึ่งมีสี่ช่อง
ภายในขวดเปิดฝาออกแล้วปรากฏว่าเป็นขนมขบเคี้ยว มีทั้งถั่วเคลือบน้ำตาล มันฝรั่งอบกรอบ กล้วยอบ ถั่วตัด
ล้วนแต่เป็นขนมประเภทแป้งบวกไขมันสูงทั้งนั้น
โต๊ะเล็กข้างเก้าอี้นอนที่แท้ก็เป็นตู้เก็บขนมหรือที่เรียกกันว่า ทีวีสแน็ค หรือ ของขบเคี้ยวระหว่างดูทีวีนั่นเอง
ท่านผู้ใหญ่ภูมิใจมากกับโต๊ะขนมขบเคี้ยว บอกกับผู้เขียนว่าลูกชายซื้อส่งมาให้จากอเมริกา เรียกว่าทีวีสแน็ค เซ็ต
ประกอบไปด้วยโต๊ะเล็ก ขวดภายในโต๊ะสี่ใบและเก้าอี้เอนนอนอีกหนึ่งตัวเข้าเซ็ตกัน เวลาจะล้วงขนมขบเคี้ยวกิน
ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เปิดฝาโต๊ะขึ้นให้มุมตั้งฉากแล้วกดฝาลงไปซ่อนด้านข้างโต๊ะ ฝาขวดเองก็เปิดได้ง่ายๆ
ผู้เขียนบอกท่านผู้ใหญ่ที่เคารพว่า ทีวีสแน็คเซ็ตที่ซื้อมานี้น่าจะได้รางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมทางด้านการออกแบบ
แต่หากพิจารณาทางด้านสุขภาพแล้วเห็นทีจะต้องมอบรางวัลผลิตภัณฑ์ทำลายสุขภาพยอดเยี่ยมให้ควบคู่กันไปด้วย
และแนะนำท่านไปว่าสมควรปิดฝาตายไปเลยหรือเอาไว้ใช้เก็บหนังสือหรือของอย่างอื่น
แต่ห้ามเก็บขนมขบเคี้ยวอย่างเด็ดขาด
ทุกวันนี้คนอเมริกันร้อยละ 60 มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งมีปัญหาของโรคอ้วน
แถมยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วยว่า คนที่เป็นโรคอ้วนเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนปกติหลายเท่าตัว
หากใครไม่อยากตายด้วยโรคหัวใจหรือเจอปัญหาอีกสารพัดโรค จะต้องหาหนทางลดความอ้วนลงให้ได้
อย่างนี้นี่เองที่ทำให้คลินิกสุขภาพที่เปิดทุกหัวระแหงในสหรัฐอเมริกามีคนเข้าไปใช้บริการกันแน่นเอียด
ที่ค่อนข้างจะสวนทางกันก็คือบรรดาขนม และอาหารไขมันสูง ของขบเคี้ยวที่เรียกกันว่าอาหารขยะ
ต่างพากันขายดิบขายดีรวมถึงอุปกรณ์บำรุงความขี้เกียจอย่างเช่นทีวีสแน็คชวนกันขายดีมากขึ้น
ข้อมูลมีออกมาว่าคนที่นิยมซื้อทีวีสแน็คเซ็ตที่ว่านี้ส่วนใหญ่เป็นบรรดาลูกๆ ที่ซื้อให้พ่อแม่ในวันพ่อวันแม่นั่นเอง
ถึงวันนี้ก็ไม่รู้ว่าเฟอร์นิเจอร์จอมขี้เกียจที่ว่านี้ยังมีขายอยู่ในอเมริกาอีกหรือเปล่า
เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีรายงานจากโรงพยาบาลเด็กแห่งเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา
โดยทีมนักวิจัยนำโดยมาร์ค เปไรร่า (Mark Pereira) ได้ข้อสรุปออกมาว่า
การกินอาหารขยะไม่ว่าจะเป็นแฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า รวมไปถึงขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย
มากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์เป็นผลให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนได้ถึงครึ่งเท่าตัว
ขณะเดียวกันก็มีปัญหาการควบคุมน้ำตาลในเลือดมากขึ้นเป็นสองเท่า ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานมีมากขึ้น
อันเป็นผลมาจากเซลล์ของร่างกายนำเอาน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ ความสงสัยแต่เดิมที่ว่าโรคอ้วน
ทำให้เกิดเบาหวานหรือว่าเบาหวานเกิดไปพร้อมๆ กับโรคอ้วน เห็นทีจะตอบได้แล้วว่า
สองโรคนี้เกิดขึ้นไปในเวลาใกล้เคียงกัน หากไม่ระวังเรื่องความอ้วน
แม้ในขณะนั้นจะยังไม่อ้วนแต่เบาหวานก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
หากว่ากินอาหารขยะเกินกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์แถมด้วยการดูทีวีเกินกว่าวันละสองชั่วโมงครึ่ง
ปัญหาที่ตามมาคือ ความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วนจะมีมากขึ้นถึงสามเท่า ยิ่งถ้าได้กินอาหารขยะ
หรือของขบเคี้ยวระหว่างนอนเอกเขนกดูทีวีด้วยละก็ ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอ้วนจะยิ่งมีมากขึ้น
ส่วนความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานคงไม่ต้องกล่าวถึง
นายแพทย์เปไรร่าได้ข้อสรุปที่ว่านี้ มาจากการติดตามศึกษาอาสาสมัครจำนวน 3,752 คน
เป็นคนขาว 2,027 คน เป็นนิโกร 1,726 คน อายุ 18-30 ปี ทำการศึกษานาน 15 ปี
โดยใช้อาสาสมัครจากหลายเมืองทั้งชิคาโก มิเนอาโปลิศ โอคแลนด์ เบอร์มิงแฮม อะลาบามา แคลิฟอร์เนีย
ได้ผลมาแล้วก็นำไปเสนอเป็นผลงานวิชาการในการประชุมทางวิชาการของสมาคมหัวใจอเมริกัน
ข้อมูลอย่างนี้ค่อนข้างน่าเชื่อถือ
ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ คนนิโกรจะมีปัญหามากกว่าคนผิวขาว ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ
อาหารการกินในบ้านของคนนิโกรมีคุณภาพต่ำกว่าคนขาว ทำให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพรุมล้อมมากขึ้น
สรุปแล้วนักวิจัยแนะนำให้ลดการบริโภคอาหารขยะให้น้อยลง ลดการดูทีวี
รวมทั้งปรุงอาหารที่มีพืชผักมากขึ้นเวลาอยู่บ้าน
ผู้ใหญ่คนที่ผู้เขียนเคารพเมื่อได้ฟังคำแนะนำของผู้เขียนเมื่อสองสามปีมาแล้ว
ให้เลิกพฤติกรรมการกินอาหารจุบจิบหน้าจอทีวี ท่านก็ปฏิบัติตามด้วยดี วันเวลาผ่านมาถึงวันนี้
แม้อายุจะเกินเจ็ดสิบปีแล้วท่านก็ยังแข็งแรงดี แถมยังได้ออกกำลังกายว่ายน้ำมากขึ้น
แต่เสียดายที่ภรรยาของท่านเริ่มเป็นเบาหวาน ส่วนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไปห้ากิโลกรัม
ลองสอบถามดูแล้ว ปรากฏว่าภรรยาของท่านนำเอาโต๊ะทีวีสแน็คเซ็ตไปไว้ในห้องนอน
เมื่อสามีของเธอไม่ใช้แล้วเธอก็ถือโอกาสนำเอาไปใช้นอนเอกเขนกกินของขบเคี้ยวหน้าจอทีวีในห้องนอน
ความสะดวกมันอยู่ใกล้ๆ จะไม่ใช้ก็เสียดาย เธอบอกกับผู้เขียนไว้อย่างนั้น
(update 22 เมษายน 2003)
[ ที่มา...
เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 12 ฉบับที่ 565 วันที่ 31 มี.ค. - 6 เม.ย. 2546 ]
|