ทันทีที่คนสองคนตัดสินใจใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ก็ตาม เรื่องที่จะคิดติดตามมาก็คือ การมีลูก
บางรายก็คิดมีลูกทันที ขณะที่อีกหลายรายยังไม่รีบร้อนที่จะมีทันที
การที่คนเราคิดไม่เหมือนกันในเรื่องมีลูกหลังการใช้ชีวิตคู่ย่อมขึ้นอยู่กับเหตุผลหลายประการของแต่ละคน
บางคนอยากจะใช้ชีวิตร่วมกันแค่คนสองคนให้หนำใจก่อนที่จะตัดสินใจมีสมาชิกใหม่เพิ่มอีกหนึ่งคนในครอบครัว
บางคนอยากจะใช้เวลาที่อยู่กันสองคนอย่างจริงจัง เพื่อปรับตัวปรับใจให้เป็นไปตามครรลองของชีวิตคู่
เนื่องจากแต่ละคนล้วนผ่านการอยู่คนเดียวมานาน การจะอยู่ร่วมชายคาบ้านกับใครสักคนไปจนตลอดชีวิต
อาจต้องคิดถึงเรื่องการปรับตัวบ้างเป็นธรรมดา
ทั้งหมดนั้นเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งของคนที่ยังไม่คิดจะมีลูกทันทีหลังใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน
สำหรับคนที่คิดอยากจะมีลูกทันทีก็อาจจะมีเหตุผลหลากหลาย แต่ที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือคำพูดที่ว่า
" ถ้ามีลูกช้า กลัวมีลูกไม่ทันใช้"
หรือสุภาพสตรีบางคนอายุมากแล้ว เมื่อเริ่มชีวิตคู่เลยอยากจะมีลูกไวๆ เกรงว่ามีอายุมากเกินไปกลัวจะมีปัญหาต่อการมีบุตร
แต่ถ้าหยุดคิดสักนิดถึงเรื่องการมีบุตรเมื่อไหร่ดี จะพบว่ามักจะมีคำตอบร่วมกันอยู่เพียงคำเดียวคือ
ความพร้อม
ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหนก็หนีไม่พ้นคำว่า " พร้อม"
ยกเว้นพวกที่มีลูกโดยไม่ได้คิดวางแผนใดๆ ทั้งสิ้น คือพอรักกันชอบกันก็เริ่มมีความสัมพันธ์ทางเพศและมีลูกเลยทันที
หรือพวกที่มีลูกโดยอุบัติเหตุ คือมีลูกก่อนที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตคู่
แต่สำหรับคนที่ตัดสินใจอยู่ด้วยกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ย่อมหนีไม่พ้นที่จะคำนึงถึง
" ความพร้อม" เป็นหลัก
แน่นอนที่สุดว่าก่อนคิดจะมีลูกเรามักจะคำนึงถึงความพร้อมหลายๆ ด้าน
แต่มีความพร้อมด้านหนึ่งซึ่งมีความสำคัญมากของการมีลูกคือ ความพร้อมทางเศรษฐกิจ
เพราะความพร้อมทางเศรษฐกิจย่อมประกาศิตให้เด็กที่ถือกำเนิดเกิดเป็นคนบนโลกใบนี้
จะมีความสมบูรณ์พูนสุขหรือจะมีความทุกข์อยู่ในโลกใบนี้
ลองหลับตานึกภาพดูว่าเด็กที่เกิดจากพ่อแม่อเมริกันคู่หนึ่งซึ่งวางแผนการมีลูก
โดยคำนึงความพร้อมทางเศรษฐกิจอย่างดีกับพ่อแม่ชาวอัฟริกันคู่หนึ่งซึ่งอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา
และมีลูกโดยไม่มีการวางแผนถึงความพร้อมทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด
เด็กคนไหนจะสุขหรือทุกข์มากกว่ากัน
เด็กอเมริกันคงเดินไปตามเส้นทางชีวิตในความพร้อมทางเศรษฐกิจที่พ่อแม่เตรียมไว้อย่างดี
ขณะที่เด็กอัฟริกันก็คงเดินไปตามเส้นทางชีวิตตามยถากรรม เพราะไม่ได้เตรียมความพร้อมอะไรไว้
ควรเตรียมความพร้อมทางเศรษฐกิจอย่างไร ยังเป็นคำถามคาใจหนุ่มสาว
ที่เริ่มต้นใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันใหม่ๆ อยู่เสมอ
แน่นอนที่สุด ก่อนอื่นก็ต้องดูความพร้อมทั่วๆ ไปของตัวเราเองก่อนว่ามีเป็นพื้นฐานอยู่ในขั้นไหน
ถ้าเรามีพื้นฐานทางเศรษฐกิจดี เราก็อาจจะเตรียมความพร้อมทางเศรษฐกิจ
ตั้งแต่การเลี้ยงดูตั้งแต่คลอดจากครรภ์มารดาถึงวันเวลาแห่งการเติบใหญ่จนมีครอบครัวใหม่เพิ่มขึ้น
อีกหนึ่งครอบครัวกันเลยทีเดียว
ต้องยอมรับความจริงว่า การมีลูกเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้น
ตั้งแต่การเลี้ยงดูให้เติบโตด้วยข้าวปลาอาหาร ไปจนถึงหาสถานศึกษาให้เล่าเรียนเขียนอ่าน
เพื่อเสริมสร้างสติปัญญา ความรู้ ความสามารถให้สามารถทำมาหากินช่วยตัวเองได้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
พ่อแม่บางรายถึงลูกจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังเตรียมความพร้อมทางเศรษฐกิจให้ต่อไปอีก
ด้วยการหาสิ่งอำนวยความสะดวกสบายของชีวิต เช่น บ้านและรถยนต์ เป็นต้น
ขณะที่พ่อแม่บางคนก็อาจจะเตรียมความพร้อมได้น้อยกว่า เช่น อาจจะหาข้าวปลาอาหารเลี้ยงดูให้เติบใหญ่ไปตามอัตภาพ
พร้อมกับให้การศึกษาเพื่อมีวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพได้เท่านั้น หลังจากนั้นลูกต้องดูแลตัวเอง
บางครอบครัวจะคำนวณประมาณการรายจ่ายของลูกไว้ล่วงหน้าว่ากว่าจะเลี้ยงดูจนเติบใหญ่
จนพร้อมจะออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอกต้องใช้จ่ายเท่าไหร่ แล้วก็เตรียมเงินทองไว้ใช้เพื่อเลี้ยงลูกโดยเฉพาะ
แต่ถ้าไม่มีเตรียมไว้ล่วงหน้าก็ต้องประมาณการว่าถ้ามีลูกออกมาจะต้องใช้จ่ายแต่ละวันกันสักเท่าไหร่
แล้วก็วางแผนหารายได้เข้าบ้านให้เพียงพอกับที่เราประมาณไว้
การเตรียมความพร้อมเช่นนี้จะมีมากน้อยแค่ไหนไม่สำคัญ
สำคัญที่ว่าเราได้เตรียมการไว้พร้อมหรือไม่มากกว่า
การเตรียมความพร้อมทางเศรษฐกิจก่อนมีลูก จะช่วยทำให้เราเลี้ยงลูกไปสู่จุดหมายปลายทางที่ดีได้
จึงต้องถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรละเลย
เพราะไม่มีอะไรเลยในโลกนี้ ที่เป็นยอดดวงใจมากไปกว่าลูกมิใช่หรือ
(update 21 เมษายน 2003)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2546 ]
|