Q : อยากทราบว่าเรื่องเกี่ยวกับไขมันตะปุ่มตะป่ำที่ตะโพกที่เรียกว่า
เซลลูไลต์ อยากเรียนถามคุณหมอว่า มีการรักษาที่ได้ผลไหม มีเพื่อนแนะนำให้ซื้ออาหารเสริมบางตัวมารับประทาน
บอกว่าจะรักษาก้อนตะปุ่มตะป่ำนี้ได้ จริงไหมค่ะ
ธัญติฐ/กรุงเทพฯ
A : สำหรับเรื่องของก้อนไขมันตะปุ่มตะป่ำที่มักพบตามบั้นท้าย
และเป็นปัญหาหนังใจของสาวๆ นั้น มีคำเรียกกันว่า เซลยูลีต (Cellulite) ซึ่งบางคนอ่านว่า เซลลูไลต์
คำว่า Cellulite นั้น เป็นภาษาพูดที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ไม่ใช่ศัพท์ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์
ที่คนทั่วไปเข้าใจว่า "เซลลูไลต์" เป็นศัพท์แพทย์ เพราะฟังดูคล้ายคำว่า เซลยูไลติส (Cellulitis)
ซึ่งเป็นคำศัพท์แพทย์ที่แปลว่า การติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนัง
เซลลูไลต์ เป็นก้อนไขมันใต้ผิวหนังที่ทำให้ผิวหนังแลดูตะปุ่มตะป่ำเหมือนเปลือกผิวมะกรูด
มักพบตามก้นและต้นขา พบบ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นผลจากฮอร์โมนเพศหญิงมาเกี่ยวข้องด้วย
เหตุผลที่ไขมันส่วนนี้ดูเป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำ เพราะไขมันใต้ผิวหนังบางครั้งมีจำนวนมากจนกลายเป็นก้อนไขมัน
ซึ่งแต่ละก้อนจะมีเปลือกเหนียวๆ หุ้ม ทำให้แลดูภายนอกเห็นเป็นลอนๆ ของก้อนไขมัน
แนวทางการรักษาเซลลูไลต์ คือ
1. ระวังเรื่องอาหาร / ระวังไม่ให้อ้วน
ทั้งนี้เพราะการควบคุมอาหาร ไม่รับประทานมากเกินความจำเป็นหรือทานจุบจิบ
จะช่วยลดขนาดของก้อนไขมันลง ทำให้ผิวที่ตะปุ่มตะป่ำดูเรียบขึ้นได้บ้าง อย่างไรก็ตามพบว่า
เรื่องของไขมันตะปุ่มตะป่ำนี้ ส่วนหนึ่งมีผลมาจากกรรมพันธุ์
ดังนั้นในผู้หญิงผอมบางรายก็อาจพบก้อนเซลลูไลต์นี้ได้ครับ
ทั้งยังต้องสังวรณ์ว่าผู้หญิงที่อ้วนจนมีไขมันส่วนเกินที่ต้นขาอ่อนและก้น
เมื่อลดน้ำหนักแล้วก้อนไขมันส่วนที่แลดูตะปุ่มตะป่ำอาจไม่ลดลงก็ได้
และการลดน้ำหนักจนทำให้ก้อนไขมันที่โป่งพองนั้นมีขนาดเล็กลง อาจทำให้เกิดผิวหนังส่วนเกิน
ซึ่งทำให้ผิวแลดูหย่อนยานได้
ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ ต้องมีสุขนิสัยที่ดีเกี่ยวกับการบริโภคอย่างต่อเนื่องมาตลอด
โดยพยายามให้น้ำหนักคงที่และคุมไม่ให้อ้วน การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เช่น
ลด 20 กิโลกรัม ใน 10 วัน ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะอาจทำให้ผิวหย่อนยานได้
และยังมีผลเสียต่อสุขภาพร่างกายด้านอื่นด้วยนะครับ
2. การออกกำลังกาย
พบว่าการออกกำลังกายอาจทำให้ผิวที่ตะปุ่มตะป่ำดูดีขึ้น เพราะการออกกำลังกายทำให้เกิดการเผาผลาญไขมัน
เป็นพลังงานทำให้ก้อนไขมันมีขนาดเล็กลง
นอกจากนั้น การออกกำลังกายยังทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดโตขึ้น ซึ่งกล้ามเนื้อที่โตขึ้นมักมีขนาดสม่ำเสมอ
(ไม่เหมือนก้อนไขมันที่เวลาโตมักแลดูตะปุ่มตะป่ำ) จึงทำให้แลดูว่าผิวเรียบขึ้น
วิธีใดที่รักษาเซลลูไลต์ไม่ได้ผล
1. ยังไม่มีอาหารเสริมใดๆ ที่พิสูจน์ด้วยหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ว่า ใช้รักษาก้อนไขมันตะปุ่มตะป่ำนี่ได้ผล
2. การใช้เครื่องออกกำลังกาย เช่น เป็นสายพานให้มาเขย่า สั่น ก้นและต้นขา พบว่าไม่ได้ผล
เพราะไม่เกิดการเผาผลาญไขมัน ควรออกกำลังกายด้วยตนเองจะดีกว่า
เครื่องสำอางที่ใช้รักษาเซลลูไลต์
เชื่อกันว่าเครื่องสำอางกลุ่มนี้จะซึมผ่านผิวหนังชั้นขี้ไคล ชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้
ลงสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังเพื่อไป "ละลาย" ไขมันส่วนเกิน ส่วนผสมของเครื่องสำอางกลุ่มนี้คือ
เมทธิลแซนทีน (Methylxanthines) หรือสารสกัดจากพืชบางชนิด
เมทธิลแซนทีนนั้น มีผลต่อเซลล์ไขมัน ทำให้เซลล์ไขมันแตกและไขมันถูกละลาย
สารที่อยู่ในกลุ่มของเมทธิลแซนทีน ได้แก่
- ทีโอฟิลลีน (Theophylline) ซึ่งได้จากใบชา หรือจากการสังเคราะห์
- คาเฟอีน (Caffeine) ได้จากกาแฟ ชา โคล่า
- อะมิโนฟิลลีน (Aminophylline) ที่ทางการแพทย์ใช้รักษาโรคหอบหืด
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่ชัดว่า
สารกลุ่มนี้จะซึมผ่านเซลล์ผิวหนังลงไปละลายไขมันได้จริง
ส่วนในเรื่องสารสกัดจากพืชที่ใช้ลดก้อนไขมัน
ก็ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะพิสูจน์ว่าได้ผลจริง
ในบางรายที่ก้อนไขมันตะปุ่มตะป่ำมาก จนทำให้เกิดปัญหาทางจิตใจ
อาจต้องใช้เทคนิคการดูดไขมัน (Liposuction) ซึ่งต้องมีการเจาะผิวหนัง โดยมีบาดแผลขนาดเล็ก
และสอดท่อขนาดเล็กลงสู่ชั้นไขมัน และใช้เครื่องดูดก้อนไขมันออก หลังการดูดไขมันออก
จะมีเซลล์ไขมันเกิดขึ้นใหม่ในตำแหน่งที่ดูดออกไปแล้ว แต่ตำแหน่งนั้นก็อาจกลับมีก้อนไขมันเกิดขึ้นได้ เพราะเซลล์ไขมันที่ยังหลงเหลืออยู่ปรับตัวให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีไขมันสะสมมากขึ้น
การใช้วิธีนี้ควรปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและรับฟังถึงข้อดี-ข้อเสียของเทคนิคนี้ก่อนตัดสินใจทำ
นอกจากนี้ยังมีวิธีใหม่ๆ เช่น "การจัดระเบียบไขมัน" หรือ Subdermal therapy
โดยใช้เครื่องมือดูดไล่ไขมันให้เรียงตัวให้เป็นระเบียบ (Lipovaccuum) ผู้ที่เคยรักษาด้วยวิธีนี้
ส่วนใหญ่คิดว่าทำให้สะโพกกลมกลึงขึ้นได้บ้าง แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันว่าได้ผลจริงจังแค่ไหน
สรุปว่าการกำจัดก้อนไขมันเซลลูไลต์ที่ได้ผลดีที่สุดและเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด คือ
การควบคุมน้ำหนักและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง ซึ่งพูดง่ายแต่ทำยากนะครับ
(update 12 มิถุนายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 2 มีนาคม 2546 ]
|