การหย่าร้างเหมือนโรคติดต่อ
พูดกันมากๆ เลยคิดว่ามันคือทางออกทางเดียวของวิกฤตชีวิตคู่
อู้..ย..ย ถ้าเป็นสมัยแต่งงานใหม่ๆ แค่สะกดคำว่า 'หย่า'
ก็แสลงใจแล้วละค่ะ มันอดหวั่นไหวไม่ได้ประสาหญิงสาวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าแท้จริงแล้ว
การแต่งงานนั้นหมายความถึงอะไร พอทนอยู่ เอ๊ย! อยู่กันไปนานๆ ก็พอจะเห็นว่า
การใช้ชีวิตคู่บางทีอาจไม่เปราะบางขนาดนั้น เพียงแต่ปลงๆ ไว้บ้างว่าถ้าพบก็มีจาก
ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียเลย
ในชั่วชีวิตการแต่งงาน ดิฉันก็ไม่ได้ตามหาสถิติด้วยว่าคนทั่วๆ
ไปเคยวาบนึกถึงการหย่ามากน้อยแค่ไหน ถึงแม้จะมีคนลงมือทำจริงเพิ่มขึ้นทุกปี
จะว่าไปความจริงข้อนี้ก็ช่างเป็นความจริงที่ไม่ควรจะนำมาพูดกันพร่ำเพรื่อหรอก
เพราะมันเหมือนโรคติดต่อ การที่เรารับรู้ว่ามีคนหย่ากันเพิ่มมากขึ้นทุกวันหรือยิ่งคนใกล้ตัวหย่า
จะกระทบต่อความรู้สึกเราอย่างแรง คนยังไม่แต่งงานก็กลัวว่าแต่งแล้วอาจต้องหย่า
คนแต่งแล้วก็กลัวว่าตัวเองจะไม่ไปไม่รอด เรียกว่าขาดศรัทธาในการใช้ชีวิตคู่
ใครๆ ก็เลยเกิดความไม่มั่นใจว่าจะใช้ชีวิตคู่ได้ยืนยาวสักแค่ไหน หวั่นไหวอยู่เป็นทุนนี่คะ
พอมีปัญหาก็เทใจไปครึ่งนึงแล้วว่าไม่แคล้วหย่าแน่นอน ทั้งที่จริงในชีวิตแต่งงาน
บางครั้งบางคราวมันก็มีวิกฤตบ้างเป็นธรรมดา และส่วนใหญ่ก็ฝ่าฟันกันมาได้
ควรตั้งสติรู้ให้เท่าทันก่อน อย่าตกหลุมพรางเผลอไปเหมือนเวลาเราอ่านพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง
หนังสือพิมพ์ลงข่าวฆ่ากระฉุดทุกฉบับทุกวัน เราก็พลอยรู้สึกว่าในสังคมมีแต่ความโหดร้าย
ชีวิตไม่ปลอดภัย รับรู้บ่อยๆ คล้อยตาม ทั้งที่ออกจากบ้านไปส่วนใหญ่ก็เอาชีวิตรอดกลับมาได้ด้วยกันทั้งนั้น
นั่นสินะ
บางทีลืมนึก
เมื่อใช้ชีวิตคู่เราก็อยากให้ราบรื่นสงบสุข แต่ว่าเราหวังสูงไปหรือเปล่าว่า
ชีวิตคู่ของเราควรจะมีความสุขเป็นส่วนใหญ่มีปัญหาบ้างประปรายพอรับมือไหว
เราถึงจะสามารถประคองให้อยู่ตลอดรอดฝั่ง คู่ที่อยู่เย็นเป็นสุขไม่ได้หมายความว่า
เขาไม่ต้องผจญปัญหาใหญ่ แต่เขาไม่เลือกหย่าเพราะพยายามช่วยกันแก้ไขจนผ่านไปได้ก็มี
เวลามีปัญหาในชีวิตคู่ถึงจำเป็นต้องคุยกันไงคะ และต้องตั้งเป้าไว้ว่า
เราจะคุยกันเพื่อช่วยแก้ปัญหาทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ตั้งใจดีจริงน่ะ
แต่คึยกันถ้าขุดข้อเสียสาดใส่กันก็คงเปลืองน้ำลายเปลืองพลังงานเปล่า
อย่าคุยกันตอนมีอารมณ์คุกรุ่นเลย ไม่เคยได้ผลดีซักที ยิ่งเพิ่มความแตกแยกด้วยซ้ำ
ถ้าคุยไปเริ่มเดือดควรพักการพูดคุยก่อน อารมณ์เย็นค่อยพูดจาดีๆ กันใหม่
ในยามกลัดกลุ้มไม่พอใจคู่ชีวิต เวลาคุยกันก็อย่าเข้าข้างตัวเองให้มากเกินไปนัก
แน่ละใครๆ ก็ต้องมองตัวเองดีกว่าคนอื่น เวลาปัญหาเกิดก็ต้องเห็นว่าเกิดเพราะคนอื่นมากกว่า
เพราะเราวันยังค่ำ นึกถึงใจเขาใจเราบ้างนะคะ
การคุยกันครั้งเดียวคงไม่จบ ถ้ามีโอกาสได้คุยกันหลายครั้งแล้วหลายๆ ครั้งนั้น
ไม่โกรธไม่เกลียดขี้หน้ากันมากขึ้น สถานการณ์จะค่อยๆ คลายความเขม็งเกลียวลงไป
เข้าใจกันมากขึ้น ปัญหาใหญ่ก็เล็กลงได้ค่ะ
เรื่องตลกแต่เป็นตลกร้ายก็คือ คนเราอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็ทะเลาะกันนะจะบอกให้
ตอนแต่งงานรักกันหวานชื่น พอมีลูกบางบ้านช่วยกันเลี้ยงลูกเห็นภาพพ่อแม่ลูกอบอุ่น
บางบ้านก็เหนื่อยล้ากับการเลี้ยงลูกจนรู้สึกว่าความสุขในการใช้ชีวิตคู่หายไป
พอลูกโตบางคู่ก็กลับมาจี๋จ๋ากันใหม่ เพราะเริ่มมีเวลาสบายๆ ให้กันมากขึ้น บางคู่ก็ไม่นะจ๊ะ
คือเป็นพวก ยามศึกเราร่วมกันสู้ยามสงบเรารบกันเอง เพราะฉะนั้นถ้ารู้ตัวว่าว่างแล้วละก็
ขอให้หาสิ่งดีๆ เพลิดเพลินทำหรือหาโอกาสพะเน้าพะนอกันเอง บ้านจะเย็นน่าอยู่
หลุมพรางอีกหลุมหนึ่งเป็นหลุมที่ขอวิจารณ์หน่อย (อดไม่ได้ฮ่ะ) ว่าเซ่อซ่าที่สุดที่ตกลงไป
คือว่ามีบางคนชอบเปิดประเด็น ทั้งที่ไม่ได้มีเรื่องราวใหญ่โตอะไรหรอก
หัวข้อที่ทะเลาะกันแค่เก็บของไม่เป็นระเบียบ ลืมสอนการบ้านลูก กินแล้วไม่ล้างจาน ฯลฯ
พออารมณ์ปะทุสุดๆ ชอบเอ่ยปากพูดว่า "อย่างนี้เราหย่ากันดีกว่า"
ทั้งที่ปัญหานั้นไม่ได้เกี่ยวกันเล้ยกับการหย่า แต่ด้วยคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว
ก็สามารถพูดโยงใยไปถึงกันได้เพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่ถ้าลองทบทวนตัวเองดูบ้าง
ก็จะรู้ว่าการหย่าไม่ได้ทำให้ปัญหาตรงหน้าแตกดับไปได้
พูดครั้งแรกคนฟังก็สะดุ้งนะ ดิฉันว่าเหมือนถูกท้าทาย พูดบ่อยๆ เขาจะเริ่มคล้อยตาม
เห็นดีเห็นงามไปกับเราด้วยน่ะสิคะ เพราะประโยคนี้มีส่วนทำลายความรู้สึกผูกพันที่มีต่อกัน
ถ้าเขาตอบกลับมาด้วยความเจ็บใจว่า "เอาสิ" เขาก็พร้อมแล้วเหมือนกัน
ได้ความสะใจในห้วงอารมณ์นั้นแต่ชีวิตแต่งงานของคุณก็จะจบลงโดยใช่เหตุ
เพราะมันอาจจะไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของคนทั้งคู่เลยก็ได้ มานั่งเก๊กซิมทีหลังก็สายไปเสียแล้ว
ความเครียดและปัญหารอบตัวที่รุมเร้าก็เป็นหลุมพรางของการดำรงชีวิตคู่
บางช่วงชีวิตของคนเราอาจต้องตกหลุมอากาศกับเขาบ้าง ถ้าใครสักคนเกิดความทุกข์ขึ้นมา
อาจเป็นเพราะไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มีปัญหาหนี้สินรุงรัง ปัญหาวัยกลางคน
พ่อแม่อันเป็นที่รักเจ็บหนัก ฯลฯ บางครั้งตัวเองก็บอกไม่ได้ว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่
ถึงทำให้ชีวิตหมดความสุขไปเช่นนี้ โลกทั้งโลกจึงไม่น่าอยู่สำหรับเขา อยากจะหนีไปไกลๆ
จากสิ่งเดิมๆ ใครล่ะจะแจ็กพอตสุด
ก็คนใกล้ตัวนี่แหละที่จะถูกตัดขาดก่อน
เพราะต้องการหนีไปสู่อิสระอันแสนสุขตามที่คิดเพ้อฝันไปเอง อาจมีการพานหาเรื่องทะเลาะกันจนเรื้อรัง
พฤติกรรมแบบทุกข์แล้วมองไม่เห็นความดีของคนรอบตัวจะเป็นการนำไปสู่การหย่าร้าง
ซึ่งนั่นไม่ใช่ทางออกเพราะนอกจากไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ เหมือนกัน
แล้วยังทำให้คนที่น่าจะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือได้ดีที่สุดหายไปจากชีวิตด้วย
การตัดสินใจหย่าของเราต้องเกี่ยวข้องกับลูกๆ แน่ ลูกของเราคงไม่เหมือนในหนังฝรั่งหรอก
ที่ผู้สร้างมักตีขลุมเอาเองว่าเด็กๆ ต้องเข้าใจและหลุดพ้นจากความเจ็บปวดได้ในที่สุด
หากจะเป็นไปได้ก็ต้องอาศัยเวลาและความช่วยเหลือของผู้ใหญ่ในการปรับตัวปรับใจไม่น้อยทีเดียว
แล้วถ้ามองพ้นจากเรื่องลูกไป การหย่าร้างจะทำให้ชีวิตของเราและคู่ของเรารับผลกระทบกระเทือน
มากกว่าที่คาดคิดไว้ ต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูความรู้สึก เพราะฉะนั้นควรใช้สติตรึกตรองให้รอบคอบก่อน
อย่าให้อารมณ์ชั่ววูบ ยามทุกข์ โกรธ หรือยามสมองตีบตันตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ ไม่ต้องรีบร้อนกับเรื่องหย่า
เพราะการหย่าไม่ได้เป็นการยุติปัญหาเสมอไป
เกิดอะไรขึ้นหลังหย่า...
ไม่มีใครคิดว่าตัวเองจะเป็นสมาชิกชมรม "หย่าก็แย่ ไม่หย่าก็แย่"
เพราะเวลาที่อึดอัดไร้สุขจนอยากหย่าเหลือเกินมันยังจิตนาการชีวิตหลังหย่าไม่ออก
ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง บางคู่ก็เหมือนเกิดใหม่ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานขมขื่นเรื้อรัง
แต่บางคู่ก็ตระหนักว่าเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ และเสียดายว่าน่าจะแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น
เดี๋ยวนี้สังคมยอมรับมากกว่าแต่ก่อนแล้วก็จริง แต่ถ้าใครรู้เมื่อไหร่ก็ต้องซักถามสาเหตุ
หรือแสดงท่าทีที่เราอาจไม่อยากได้ยินได้ฟังเพื่อรื้อฟื้นเรื่องนี้อีก เพราะกำลังตกอยู่ในห้วงความรู้สึก
โดดเดี่ยวเดียวดายทนทุกข์ ล้มเหลว
เรื่องเงินก็เรื่องใหญ่นะคะจะบอกให้ ถ้าปกติสามีเป็นฝ่ายหาเลี้ยง ภรรยาไม่มีรายได้
เมื่อแยกกันก็จะลำบาก ยิ่งถ้าภรรยาต้องเป็นฝ่ายดูแลลูกด้วยแล้ว ก็ต้องคิดเรื่องนี้เป็นอันดับแรก
ว่าเราจะทำอย่างไร แล้วไหนจะเวลาในการดูแลลูก อบรมให้ความอบอุ่นลูกอีกล่ะ จะทำอย่างไร
ถ้าตัดสินใจแล้วก็ต้องเตรียมพร้อม
ดิฉันก็ไม่ได้หลับหูหลับตาบอกคุณๆ ว่า โปรดทนอยู่ในห้วงทุกข์แสนสาหัสของชีวิตคู่
จนกว่าชีวิตจะหาไม่เพื่อผดุงความเป็นครอบครัวไว้หรอกนะคะ เพียงแต่ว่าการตัดสินใจเลือกทางไหน
ก็มีข้อดีข้อเสียทั้งนั้น การไม่รีบร้อนตัดสินใจอดทนยอมยืดเวลาออกไปสักพัก
จะช่วยให้การตัดสินใจนั้นไม่ผิดพลาดโดยไม่จำเป็น น่าเสียดายออกค่ะชีวิตคู่
และครอบครัวที่เราร่วมสร้างกันมาตั้งไกล ถ้าพิจารณาไตร่ตรองแล้วว่าไม่เลวร้ายจนเกินไป
ก็ลองพยายามกอบกู้ดูสักตั้ง
การหย่าร้างจะใช่หนทางแก้ปัญหาของเราหรือไม่ ขอให้รู้ทันและแยกแยะให้ถูก
จะได้ไม่ต้องพลัดตกหลุมพรางของการหย่าร้าง
(update 25 ธันวาคม 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 91 ตุลาคม 2546 ]
|