น้ำผึ้งพระจันทร์เหือดแห้งเมื่อใด


เมื่อช่วงเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หมดลงแล้ว ทีนี้จะเหลืออะไร ?

เวลาตกหลุมรักกันใหม่ๆ ชายและหญิงเมื่ออยู่ต่อหน้ากันและกัน ความรู้สึกภายในมักบิดไปบิดมา หัวใจเต้นแรง อะไรๆ ก็ดีไปหมด มองไปทางไหนโลกก็สวยงาม ผู้ชายและผู้หญิงที่หล่อและสวยที่สุด (ในสายตากันและกัน) ยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว

หลังดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ทั้งชายและหญิงก็จะค่อยๆ เริ่มต้นเล่น เกมแมวจับหนู โดยไม่รู้ตัว ทั้งสองรู้ว่าแต่ละคนต้องการอะไร แต่แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ
เพราะชีวิตเริ่มคลายความหวาน
จากชีวิตที่สวยงามสู่ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยการใช้อารมณ์ตนเองเป็นใหญ่ อันนำมาสู่คำถามที่ว่า
" ผู้หญิงจะทำอย่างไร เมื่อระยะเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของผู้ชายสิ้นสุดลง"
คำถามดังกล่าวตอบได้แน่นอน หากคุณรู้ว่า " ระยะเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์นั้น เป็นอย่างไร"


  น้ำผึ้งพระจันทร์


ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่ผู้ชายต้องการตลอดเวลา คือ 'ผู้หญิงของเขา'
จิตใจผู้ชายจะเฝ้าครุ่นคิดถึงแต่หญิงคนรัก จินตนาการไปต่างๆ นานา
คุยโทรศัพท์กันนานราวกับกำลังวิ่งแข่งมาราธอน
เตรียมตัวอย่างดีก่อนถึงวันนัดออกไปเที่ยว ดูแลทรงผม หน้าตา เสื้อผ้า
ใช้คำพูดเหมือนไม่ใช่ตัวเอง ซึ่งนั่นไม่สำคัญ เพราะจุดประสงค์เดียว คือ ต้องการทำทุกอย่างเพื่อให้เธอ 'ประทับใจ' มากที่สุด และรู้สึกเช่นเดียวกับที่คุณรู้สึก
แต่น้ำผึ้งพระจันทร์ไม่คงทน
ความรักอาจแข็งแกร่ง ความรักอาจคือความหลากหลาย แต่ความรักไม่เหมือนอย่างเดิม

'ความรู้สึก' และ 'ความต้องการ' แบบที่เกิดขึ้นในช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ไม่มีทางรักษาไว้หรือคงระดับความใกล้เคียงไว้ได้
ลองคิดด้วยเหตุผล ความสัมพันธ์ก็เหมือนกระแสน้ำที่ไหลไป จะขวางกระแสไปทำไม
ปล่อยชีวิตไหลไปตามกระแส และอ้าแขนรับความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวเข้าสู่ของความสัมพันธ์ขั้นใหม่ ทำความเข้าใจและมีความสุขกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ดีกว่าหรือ

  น้ำผึ้งพระจันทร์สิ้นสุดลงเมื่อใดและเพราะเหตุใด
สามี-ภรรยาบางคู่ ระยะเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์สั้นนัก แต่บางคู่ก็อาจกินเวลานานนับปี
นักให้คำบำบัดปัญหาทางเพศในสหรัฐ กะประมาณไว้ว่า ส่วนใหญ่แล้ว น้ำผึ้งพระจันทร์ จะหวานอยู่ได้นานเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน
เนื่องจากเป็นช่วงที่ต่างฝ่ายต่างใช้ เวลาส่วนใหญ่ที่เคยเป็นอิสระ เรียนรู้และทำความรู้จักอารมณ์ละเอียดอ่อนอีกประเภทระหว่างกัน
เมื่อใดที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดว่า ไปถึงเป้าหมายแล้ว การคงความอยากรู้อยากเห็น อยากเอาใจใส่ ให้เหมือนเดิม จะทำได้อย่างไร

ที่สำคัญคือ ต่างฝ่ายต่างต้องการเรียกเวลาที่เคยเป็นอิสระกลับคืนมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง (ถึงไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็อยากเรียกบางส่วนกลับคืนมาบ้าง)
เหมือนเวลาเปิดกล่องของขวัญ คุณยังรู้สึกเหมือนเดิมได้อีกหรือไม่เมื่อมองของขวัญชิ้นนั้น ในอีกหนึ่งเดือนถัดมา
'ความรู้สึกประทับใจ' และ 'ความรัก' ยังคงอยู่ แต่ความรู้สึก คาดหวังว่าของในกล่องจะเป็นอะไร ได้หายสิ้นไปแล้ว
การดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของสามีภรรยาส่วนใหญ่กินระยะเวลานานประมาณ 6 เดือนโดยเฉลี่ย หลังจากนั้นต่างฝ่ายต่างต้องพยายามปฏิบัติตัวเพื่อถนอมน้ำใจกันไว้
ความจริงแล้ว ระยะเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของสามีภรรยาแต่ละคู่ กินเวลาเนิ่นนานไปกว่านั้นได้หลายเท่าตัว หากรู้จักการเลี่ยงหรือลดปัจจัยต่อไปนี้ลงบ้าง

  ปัจจัยที่ทำให้ระยะเวลาการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์สิ้นสุดลง
  • ร่วมรักมากเกินไป

    ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมรับ แต่แรงผลักดันที่กระตุ้นให้ผู้ชายก้าวไปสู่ ความสัมพันธ์ชนิดมั่นคงกับภรรยา อาจเป็นเรื่องที่ตามไป รบกวนจิตใจ ผู้ชาย
    ใคร่ครวญให้ดีว่าคุณอยากได้ความรู้สึกแบบไหน เนื่องจากยิ่งผู้ชายร่วมรักมากครั้งเท่าใด ผู้ชายก็จะยิ่งปล่อยตัวตามสบายต่อหน้าผู้หญิงมากเท่านั้น (ผู้หญิงก็เช่นกัน)
    เมื่อแต่งงานกันใหม่ๆ ควรเพลาๆ การร่วมรักลงบ้าง ปล่อยให้ความปรารถนาทางเพศใช้เวลาก่อตัวบ้าง สิ่งล่อใจที่นำไปสู่การร่วมรักในระยะแรกๆ ของชีวิตคู่ นั้นมีมาก
    แต่ก็ค่อนข้างอันตราย
    ทุกคนรู้ว่าควรเริ่มต้นเร้าอารมณ์เพศจากตรงไหน แต่การล่วงรู้ที่มากเกินไป รู้เร็วเกินไป เกี่ยวกับภรรยาตัวเอง ทำให้ ความสัมพันธ์โทรม และ บั่นทอน ระยะเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์
    ดังนั้น หากคุณต้องการคงเปลวไฟแห่งความปรารถนาในชีวิตแต่งงาน ให้ลุกโชนเนิ่นนานออกไป อย่ามีเซ็กซ์พร่ำเพรื่อ
  • ระเบิดอารมณ์ใส่กัน

    เหตุการณ์ที่เร่งให้เกิดภาวะ ความรุนแรงในชีวิต เป็นสาเหตุสำคัญของลางมรณะ แห่งระยะเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่สั้นลง
    เหตุการณ์จีบกันสมัยแรกๆ เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด
    เมื่อเริ่มต้นนัดเที่ยวและเริ่มตกหลุมรัก หนุ่ม-สาวมีแนวโน้มที่จะ'มองข้าม' บุคลิกลักษณะของฝ่ายตรงข้าม ที่ทำให้เกิดความรู้สึกรำคาญ (หรือไม่ชอบใจ)
    ทุกคนต้องการมี ความรัก-ความสัมพันธ์อย่างที่คิดไว้ หรือที่เรียกว่า ความสัมพันธ์ในอุดมคติ ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน
    แต่โดยธรรมชาติของมนุษย์ชอบใช้กำลังบังคับกัน และเป็นไปได้ยากที่ความสัมพันธ์แบบคู่รัก ระหว่างคนสองคนจะราบรื่นโดยไม่มีข้อโต้แย้งกันเลย
    เมื่อใดที่คุณเริ่มมีปากเสียงใส่กัน ความละเอียดอ่อนในอารมณ์รักจะค่อยๆ จืดจางลง
    เนื่องจากแต่ละฝ่ายต่างก็เริ่มมองหา ข้อน่ารังเกียจ ของอีกฝ่าย
    ที่น่าแปลกใจคือ ยิ่งมองหาก็ยิ่งมองเห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ
    บางคนบอกว่า การเถียงกันอย่างรุนแรง อาจนำไปสู่การจบลงด้วยการมีเซ็กซ์ที่ชื่นมื่น
    แต่ใช้ไม่ได้กับ'ความสัมพันธ์'
    ต่างฝ่ายต่างเห็นอารมณ์ร้ายของกันและกัน ซึ่งไม่น่าดึงดูดใจเหมือนความน่ารักน่าใคร่ เมื่อนางฟ้ากลับกลายเป็นปีศาจ อารมณ์รักมีหรือที่ยังจะเหลืออยู่
  • ความโศกเศร้า
    ความโศกเศร้าอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น การตายของคนในครอบครัว อาการป่วยไข้รุนแรง เรื่องราวสะเทือนใจอื่นๆ ที่มากระทบครอบครัว ล้วนทำให้ ความมีชีวิตชีวา ในชีวิตเหือดหายไป
  • รู้จักกันดีเกินไป
    อย่าเสียใจถ้ารู้ว่าตัวเองสามารถเดาออกว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร หรือจำชื่อบรรดาญาติๆ ของอีกฝ่ายได้ทุกคน นี่หมายความว่าคุณสองคนเอาใจใส่เรื่องส่วนตัวของกันและกันดีมากๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี
    ถ้าจะมีข้อไม่ดี นั่นก็คือ คุณสองคนคุ้นเคยกันมากจนทำให้ขาดสิ่งที่เรียกว่า เดาไม่ออก คือขาดความตื่นเต้นบางอย่างในชีวิต เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรต่อไป หรือทำสิ่งนี้เพื่อหวังสิ่งใด
    แต่ถ้าจะมองกลับกัน การรู้ล่วงหน้าช่วยให้คุณสองคนมั่นใจ เชื่อมั่น ไว้วางใจ และมอบความรักให้แก่กันและกันได้แนบแน่นขึ้นตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เพียงไม่กี่ปี

    เพราะรักจึงต้องทำความเข้าใจ
    อย่างไรก็ตาม การที่เราพยายามเรียนรู้ทำความเข้าใจคนที่เราสนใจ ก็เพื่อที่จะรักคนๆ นั้น
    ปัจจัยข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น การร่วมรัก การระเบิดอารมณ์ใส่กัน ความโศกเศร้า การรู้ใจกัน หากทำในขอบเขตที่พอเหมาะ ล้วนผูกความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ให้ราบรื่นได้เช่นกัน

(update 28 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600