หลายปีก่อน ขณะที่มีการนัดพบปะสังสรรค์กันในกลุ่มเพื่อน เพื่อนคนหนึ่งจูงมือน้องชายคนเล็ก
แต่ร่างใหญ่ยักษ์เกินวัยมาด้วย เจ้าหนูคนนี้ วัยต่างกับดิฉันสิบกว่าปี แต่เมื่อเปรียบเทียบขนาดของร่างกายกันแล้ว
แม้ความสูงของเขาจะเกินไหล่ดิฉันไปไม่กี่เซ็นติเมตร แต่น้ำหนักตัวของเขากลับล้ำหน้าดิฉันไปแล้วร่วมสิบโล!
ช่วงหนึ่งของการหยอกล้อ (ที่เราอ้างว่า ทำไปเพราะความเอ็นดูเด็ก) เพื่อนคนหนึ่งของดิฉันโพล่งออกไป
อย่างตรงไปตรงมาว่า "เธออ้วนนะ!" เจ้าหนูอึ้งไปนิดหนึ่ง แล้วตอบกลับมาด้วยวาจาอันฉลาดเฉลียวว่า "หนูไม่อ้วน หนูสมบูรณ์"
ทำเอาพวกเราหัวเราะก๊าก พลางฮือฮากันว่า เออ
เจ้าเด็กนี่ฉลาดแฮะ มีอยู่คนเดียวที่ขำไม่ออก คือพี่สาวของหนูน้อย
ซึ่งเปรยออกมาในภายหลังว่า พ่อแม่ของเธอกำลังกลุ้มอกกลุ้มใจอย่างหนักกับอาการน้ำหนักเกินพิกันของลูกชายคนนี้
เคยพยายามให้เขาออกกำลังกายก็แล้ว ควบคุมอาการก็แล้ว แต่เด็กน้อยก็ไม่มีทีท่าว่าจะผอมลงเลย
ดิฉันนึกถึงเรื่องนี้ หลังจากที่อ่านพบบทความหนึ่งว่า อัตราเด็กอ้วนในอเมริกากำลังเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับที่น่าเป็นห่วง
แม้จะยังไม่พบข้อมูลเรื่องเดียวกันนี้ในเมืองไทย แต่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เราควรใส่ใจและรับทราบไว้บ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ ที่เด็กในประเทศเรารับเอาความนิยม
ในการบริโภคอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดจากอเมริกามาเต็มๆ สังเกตได้จากจำนวนสาขาของร้านอาหารประเภทนี้
ที่ผุดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดแถมแต่ละสาขา ก็มีเด็กวัยรุ่นเดินเข้าเดินออกกันขวักไขว่
ตั้งแต่ร้านเปิดยันร้านปิด
สถิติที่ทำให้นักวิชาการและนักการเมืองอเมริกันพากันตกอกตกใจก็คือ ในทศวรรษที่ผ่านมา
ตั้งแต่ปี 1986 จนถึง 1998 จำนวนของเด็กผิวขาวที่มีน้ำหนักเกิน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 12 ส่วนเด็กเชื้อชาติอื่น
เช่น ละตินหรืออัฟริกัน อเมริกัน ประเมินกันว่า มีเด็กซึ่งน้ำหนักเกินจนน่าเป็นห่วง สูงถึง 1 ใน 5 ของจำนวนเด็กทั้งหมด
ซึ่งมากกว่าทศวรรษที่แล้วถึงร้อยละ 120
เสริมด้วยการสำรวจโดยศูนย์ควบคุมโรคของอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งระบุว่า
ทุกวันนี้เด็กอเมริกันที่มีน้ำหนักมากเกินพิกัดสูงถึง 1 ใน 4 ของจำนวนเด็กทั้งหมด
เมื่อทราบถึงตัวเลขอันน่าตื่นตะลึงดังกล่าว เหล่านักวิชาการระดับหัวกะทิ นักการเมือง และแพทย์
ก็พากันระดมสมองกันยกใหญ่ เพื่อหาที่มาของปัญหานี้ จนสรุปถึงความเป็นไปได้ที่ทำให้จำนวนเด็กยักษ์เพิ่มสูงขึ้น
3 ข้อด้วยกัน คือ
1. โทษกันที่อาหารเซ็ตยักษ์มันเยิ้ม ที่ขายกันให้เกลื่อนในร้านฟาสต์ฟู้ด
2. โทษเครื่องขายน้ำอัดลม ที่ตอนนี้มีให้เห็นกันเกลื่อนในแทบจะทุกโรงเรียนทั่วอเมริกา และว่ากันว่า
ทางโรงเรียนก็ทำรายได้จากเจ้าเครื่องนี้ปีละไม่น้อยทีเดียว
3. โทษเทคโนโลยี เนื่องจากเด็กวัยรุ่นยุคใหม่ นิยมใช้เวลาว่างไปกับการนั่งดูรายการไร้สาระบ้าง
ไม่ไร้สาระบ้างหน้าจอทีวี แถมพกด้วยการเล่นคอมพิวเตอร์ ซึ่งลองว่าได้หย่อนปั้นท้ายลงบนเก้าอี้หน้าคอมฯ
แล้วก็หมดเวลากันเป็นวันๆ กับการหานู่นเสิร์ชนี่บนอินเตอร์เน็ตเลยทีเดียว แถมอีกอย่างคือ วิดีโอเกมทั้งหลาย
ที่ผู้ปกครองซึ่งมีบุตรหลานบ้าเกมจะทราบดี ว่าลูกๆ หลานๆ ของท่านนั้น ถ้าถึงคราวได้เริ่มเล่นเกมแล้ว
มันยากที่จะหยุได้จริงๆ
คุณหมอฮาโรลด์ เอ. พอลแลค จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนสหรัฐอเมริกา เป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานดังกล่าว
โดยการให้ความเห็นว่า " ไม่มียุคไหนอีกแล้วนับตั้งแต่ประวัติศาสตร์การก่อตั้งของประเทศ ที่เด็กอเมริกันจะมีรูปแบบ
การดำเนินชีวิตที่เฉื่อยแฉะอย่างนี้" แถมแสดงความกังวลเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า ปัญหาน้ำหนักตัวเกินในเด็ก
เกิดจากสาเหตุอันซับซ้อน ทั้งในเรื่องของพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และทัศนคติของสังคมที่มีต่อการกินการอยู่
ซึ่งหนทางแก้ไขปัญหานี้นั้นทำได้ไม่ง่ายเลย คุณหมอฮาโรลด์เปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้นว่า
เรื่องนี้มันซับซ้อนพอๆ กับปัญหาการใช้ความรุนแรงในหมู่เด็กวัยรุ่น การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
และการสูบบุหรี่
ขนาดนั้นทีเดียว!
เรามาพูดถึงจำเลยแรก คือฟาสต์ฟู้ดกันก่อน ดิฉันมีตัวอย่างของครอบครัวอเมริกันครอบครัวหนึ่งมาเล่าให้ฟัง
วันหนึ่ง คุณคาเรน ฟรากาลา อาศัยในย่านควีนส์ กรุงนิวยอร์ค พา กาเบรียลลา กับ โจอี้
ลูกสาวและลูกชายของเธอพร้อมกับ แกรี่ หลานชาย เดินเข้าร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังแห่งหนึ่ง
เด็กๆ สั่งนักเก็ตไก่และน้ำอัดลมเช่นเคย ครอบครัวนี้เป็นลูกค้าขาประจำของฟาสต์ฟู้ดเจ้านี้อาทิตย์ละ 3 วัน
แต่แล้ววันหนึ่ง คาเรนพาลูกสาวไปตรวจร่างกายตามปกติ ขณะนั้นเป็นเดือนมีนาคม
ครั้งสุดท้ายที่คาเรนพาลูกไปหาหมอคือเดือนธันวาคมปีก่อน
เชื่อไหมคะ ว่าเวลาผ่านไปแค่ 4 เดือน แต่หนูน้อยกาเบรียลลา ที่อายุเพิ่งจะ 6 ขวบเท่านั้น
มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 4 กิโล!
เมื่อที่พบว่าลูกสาวกำลังเสี่ยงกับโรคอ้วน คาเรนก็จัดการลดความถี่ในการเข้าร้านฟาสต์ฟู้ดเป็นการเร่งด่วน เะอปักใจเชื่อว่าที่มาของน้ำหนักซึ่งมากขึ้นอย่างผิดหูผิดตาของลูกสาวมาจากฟาสต์ฟู้ด
เพราะโดยปกติแล้วกาเบรียลลาเป็นเด็กแอ็คทีฟ และเธอมักจะหากิจกรรมให้ตัวเองได้เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ
เอริค ชลอสเซอร์ ผู้แต่งหนังสือชื่อ Fast Food Nation เคยพูดถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า
" ถ้าคุณดูสถิติของผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินในอเมริกา ก็จะพบว่ามันมีส่วนสัมพันธ์กัน
กับอัตราการบริโภคอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดอย่างแยกกันไม่ออกทีเดียว"
คุณชลอสเซอร์ให้เหตุผลถึงความเชื่อของตัวเองว่า เป็นเพราะอาหารที่ขายกันในร้านฟาสต์ฟู้ดนั้น
มักมีไขมันในปริมาณที่สูง เช่น แฮมเบอร์เกอร์ขนาดใหญ่ 1 อัน เฟรนช์ฟรายส์ขนาดใหญ่ และโค้กขนาดใหญ่ 1 แก้ว
จะมีปริมาณแคลอรี่สูงถึง 1,500 กิโลแคลอรี่และไขมันร้อยละ 40
ข้อกล่าวหาของชลอสเซอร์ ทำให้นักข่าวหัวเห็ดรุดเข้าขอคำอธิบายจากผู้บริหารร้านแม็คฯ โดยด่วน
แม้ว่าถูกปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ต่อหน้ากล้องทีวี แต่ก็ได้แถลงการณ์มาฉบับหนึ่งจากแม็คฯ
กล่าวว่า " ความเห็นของเขา (ชลอสเซอร์) ถือว่าขัดแย้งกับคนทั่วไปถึง 45 ล้านคน
เพราะนั่นคือจำนวนลูกค้าที่เลือกใช้บริการของแม็คฯ ในแต่ละวัน เนื่องจากติดใจในความหลากหลาย
คุณภาพ และราคาของเรา"
แท้จริงแล้ว ความกังวลของชลอสเซอร์เกิดขึ้นด้วยรากฐานของความคิดที่ว่า
บริษัทฟาสต์ฟู้ดเหล่านี้มักจะตั้งเป้าว่าจะขายสินค้าของความคิดที่ว่า บริษัทฟาสต์ฟู้ดเหล่านี้มักจะตั้งเป้าว่า
จะขายสินค้าของตนให้เด็กๆ และวัยรุ่นเป็นหลัก จะเห็นได้จากการล่อตาล่อใจด้วยของเล่นของสะสม
ที่มีให้แลกซื้อได้ในราคาไม่กี่สตางค์ พร้อมกันนั้น หลายร้านก็จัดเมนูคุณหนูไว้ให้ลูกค้าตัวน้อยของตัวเองโดยเฉพาะ
แถมบางที่ก็จัดลานเล็กๆ ไว้ในร้านมีเครื่องเล่นเด็กให้หนูน้อยขึ้นปีนป่ายพลางส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวให้เป็นที่รำคาญ
เอ๊ย! สำราญ ของลูกค้าคนอื่นอีกด้วย!
มาถึงในรายของผู้ต้องหาที่มีชื่อว่า "น้ำอัดลม" หลายเดือนก่อนเกิดเป็นข่าวใหญ่ในอเมริกา
เมื่อ คุณเดบอราห์ ออร์ทิซ สมาชิกสภาสูง ออกมาเรียกร้องให้มีการเก็บภาษีน้ำอัดลมเพิ่ม
โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณเดบอราห์ยื่นกระทู้ดังกล่าว ก็มาจากอัตราความอ้วนที่เพิ่มสูงขึ้น
ในระดับที่น่าตกใจในหมู่เด็กๆ ชาวอเมริกันนี่แหละ
ปีที่แล้ว มีการสำรวจน้ำหนักตัวของเด็กนักเรียนอเมริกันในรัฐแคลิฟอร์เนีย และพบว่าร้อยละ 30
ของเด็กชั้นป. 5 ม.1 และม.3 มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงขึ้นกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนถึงเท่าตัว
และผลจากการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญก็ระบุว่า น้ำอัดลมคือมูลเหตุหลักประการหนึ่งของปัญหา เนื่องจากโดยเฉลี่ยแล้ว
น้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมีแคลอรี่สูงถึง 150 กิโลแคลอรี่ นอกจากนั้น อัตราการบริโภคน้ำอัดลมในประเทศ
ก็สูงขึ้นเป็นเท่าตัวตลอดช่วงเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
คุณเดบอราห์จึงเสนอให้สภาฯ เรียกเก็บภาษีจากผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเพิ่ม ซึ่งจะทำให้มีผลตามมาก็คือ
ราคาขายปลีกน้ำอัดลมในท้องตลาดต้องสูงตามไปด้วย โดยมีการประมาณกันว่า น้ำอัลมกระป๋อง ขนาด 12 ออนซ์
จะขึ้นอีก 2 เซนต์ และถ้าเสียงร้องของคุณเดบอราห์ผ่าน ก็จะทำให้รัฐบาลมีรายได้จากภาษีในส่วนนี้ถึง 342 ล้านเหรียญฯ ต่อปี ซึ่งคุณเดบอราห์เธอก็ตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าเงินที่ได้มานั้นควรจะนำไปใช้ในส่วนของการสร้างเสริมคุณภาพชีวิต
ให้กับเด็กๆ เช่น เป็นทุนให้โรงเรียนส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีกิจกรรมหลังเลิกเรียน
หรือจัดรายการต่อต้านภัยอ้วนในหมู่เด็กนักเรียน อะไรอย่างนี้เป็นต้น
หลังจากที่มีข่าวถึงข้อเสนอของคุณเดบอราห์ออกไป ก็มีเสียงคัดค้านตามมามากมาย
ส่วนใหญ่ก็มาจากผู้ผลิตน้ำอัดลมนั่นแหละค่ะ เช่น ฌอน แม็คบรายด์ โฆษกสมาคมเครื่องดื่มแห่งชาติ
ออกมาวิพากษ์เดบอราห์ว่า เป็นการเสนอทางแก้โดยไม่เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง! แถมพกด้วย
" ให้แบนหรือห้ามขายอาหารที่อาจเป็นบ่อเกิดของความอ้วน แล้วก็จะทำให้เด็กในประเทศนี้สุขภาพดี
และเลิกด้วนกันได้ทั้งประเทศ อย่างนั้เรอะ
ง่ายไปหน่อยมั้ง!" ทำเอาเดบอราห์ต้องออกมาแก้ตัวเป็นพัลวัน
ว่าเธอไม่ได้ต่อต้านน้ำอัดลมหัวชนฝาอะไรขนาดนั้น เพียงแต่เด็กๆ ประเทศนี้ดื่มกันอย่างไม่บันยะบันยังจริงๆ!
ซึ่งการตั้งตู้ขายอัตโนมัติ ที่ดิฉันเรียนไว้ข้างต้นแล้วว่าปัจจุบัน โรงเรียนแทบทุกแห่งต้องมีไว้บริการเด็กนักเรียน
ก็ทำให้การดื่มน้ำอัดลมกลายเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย นอกจากนี้ยังสร้างความเคยชินให้แก่เด็กๆ คือ
คอแห้งเมื่อไร คว้าน้ำอัดลมดื่มหมับทันที
ขณะที่กำลังปั่นต้นฉบับอยู่นี้ ดิฉันยังไม่ทราบว่าญัตติของคุณเดบอราห์ผ่านการเห็นชอบของสภาฯ หรือไม่
แต่ก่อนหน้านี้ในหลายๆ รัฐของอเมริกา ก็ได้มีการแสดงท่าทีห่วงใยในอาหารที่เด็กนักเรียนบริโภคในโรงเรียนกันแล้ว เช่น ที่แคลริฟอร์เนียรัฐได้ออกกฎหมายให้จำกัดปริมาณอาหารขยะ (junk food) ในโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยม
นอกจากนี้ก็เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้เรียกเก็บภาษี junk food กันบ้างแล้ว
มาถึงจำเลยรายสุดท้าย คือโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์นวัตกรรมฝีมือมนุษย์ที่มากันคนละยุค แต่ต่างก็สร้างการเปลี่ยนแปลงระลอกสำคัยให้แก่โลกทั้งใบในยุคสมัยของตน ดิฉันขออ้างอิงถึงข้อสันนิษฐานต่อโรคอ้วนในเด็ก
ของคุณหมอ คริสโตเฟอร์ สติลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งมีความเห็นต่อเจ้าวัตถุจอเหลี่ยมนี้
ในทางที่ค่อนข้างจะดุดันทีเดียว
ในความเห็นของหมอคริส ตัวการที่ทำให้ความอ้วนกลายเป็นโรคระบาดในหมู่เด็กอเมริกัน
ก็คือ 3N!
อย่างเพิ่งงงค่ะ และดิฉันไม่ได้พิมพ์ผิด ไม่ใช่ 3M เทปกาวติดเหนียวทาน แต่ 3N ที่หมอคริสพูดถึงก็คือ
Nickelodeon หรือหนัง ถ้าจะระบุให้ชัดกว่านั้นก็คือ ทีวี
ส่วน N ที่สองคือ Netscape - คอมพิวเตอร์
และ N สุดท้ายคือ Nintendo - วิดีโอเกมไงคะ
สรุปก็คือ ปัญหานี้ในความเห็นของหมอคริส มีรากเหง้าและที่มาจากหน้าจอสี่เหลี่ยมล้วนๆ
ความเห็นของหมอคริสพ้องรับกับผลการศึกษาของบริษัทซ้กน่า คอร์ป ที่พบว่า
ทุกวันนี้เด็กอเมริกันใช้เวลาเฉลี่ยถึง 14 ชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ดูโทรทัศน์ และเด็กวัย 12-14 ปี
จะใช้เวลาเฉลี่ยแล้วถึง 7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เล่นวิดีโอเกม
และเมื่อเร็วๆ นี้ ดิฉันก็อ่านพบในบทความหนึ่ง ที่เสนอเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัวเด็ก
กับเวลาในแต่ละวันที่หมดไปกับหน้าจอทีวี ผลการศึกษาดังกล่าวปรากฏในวารสารทางการแพทย์ฉบับหนึ่ง
โดยผู้วิจัยทำการศึกษาเด็กนิวยอร์คจำนวน 2,761 คน ที่ผู้ปกครองมีรายได้ในระดับต่ำ
เด็กจำนวนถึงร้อยละ 40 ในกลุ่มตัวอย่าง มีโทรทัศน์ในห้องนอน จึงมีแนวโน้มว่าพวกเขาจะใช้เวลาดูทีวี
มากกว่าเด็กคนอื่นๆ ประมาณ 4.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเมื่อศึกษาในระดับที่ลึกไปกว่านั้น ก็พบว่า
มีเด็กอายุ 1 ขวบเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ที่ไม่ได้ดูโทรทัศน์หรือวิดีโอเลย และร้อยละ 25 ของเด็ก 1 ขวบอีกเช่นกัน
ดูโทรทัศน์เฉลี่ยมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเด็กเชื้อสายละตินและอัฟริกัน-อเมริกัน
มีแนวโน้มที่จะดูทีวีมากกว่าเด็กผิวขาว
ขณะนี้ยังไม่มีผลการวิจัยในเชิงจิตวิทยาออกมาว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว การดูทีวีหรือการเล่นคอมพิวเตอร์ ก่อให้เกิดผลในการกระตุ้นต่อมหรือฮอร์โมนใดที่มีอิทธิพลต่อการเพิ่มของน้ำหนักตัวหรือไม่ แต่จากบทความต่างๆ
ที่ดิฉันลองอ่านดูพอจะสรุปได้อย่างนี้ค่ะว่า เหตุที่นักวิชาการและคุณหมอในอเมริกาเริ่มแสดงความเป็นห่วงว่า
การเสพเทคโนโลยีทั้งสองประเภทมากๆ จะส่งผลให้เด็กมีแนวโน้มที่จะเสี่ยงต่อโรคอ้วน ก็เพราะมันเป็นกิจกรรม
ที่แทบไม่ต้องการการเคลื่อนไหวร่างกายเลย เด็กที่ติดทีวีหรือคอมพิวเตอร์มาก มักจะไม่กระตือรือร้นที่จะเล่นกีฬา
หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งมากนัก ในขณะเดียวกัน การบริโภคอาหารหรือของว่างขณะเล่นคอมฯ และดูทีวี
กลับมีมากขึ้น เมื่อทานมาก แต่ออกกำลังกายน้อย โรคอ้วนเลยถามหา
อย่างนั้นแหละค่ะ
เหตุที่เราควรจะใส่ใจกับน้ำหนักตัวของเด็กๆ นั้น ไม่ใช่เพราะเรื่องของความสวยทางสรีระ
แต่เนื่องจากมันเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ มากทีเดียว
เช่นที่ คุณแมรี่ ซาวอย หนึ่งในคณะวิจัยจากคลินิกอายุรเวท มหาวิทยาลัยเยล ศึกษาแล้วพบว่า คนที่อ้วนตั้งแต่เด็กมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานเมื่อพวกเขามีอายุเข้า 40 ไปแล้ว
แถมด้วยความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงก่อนวัยอันควรอีกด้วย
ที่อเมริกา มีการสำรวจพบว่า ขณะนี้มีเด็กที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นทั้งสองโรคที่ว่า สูงถึงร้อยละ 40-50 เชียวค่ะ
รู้อย่างนี้แล้ว หาทางป้องกันลูกๆ หลานๆ กันก่อนดีไหม จะได้ไม่ต้องเกิดกรณี "อ้วน" หรือ "สมบูรณ์" เกินไปกันอีก
(update 2 มกราคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2545 ]
|