ปลาทะเลกับโรคข้อ


ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่องโภชนาการกับโรคข้อและกระดูกที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนจะถึงชั่วโมงบรรยาย ผู้เขียนใช้โอกาสไปนั่งฟังการอภิปราย ของบรรดาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อและกระดูก ได้ข้อสรุปออกมาว่าคนที่มีปัญหาอักเสบของข้อและกระดูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยด้วยโรครูมาติซึม อย่าได้เสียเงินหรือเสียเวลากับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเลย ขอให้รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น

สรุปเอาเป็นว่าผู้ป่วยโรคข้อควรไปพบแพทย์และหายามารับประทาน ส่วนเรื่องอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น เป็นเรื่องของการอวดอ้างสรรพคุณกันเกินจริง อย่าหลงเชื่อคนที่จะมาหลอกขายผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เป็นอันขาด

ได้ฟังแล้วต้องขอบอกว่า ผู้เขียนเห็นด้วยแทบจะทุกประการ ตั้งแต่เรื่องที่ว่าผู้ป่วยโรคข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูมาติซึมจะต้องไปพบแพทย์ หาหยูกหายามารับประทาน เพื่อลดอาการเจ็บปวดทุกข์ทรมานจากอาการอักเสบที่เกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน ผู้เขียนไม่ค่อยจะเห็นด้วยนักกับคำพูดที่ว่าอาหารไม่ได้ช่วยผู้ป่วยสักเท่าไหร่ เพราะสมาคมโรคข้อและกระดูกของอเมริกันเอง ในปัจจุบันยอมรับว่าโภชนาการที่ถูกต้องสามารถช่วยผู้ป่วยโรคข้อ และกระดูกได้แน่นอน แต่จะให้อาหารออกฤทธิ์รักษาอาการอักเสบเจ็บปวดเฉียบพลันทันใดเหมือนยา อย่างที่ผู้ป่วยหรือแพทย์ต้องการนั้นคงเป็นไปไม่ได้

อันที่จริงยาชนิดแรกในโลกที่ใช้ในการบรรเทาอาการของโรคข้อรูมาติซึมได้เป็นเรื่องเป็นราว จนกระทั่งมีบันทึกทางการแพทย์ยืนยันกันอย่างชัดเจนตามหลักการของการแพทย์แผนใหม่นั้น ก็เป็นอาหารนั่นแหละไม่ใช่อะไรอื่น และเป็นอาหารที่ปัจจุบันเรียกกันว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสียด้วย

บันทึกในเรื่องนี้มีอย่างนี้ครับ...
ในปี ค.ศ.1772 หรือปี พ.ศ.2315 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน หรือเมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้ว ครั้งนั้นมีรายงานทางการแพทย์บรรยายเรื่องของการใช้น้ำมันตับปลาค้อดในการรักษาโรครูมาติซึมในผู้ป่วย ของโรงพยาบาลแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

รายงานที่ว่านี้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษ ชื่อ London Medical Journal โดยผู้เขียนรายงานชื่อนายแพทย์โธมัส เปอร์ซิวัล (Thomas Percival) เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อและกระดูก ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแมนเชสเตอร์นั่นเอง

นายแพทย์เปอร์ซิวัลรายงานไว้ว่า เมื่อปี ค.ศ.1770 มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาขอรับการรักษาอาการปวดข้อรุนแรง จากโรครูมาติซึมที่คลินิกผู้ป่วยนอกของโรงพยาลบาลแมนเชสเตอร์ แพทย์ให้การรักษาทั้งใช้ยา ใช้การนวด ใช้สมุนไพร สารพัดแบบ แต่ผู้ป่วยคนนี้ก็ไม่มีอาการดีขึ้น

ถึงปี ค.ศ.1772 หญิงคนนี้เข้ามาที่โรงพยาบาลด้วยอาการของรูมาติซึมขั้นรุนแรง จนกระทั่งเธอร้องขอว่าจะลองรับประทานน้ำมันตับปลาค้อด เหตุที่ร้องขอน้ำมันตับค้อดก็เพราะเป็นอย่างเดียว ที่เธอไม่เคยลอง และแพทย์ก็ไม่แนะนำให้ใครได้ลอง น้ำมันตับปลายุคนั้นเหม็นเน่าร้ายกาจ คนที่จะกินน้ำมันตับปลาได้จะต้องใจกล้าพอสมควร ยุคนั้นแพทย์ให้น้ำมันตับปลาค้อดกับกลาสีเรือที่เจอปัญหาตาบอดในที่มืด ซึ่งมักจะเกิดกับกลาสีที่เดินเรือรอนแรมไปไกลๆ

แพทย์อนุญาตให้หญิงคนนั้นรับประทานน้ำมันตับปลาค้อดวันละสามช้อนโต๊ะ ปรากฏว่าอาการเจ็บปวดตามข้อลดลง ได้อย่างประหลาดภายในเวลาสองสัปดาห์ หญิงผู้นั้นเมื่อหายป่วยแล้วก็หายไปจากโรงพยาบาล เธอเลิกใช้น้ำมันตับปลาค้อดคงเพราะทนกลิ่นรุนแรงของมันไม่ไหว แต่สามเดือนให้หลังเธอก็ต้องกลับเข้าโรงพยาบาลอีก ด้วยอาการเจ็บปวดจากรูมาติซึมอย่างรุนแรง

คราวนี้แพทย์จัดการพัฒนายาขนานใหม่ที่ทำจากน้ำมันตับปลาค้อดให้เธอ วิธีการคือ นำเอาตับปลาค้อดสดมาบด จากนั้นนำไปเคี่ยวกับน้ำจนกระทั่งได้น้ำมันแยกออกมา จากนั้นเติมด่างลงไปจนกระทั่งเกิดสบู่ขึ้น และเพื่อให้รสชาติของสบู่กรดไขมันจากปลาไม่รุนแรงมากนัก แพทย์ได้เติมใบเปบเปอร์มินท์หรือใบสะระแหน่เข้าไปด้วย

วิธีการใช้คือ ให้รับประทานสบู่กรดไขมันปลาแล้วดื่มน้ำมะนาวตามปริมาณมากๆ วิธีการที่ยุ่งยากอย่างนี้เองที่ทำให้ไม่ได้รับความนิยมจากผู้ป่วย ซ้ำร้ายยังเป็นวิธีการที่ไม่แพร่หลายนัก แต่โรงพยาบาลแมนเชสเตอร์ก็ใช้วิธีการที่ว่านี้ดูแลรักษาผู้ป่วยด้วยโรครูมาติซึมอยู่หลายปี

ในปี ค.ศ.1782 มีการนำเสนอรายงานวิจัย เรื่องน้ำมันตับปลาค้อดกับการรักษาโรครูมาติซึม ที่ในการประชุมของ Medical Society of London and Edinburge ที่นครปารีสของฝรั่งเศส จากนั้นอีกหนึ่งปีจึงมีการตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นนี้ลงในวารสารทางการแพทย์

น่าเสียดายที่สงครามใหญ่ในยุโรปที่เรียกกันว่าสงครามนโปเลียนทำให้วิชาการทางด้านนี้สูญหายไป ถึงปี 1971 หรืออีกสองร้อยปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดน้ำมันตับปลาหรือน้ำมันปลาจึงสามารถลดอาการอักเสบ รวมถึงอาการหลอดเลือดตีบเฉียบพลันได้

กลไกง่ายๆ ก็คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มที่เรียกกันว่า โอเมก้าสามจะผลิตสารคล้ายฮอร์โมนขึ้นมา สารกลุ่มนี้เองที่ช่วยลดอาการอักเสบลงได้ ในขณะที่กรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้าหกสร้างปัญหาทำให้เกิดอาการอักเสบ

ที่คนโบราณของไทยบอกไว้ว่า เวลาเป็นแผลหรือเกิดการอักเสบ อย่าได้กินไข่กินเนื้อจะทำให้อาการอักเสบกำเริบ ก็เป็นเรื่องจริงที่อธิบายได้ เพราะในไข่หรือเนื้อหมูเนื้อวัวนั้นมีกรดไขมันโอเมก้าหกที่เรียกกันว่า กรดอะรัคชิโดนิกอยู่จำนวนหนึ่ง กรดตัวนี้เองที่สร้างสารกึ่งฮอร์โมนเข้าไปเร่งอาการอักเสบ

ถึงปี ค.ศ.1971 หรือกว่าสองร้อยปีหลังจากปี 1772 ซึ่งเป็นปีที่มีการค้นพบฤทธิ์ของน้ำมันตับปลา ช่วยรักษาโรคข้อหรือรูมาติซึม ปรากฏว่ามีนักวิทยาศาสตร์อังกฤษที่ได้ค้นพบกลไกการทำงานของยาแอสไพรินเข้า

พวกเราคงรู้จักยาแอสไพรินกันดีแล้วนะครับ เป็นยาที่ใช้ในการลดอาการไข้ ปวดหัวตัวร้อน ตอนแรกนักวิทยาศาสตร์ไม่รู้หรอกว่า ทำไมยาแอสไพรินจึงช่วยลดอาการไข้และแก้ปวดได้

ปี 1971 มีการประชุมวิชาการทางการแพทย์ที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ นักวิทยาศาสตร์สองกลุ่ม รายงานกลไกการทำงานของแอสไพรินออกมาพร้อมกัน โดยพบว่าแอสไพรินทำงานได้โดยเข้าไปยับยั้ง การสร้างสารกึ่งฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เร่งอาการอักเสบ รวมถึงอาการไข้

เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ ทุกครั้งที่คนเราเจ็บป่วย เกล็ดเลือดที่มีอยู่ในเลือดจะปล่อยกรดไขมันกลุ่มหนึ่งออกมา กรดไขมันกลุ่มนี้เป็นกรดไขมันที่เรียกกันว่าโอเมก้าหก ร่างกายจะมีกลไกที่จะนำกรดไขมันที่ว่านี้ ไปสร้างเป็นสารกึ่งฮอร์โมนที่เรียกกันว่า สารพรอสตาแกลนดิน

ผลที่ตามมาคือ คนเราจะเกิดอาการอักเสบ รวมไปถึงเกิดไข้ ปวดหัวตัวร้อน แอสไพรินจะเข้าไปทำหน้าที่ยับยั้งการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน ผลที่ตามมาก็คือ อาการไข้ ปวดหัวตัวร้อน จะค่อยๆ หายไป อาการอักเสบเองก็จะหายตามไปด้วย

ปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ หรือแม้กระทั่งเกิดอาการอักเสบเล็กๆ น้อยๆ เพียงแค่รับประทานยาแอสไพริน อาการเหล่านั้นก็จะทุเลาลงได้แล้ว

กรดไขมันโอเมก้าหก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่มีชื่อว่า 'กรดอะรัคชิโดนิก' พบได้ในเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดง หรือแม้แต่ในไข่ เหตุนี้เองที่ทำให้คนโบราณให้ข้อสังเกตว่า เวลาเป็นแผลอักเสบแล้วอย่าไปกินเนื้อกินไข่ เป็นเพราะมันไปเร่งอาการอักเสบนี่เอง คำพูดของคนโบราณจึงไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีเหตุผล

ก่อนอื่นคงจะต้องบอกเสียก่อนว่าอาการอักเสบ ปวดหัวตัวร้อน เป็นอาการที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์นะครับ เพียงแต่เราไม่ชอบเท่านั้น เหตุที่เป็นประโยชน์ก็เพราะว่า เมื่อเราเกิดอาการติดเชื้อไวรัส ร่างกายจะสร้างกลไกที่บังคับให้ร่างกายต้องพักผ่อน อาการปวดหัวตัวร้อนอ่อนเพลียนี่แหละ ที่จะบังคับให้คนเราต้องพักผ่อนไปในตัว

เมื่อได้พักผ่อนแล้ว ร่างกายจะค่อยๆ สร้างภูมิต้านทานโรคทำให้ทำลายเชื้อไวรัสและแบคทีเรียไปได้ในที่สุด เห็นไหมครับว่าอาการปวดหัวตัวร้อนเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราแต่จะใครบ้างที่ชอบอาการไม่สบายอย่างนั้น เป็นเพราะไม่ชอบอาการไข้นี่เองที่ทำให้ยาแอสไพรินลดไข้แก้ปวดเป็นยาขายดิบขายดี มีคนต้องการค่อนข้างมาก

ปัญหาของยาแอสไพรินก็คือ มันทำให้เลือดแข็งตัวได้ช้า คนที่กินแอสไพรินนานๆ จึงมีปัญหาเลือดไม่ค่อยจะแข็งตัว เรื่องนี้มีข้อดีอยู่เหมือนกันคือ มันทำให้ไม่เกิดลิ่มเลือดในกระแสเลือด ทำให้ลดปัญหาลิ่มเลือดอุดตันในหัวใจได้ แพทย์จึงแนะนำคนที่เป็นโรคหัวใจ เสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบตันเฉียบพลันให้รับประทานแอสไพรินปริมาณต่ำๆ ไงครับ

ในวันที่มีการนำเสนอผลงานอยู่นั้น มีนักวิทยาศาสตร์ชาวเดนมาร์กสองคนชื่อ Bang และ Dyerberg ไปนั่งฟังอยู่ด้วย ทั้งสองคนคิดได้ว่า เคยเจอข้อมูลเรื่องคนเอสกิโมไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจวาย แต่ขณะเดียวกันก็มีปัญหาเลือดไหลไม่หยุดอยู่บ่อยๆ

หากนำเรื่องแอสไพรินมาผูกเข้ากับเรื่องคนเอสกิโม ทั้ง Bang และ Dyerberg เข้าใจได้ทันทีว่า คนเอสกิโมจะต้องกินอาหารบางอย่างที่ออกฤทธิ์คล้ายๆ แอสไพริน นั่นคือ ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวช้า ผลที่ตามมาคือเกิดหลอดเลือดตีบเฉียบพลันได้ยาก ขณะเดียวกัน หากเป็นบาดแผลจะทำให้เลือดหยุดได้ช้า

ว่าแต่ว่า สารอะไรในอาหารของคนเอสกิโมที่ให้ฤทธิ์คล้ายแอสไพรินอย่างนั้น นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองคนเที่ยวไปศึกษาหาข้อมูลอาหารของคนเอสกิโม ในที่สุดก็พบครับว่า คนเอสกิโมรับประทานอาหารที่ไขมันจากปลาค่อนข้างมาก และในไขมันปลานี่เองที่มีกรดไขมันตัวหนึ่งที่ชื่อว่า 'โอเมก้าสาม' ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวช้าจึงช่วยป้องกันโรคหัวใจได้

กลไกที่ลดการแข็งตัวของเลือดของกรดไขมันโอเมก้าสามนี้เกิดจากการสร้างสารพรอสตาแกลนดินกลุ่มหนึ่ง ที่ทำงานตรงข้ามกับกรดไขมันกลุ่มโอเมก้าหก นั่นคือมันสร้างสารพรอสตาแกลนดินที่ชะลอการแข็งตัวของเลือด

การค้นพบฤทธิ์ของกรดไขมันโอเมก้าสามในปลาที่เกี่ยวข้องกับสารพรอสตาแกลนดินนี่เองครับ ที่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งในวงการแพทย์ ทำให้ในเวลาต่อมามีการใช้น้ำมันจากปลา เพื่อลดปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือด

ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่า กรดไขมันโอเมก้าสามช่วยสร้างสารพรอสตาแกลนดิน กลุ่มที่ช่วยลดอาการอักเสบได้ ลองปะติดปะต่อกันแล้วก็ถึงบางอ้อครับ ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า เหตุใดเมื่อสองร้อยปีที่แล้วจึงได้พบว่า น้ำมันจากตับปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้าสามในปริมาณสูง จึงช่วยลดอาการอักเสบจากโรครูมาติซึมได้

ดังนั้น ตามทฤษฎีแล้วการรับประทานปลาทะเลบ่อยๆ จึงช่วยบรรเทาอาการอักเสบจากโรคข้อและกระดูกได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ควรจะรู้คือ อาหารนั้นไม่ใช่ยาครับ ใครที่มีอาการเจ็บปวดทรมาน ลองไปกินปลารับรองได้ว่าไม่มีทางหายเจ็บปวด การใช้อาหารเป็นเรื่องของการช่วยบรรเทาโรคในระยะยาว

คนที่เป็นโรคข้อเขาจึงแนะนำให้กินปลาทะเลที่มีไขมันสูงบ่อยๆ ปลาทะเลจึงสร้างประโยชน์แก่ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อและโรครูมาติซึมได้ไงครับ

(update 13 มกราคม 2003)
[ ที่มา... เนชั่นสุดสัปดาห์   ปีที่ 11 ฉบับที่ 550 วันที่ 16 - 22 ธ.ค. 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600