ลดความอ้วนแบบไต้หวัน


ยุสมัยนี้ใครๆ ก็อยากผอม ผิดกับยุโรปสมัยกลางที่นิยมหญิงรูปร่างอวบอ้วน แพทย์กล่าวว่า ความอ้วนเป็นบ่อเกิดของสารพัดโรค นับแต่ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน ไปจนถึงโรคปวดข้อปวดหลัง อุ้ยอ้ายอึดอัด ทำอะไรไม่สะดวกคล่องแคล่ว บางคนบอกว่าแม้แต่จะวิ่งหนีใครก็ทำไม่ได้ ที่สำคัญคือ ไม่สวยงามดึงดูดใจเพศตรงข้าม แถมยังเป็นตัวตลกให้เขาพูดจาถากถางกันอย่างสนุกปากอีกด้วย

ชาวจีนสมัยก่อนถือว่าการกินดีอยู่ดีอ้วนพีมีสง่านเป็นลักษณะของเศรษฐีผู้มีบุญ เวลาเจอกันจึงทักทายด้วยประโยคที่ว่า " กินข้าวแล้วหรือยัง" (เจียะฮ่อ)

เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว ไต้หวันเป็นเกาะที่ประชาชนค่อนข้างยากจน ทำมาหากินด้วยการทำประมงจับปลา และเกษตรกรรม ปลูกข้าวและกล้วยหอมเป็นส่วนใหญ่ การกล่าวคำทักทายก็เหมือนชาวจีนทั่วไปคือกินข้าวแล้วหรือยัง ถ้าเห็นลูกหลานใครอ้วนท้วนก็ชื่นชมว่าอ้วนน่ารักดีแท้ๆ
แต่มาถึงยุคคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ต ถ้าไปทักทายใครว่ากินข้าวแล้วหรือยังถือเป็นคำพูดแดกดัน ต้องเปลี่ยนเป็นว่า " โอ้โฮ ดูผอมไปนะ" จึงจะถูกอกถูกใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ในไต้หวัน วลีที่ว่า "เพื่อนกินหาง่าย" ชักจะไม่จริงเสียแล้ว ที่นั่นรู้สึกเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะเชื้อเชิญใคร แม้แต่เพื่อนสนิทให้ไปกินอาหารให้อร่อยอิ่มหมีพีมันสักมื้อหนึ่ง จนเกิดคำกล่าวว่า " หากรักกันจริงละก็ กรุณาอย่าชวนไปกินเลี้ยงเลยนะ"

สาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่เพราะกลัวความอ้วนมากกว่า เงินทองของชาวไต้หวันไม่เคยมีปัญหา นับแต่ทศวรรษที่ 1970 อุตสาหกรรมบนเกาะนี้ได้เปลี่ยนจาก ประเภทที่ใช้แรงงานกรรมกรมาเป็นการใช้เทคโนโลยี แรงงานเขาจ้างจากต่างประเทศ เช่น จากไทย และประเทศล้าหลังอีกบางประเทศ ในทศวรรษที่ 1980 กรรมกรชาวไต้หวันที่เคยใช้แรงงานทำของเล่น ได้เปลี่ยนไปผลิตคอมพิวเตอร์แทน ส่วนผู้ที่เคยนั่งหลังขดหลังแข็งทำร่มกันแดดขายก็เปลี่ยนไปผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กัน

ถึงศตวรรษที่ 1990 ไต้หวันก้าวรุดหน้าในเชิงอุตสาหกรรมกลายเป็น 1 ใน 4 ของมังกรน้อยแห่งเอเชีย (แต่เดิมเคยใช้คำว่า เสือ แต่ฟังดูน่ากลัวเลยเปลี่ยนเป็นมังกรน้อยแทน) เป็นความหมายแสดงถึง ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจมังกรน้อยอีก 3 ตัว ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ส่วนมังกรใหญ่คงเป็นจีนแผ่นดินใหญ่และญี่ปุ่น สำหรับไทยแลนด์ของเราซึ่งเคยมีทีท่าว่าจะเป็นมังกรน้อยตัวที่ 5 บังเอิญฟองสบู่แตกเสียก่อน เลยยังคงคลานต้วมเตี้ยมอยู่ เป็นแค่งูเขียว (มั้ง) ส่วนหางจะไหม้หรือเปล่าก็บอกไม่ได้ จนกว่าจะไปกัดใครเข้า

ปัจจุบันนี้ไต้หวันมีเงินตราต่างประเทศเป็นทุนสำรองอยู่มากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองอยู่แต่ญี่ปุ่นกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น ในเดือนเมษายนที่แล้วไต้หวันมีเงินอยู่ในพกในห่อ ถึง 132.9 พันล้านดอลลาร์อเมริกันทีเดียวนะ จะบอกให้

ขณะเดียวกับที่ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รอบพุงของชาวไต้หวันก็ขยายขึ้นเป็นเงาตามตัว อุปนิสัยการบริโภคของชาวเมืองจากข้าว ปลา และผัก ไปเป็นแฮมเบอร์เกอร์ สเต็ก เฟรนซ์ฟรายด์ และอาหารขบเคี้ยวแบบฝรั่ง

จากการสำรวจของมูลนิธิจอห์น ตัง แสดงให้เห็นว่าชาวไต้หวัน 1 ใน 4 คนคิดว่าตนเอง (ไม่ว่าหญิงหรือชาย) มีน้ำหนักตัวเกินพิกัด ในหมู่เยาวชนร้อยละ 60 ต้องการลดน้ำหนัก สรุปว่าชาวไต้หวันอยากผอมลง จะโดยวิธีใดก็ได้ แถมไม่เกี่ยงเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย

วิธีลดน้ำหนักของชาวไต้หวัน มีตั้งแต่วิธีธรรมดาๆ คือ ลดอาหาร ออกกำลัง ไปจนถึงวิธีรุนแรงตกขอบ ขอเพียงให้ได้ผลแน่นอน นั่นคือ การผ่าตัดเย็บกระเพาะอาหารบางส่วน

โรงพยาบาลเอง จู กง นอกกรุงไทเป เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่รับทำศัลยกรรมเย็บกระเพาะอาหาร จนถึงบัดนี้มีผู้เข้ารับการผ่าตัดแล้วมากกว่า 700 ราย เกือบทุกรายยอมรับว่าได้ผลน่าพึงพอใจ

ลี เหว่ยเซียะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลกล่าวถึงวิธีการผ่าตัดว่า
" แรกเริ่มเราเปิดหน้าท้องผู้ป่วย แล้วลงมือเย็บกระเพาะอาหารบางส่วน ทำให้กระเพาะอาหารคอดกลางดูคล้ายลูกน้ำเต้า เป็นการผ่าตัดง่ายๆ หลังการผ่าตัดเมื่อเขากินอะไร สิ่งที่กลืนลงไปจะผ่านเข้าสู่ส่วนที่คอดที่เย็บไว้เหลือเพียงช่องเล็กๆ แค่ 1 เซนติเมตร แล้วจึงลงสู่กระเพาะส่วนที่เหลือ ผลคือเขาจะรู้สึกอิ่มทั้งๆ ที่กินเข้าไปไม่มาก จึงไม่มีทางที่จะอ้วนขึ้นได้อีก"

ผู้เข้ารับการผ่าตัดน้ำหนักตัวลดลงได้ 5-10 กิโลกรัม ในเดือนถัดไป เพียงเวลาครึ่งปีจะลดน้ำหนักลงได้ถึง 50 กิโลกรัมทีเดียว

ผู้เข้ารับการผ่าตัดผู้หนึ่งมีอาชีพค้าสต๊อก หนักถึง 199 กิโลกรัม ทั้งที่เพิ่งมีอายุเพียง 22 ปี ได้เข้ารับการผ่าตัดในปี 1999 เขาเล่าถึงประสบการณ์ว่า
" หลังผ่าตัดถ้ากินมากไป ผมจะรู้สึกคลื่นไส้ เลยมีความจำเป็นต้องกินแต่น้อย แต่ยังคงสามารถดำเนินชีวิตและการงานได้เป็นปกติ วิถีชีวิตของผมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปหมดสิ้น"
ขณะนี้หนุ่มน้อยผู้นี้อายุได้ 25 ปี หนักเพียง 75 กิโลกรัม ลดน้ำหนักได้ถึง 124 กิโลกรัม

แต่ยังมีคนอ้วนอีกมากหลายที่ยังกลัวมีดผ่าตัด เลือกที่จะลดน้ำหนักตัวด้วยวิธีอื่นที่ไม่ต้องผ่าตัด โดยไปปรึกษาตามคลินิกลดความอ้วน แม้จะลดไม่ได้ทันใจแต่ก็ไม่เจ็บตัว

ที่คลินิกชื่อ Youth Century Clinic มีโครงการลดน้ำหนักที่ใช้เวลา 2 สัปดาห์ ลดด้วยการฝังเข็ม นวดตัว ใช้ยากิน รวมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารการกิน อ้างว่าลดน้ำหนักลงได้ 1-3 กิโลกรัม เมื่อครบ 2 สัปดาห์ แต่ค่าใช้จ่ายแพงหูฉี่ ถึง 40,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (52,000 บาท) ถ้าต้องการลด 10 กิโลกรัม ต้องใช้เวลา 10 สัปดาห์ และต้องจ่ายเงินรวม 200,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (260,000 บาท)
แต่ก็ยังมีผู้ยอมจ่าย บอกว่าผลที่ได้คุ้มจริงๆ

หวัง ซูลี่ เป็นนักข่าววิทยุ เคยหนักถึง 85 กิโลกรัม หลังการรักษาลดน้ำหนักลงได้ 25 กิโลกรัม และชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ ทันทีทันใดก็มีผู้ชายมารุมล้อมสนใจเธอ "รู้อย่างนี้ลดน้ำหนักเสียนานแล้ว" เธอกล่าวติดตลก และตบท้ายว่า " ดูไปก็น่าดีใจอยู่หรอก แต่เมื่อมองในมุมกลับ ฉันรู้สึกเศร้านิดๆ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่า ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญต่อรูปร่างภายนอกมากกว่าเนื้อแท้ของเรา เป็นข้อพิสูจน์อย่างแจ่มแจ้งว่าคนเราหลงในรูปมายาเพียงไหน"

ใครคิดจะผอมลงเร็วๆ ลองไปผ่าตัดที่ไต้หวันดูได้นะครับ
แต่สาวไฮโซผู้หนึ่งมีทีเด็ดกว่านี้ เธอบอกว่า " ง่ายนิดเดียว ให้แฟนไปมีคุณเล็กๆ ซิ รับรองว่าไม่ถึงเดือนน้ำหนักหล่อนจะลดจนผอมโกรก หย่อนยานไปทุกองคาพยพเลย" (ฮา)

(update 27 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600