ในครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ตั้งแต่สามี ภรรยา และลูกๆ หลานๆ ที่คลานตามกันออกมานั้น
การบริหารจัดการให้คนในครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของครอบครัวนั้นๆ เพราะคนหลายๆ คนที่อยู่ปะปนร่วมกันปีแล้วปีเล่าตราบนานเท่านาน ย่อมยากที่จะบริหารจัดการให้มีความสุขร้อยเปอร์เซ็นต์
ส่วนจะกระเด็นหายไปสักกี่เปอร์เซ็นต์ย่อมเป็นความสามารถของผู้บริหารที่จะจัดการได้ดีแค่ไหน
บางคนใจอยากบริหารให้ได้ดี แต่เมื่อไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ก็ย่อมกะเกณฑ์บริหารตามอำเภอใจ
ทำให้บรรลุเป้าหมายได้ยาก
วันนี้เลยอยากจะฝากแนวทางของการบริหารจัดการให้ทุกคนในครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ในชีวิตของคนเรานั้น หนีไม่พ้นที่จะวนเวียนเคลื่อนไหวอยู่ 3 อย่าง คือ คิด พูด และ ทำ
โดยทั่วไปคนเรามักจะคิดเป็นหลัก หรืออาจกล่าวได้ว่าใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา
แม้แต่เวลาที่หลายคนบอกว่า ปล่อยวางตามสบายไม่ได้คิดอะไรนั้น ถ้าสังเกตดีๆ
จะรู้ได้ทันทีว่าเรายังคิดโน่นคิดนี่อยู่เหมือนเดิม
คนเราจึงใช้เวลากับการคิดมากที่สุด
รองลงมาจากการคิดก็คือ พูด
เมื่อคิดโน่นคิดนี่มากมายก่ายกองแล้ว ก็อดที่จะถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้
คนเราจึงมักพูดในสิ่งที่ตนเองคิดหรือพูดจากความคิดของคนอื่นที่ตนได้ฟังได้อ่านมาอยู่บ่อยๆ
ที่คนเราเคลื่อนไหวน้อยกว่าพูดและคิด ก็คือ ทำ
คนทั่วไปจึงมักจะคิดพัน แต่พูดแค่ร้อย และทำเพียงสิบ
แต่ไม่ว่าจะคิด พูดและทำ มากน้อยแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่าการคิด
พูดและทำ ของคนเรามีส่วนช่วยทำให้เกิดความสุขได้หรือไม่
การหันมาพิจารณาถึงแนวทางการบริหารจัดการให้ทุกคนในครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรเน้นกันทุกบ้าน
ขอเริ่มที่แนวทางแรก คือ เมื่อจะคิด พูด ทำ อะไร ต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า
เป็นความจริงหรือไม่
เพราะถ้าคนเราอยู่ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา หรือพ่อแม่ลูก ถ้าไม่เอาความจริง
มาคิดพูดและทำต่อกัน
ไม่ช้าไม่นาน บ้านนั้นก็จะมีแต่ความทุกข์
มีแต่ความจริงเท่านั้นที่จะรังสรรค์ ให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นไปอย่างราบรื่น
เหมือนยืนอยู่บนแพรไหม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ต้องให้ "ความจริง" เป็นหลักในการคิด พูด
และทำอยู่ตลอดเวลา
แนวทางที่สอง คือ เมื่อจะคิด พูด และทำอะไร ต้องถามตัวเองว่า
เป็นความเที่ยงธรรมแก่ทุกๆ คนในบ้านของเราหรือไม่
คนเราจะอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่ายากดีมีจน ขึ้นอยู่กับว่าอยู่กันบนความเที่ยงธรรมหรือเปล่า
ถ้าต่างคนต่างก็เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน วันที่บ้านแตกต้องมาถึงแน่นอน
ความเที่ยงธรรมจึงเป็นเครื่องค้ำยัน ให้ความสัมพันธ์ของกันและกันมั่นคงตรงไปตรงมา
ตามประสาคนอยู่ร่วมชายคาเดียวกันได้เป็นอย่างดี
ลองสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่า กรณีที่ลูกหลานทะเลาะเบาะแว้งกันนั้น
มักเกิดจากการที่ไม่มีความเที่ยงธรรมภายในบ้าน
บ้านไหนไม่อยากมีเรื่องทะเลาะกันก็ยึดแนวทางนี้ไว้ให้ดี
แนวทางที่สาม คือ เมื่อจะคิด พูด และทำอะไร ต้องถามตัวเองว่า
จะก่อให้เกิดไมตรี มีมิตรภาพต่อกันหรือไม่
คนบางคนสักแต่ว่าคิด พูด ทำอะไรไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่คำนึงถึงข้อนี้ ทำให้มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจได้ง่าย
จิตใจเมื่อถูกกระทบแล้วก็เหมือนแก้วที่ร้าวจะเอากาวมาทายังไงก็ไม่เหมือนของเดิม
จึงควรเริ่มระมัดระวังตั้งแต่ต้น จะคิดจะพูดจะทำอะไรให้คำนึงถึงไมตรีจิต มิตรภาพของภายในบ้านเป็นเรื่องสำคัญ
คนบางคนคิดถึงแต่ไมตรีจิต มิตรภาพกับคนนอกบ้าน จนลืมคนในบ้าน คิดง่ายๆ ว่าคนในบ้านของตาย
ยังไงๆ ก็ต้องอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว จะคิดจะพูดจะทำยังไงต่อกันก็ได้ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องแน่นอน
ต้องย้อนมาดูคนในบ้านด้วยจะช่วยให้ภายในบ้านมีสุขแน่นอน
แนวทางที่สี่ หนีไม่พ้นที่จะต้องถามตัวเองว่า สิ่งที่เราจะคิด พูด ทำ
จะเกิดผลดีแก่สมาชิกในครอบครัวเราหรือไม่
อะไรที่คิดแล้ว พูดแล้ว ทำแล้ว มันไม่เกิดผลดี ลองไตร่ตรองดูทีว่าจะขมีขมันขยันทำไปทำไม
บางคนสักแต่ว่าจะคิดจะพูดจะทำ แต่ไม่คำนึงถึงว่าจะเกิดผลดีแก่คนในครอบครัวหรือไม่
พอเกิดผลร้ายออกมาก็ได้แต่ต่อว่าตัวเองว่า ไม่น่าเล้ย
แต่ก็สายเกินไปเสียแล้วเพราะผลเสียได้เกิดขึ้นแล้ว
ทั้งสี่แนวทางที่ยกมา ถ้านำไปบริหารจัดการกันอย่างจริงจังกันภายในครอบครัว
ก็ไม่ต้องกลัวว่าความทุกข์จะมาหา
จะมีแต่ห้วงเวลาแห่งความสุขมาเยือนอยู่ชั่วนิจนิรันดร์แน่นอน
(update 7 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 ]
|