ต้อหินนั้นเกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ เช่น
1. เกิดจากการใช้ยาหยอดตา ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ผสมอยู่ เช่น บางคนเป็นต้อลม
ต้อเนื้อหรือคันตา บางทีไปซื้อยามาใช้เอง ถ้าเป็นยาที่มีสเตียรอยด์ผสมอยู่ เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ
จะทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นและเกิดเป็นต้อหินได้ หรือบางคนไปพบจักษุแพทย์ด้วยเรื่องต้อลม ต้อเนื้อ
พอจักษุแพทย์จ่ายยาให้ก็เก็บตัวอย่างยาไว้ คราวหลังเป็นขึ้นมาอีกก็เอาตัวอย่างยานี้ไปซื้อมาใช้เอง
ใช้ไปนานๆ ก็เกิดต้อหินขึ้น ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่จำเป็นอย่าไปซื้อยาหยอดตามาใช้เอง
ควรให้จักษุแพทย์ตรวจจะดีกว่า
2. อุบัติเหตุ เช่น ตีแบด หรือตีเทนนิสแล้วลูกกระแทกใส่ตา
ทำให้เกิดแผลขึ้นภายในลูกตาบริเวณรูระบายน้ำภายในลูกตา ซึ่งจะทำให้น้ำภายในลูกตาระบายออกสู่ภายนอกไม่ได้
ก่อให้เกิดความดันตาสูงขึ้นทำให้เกิดเป็นต้อหินได้
เนื่องจากลูกตาเราจะเป็นลูกกลมๆ ภายในตาจะมีน้ำอยู่ 2 ส่วน ส่วนหน้าต่อเลนส์ตา จะเป็นน้ำใสๆ
ไม่เหนียวจะเรียกว่าน้ำหน้าเลนส์ตา ส่วนหลังต่อเลนส์ตา จะเป็นน้ำใสที่เหนียวหนืด จะเรียกว่า น้ำวุ้นตา ทั้ง 2 ชนิดนี้ เพื่อให้ลูกตาเราคงตัวอยู่เป็นทรงกลมอยู่ได้เหมือนลูกบอล ต้องมีลมซึ่งจะทำให้ลูกบอลเป็นทรงกลมได้
ทั้งนี้น้ำหน้าเลนส์ตา ต้องมีลมซึ่งจะทำให้ลูกบอลเป็นทรงกลมได้ ทั้งนี้น้ำหน้าเลนส์ตา
ถ้าถูกสร้างและระบายออกด้วยปริมาณที่เท่าๆ กัน ความดันภายในลูกตาก็จะคงที่ ถ้าสร้างด้วยอัตราเดิม
แต่ระบายออกได้น้อยลงก็จะทำให้ความดันตาสูงขึ้น อุบัติเหตุตาโดนกระแทกก็จะเกิดแผลเป็นตรงรูระบายน้ำภายในตา
ทำให้การระบายออกของน้ำในลูกตาลดลง ทำให้ความดันตาสูงขึ้น
3. ภาวะอักเสบภายในลูกตา หรือที่จักษุแพทย์เรียกว่า ม่านตาอักเสบ ซึ่งโรคนี้ช่วงมีการอักเสบ
จะมีปฏิกิริยาภายในน้ำหนาเลนส์ตา ทำให้มีโปรตีนหรือเม็ดเลือดขาวลอยไปอุดรูระบายของน้ำภายในลูกตา
ก่อให้เกิดการตันของรูระบายน้ำภายในลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้นได้ บางครั้งภาวะต้อหินที่เกิดจากม่านตาอักเสบ
อาจเกิดจากยาที่ใช้ในการรักษาเสียเอง เนื่องจากโรคม่านตาอักเสบนี้ ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุและยาที่เป็นหลักใหญ่
ของการรักษากลุ่มโรคม่านตาอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุมักเป็นยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์
ซึ่งบางครั้งอาจต้องให้ไปในรูปแบบของยารับประทาน หรือฉีดเข้าไปในบริเวณรอบๆ
ลูกตาให้ตัวยาซึมเข้าลูกตาอย่างช้าๆ ดังนั้นการรักษาโดยการใช้สเตียรอยด์
ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการทำให้เกิดความดันตาสูงขึ้นได้
4. จากสาเหตุอื่นๆ เช่น ในคนไข้ที่เป็นเบาหวานและไม่เคยได้รับการตรวจจอประสาทตาจากจักษุแพทย์
ในบั้นปลายจะเกิดภาวะเบาหวานขึ้นจอตา ซึ่งในระยะท้ายๆ ของโรคนี้จะมีเส้นเลือดเกิดใหม่ที่ม่านตา
และทำให้เกิดการตันของรูระบายน้ำภายในลูกตา กรณีนี้เรียกว่า ภาวะต้อหินชนิดที่มีเส้นเลือดใหม่บริเวณม่านตา
ซึ่งจะรักษายากสุดในต้อหินทั้งหมด ในบางคนอาจรักษาได้แค่บรรเทาอาการปวดเท่านั้น แต่สายตาไม่สามารถรักษาได้ ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ผู้อ่านที่เป็นเบาหวานไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจว่ามีเบาหวานขึ้นบนจอตาหรือไม่
โดยให้ถือตามเกณฑ์ง่ายๆ ดังนี้
1. ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานที่มีอายุไม่ถึง 30 ปี ให้ไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาเบาหวานขึ้นจอตา
ภายในระยะเวลา 5 ปีภายหลังจากที่ตรวจพบว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวาน
2. ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุเกิน 30 ปี หรือผู้ป่วยหญิงที่ตั้งครรภ์
ขอให้หาเวลาว่างไปพบจักษุแพทย์สักครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจหาเบาหวานขึ้นจอตา
ทั้งนี้การตรวจหาเบาหวานขึ้นจอตา จักษุแพทย์จะทำการขยายม่านตาเพื่อดูบริเวณจอประสาทตา
หลังจากตรวจเสร็จแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการตามัวจากการขยายม่านตาประมาณ 6 ชั่วโมง
ดังนั้นจึงควรพาญาติไปด้วย เพื่อช่วยพากลับหลังจากตรวจเสร็จแล้ว
นอกจากนี้ต้อหินยังอาจเกิดจากต้อกระจกที่สุกแล้วทำให้เลนส์ตาที่สุกเกิดการบวมน้ำขึ้นไปอุดรูระบายน้ำภายในลูกตา
ภาวะนี้ก่อให้เกิดต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน คนไข้จะมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดตามาก ตาแดง
และเมื่อตรวจจะพบต้อกระจกที่สุกแล้วเกิดบวมน้ำขึ้น วิธีการรักษาในภาวะแบบนี้คือการลดความดันตาลง
และทำการผ่าตัดต้อกระจกที่สุกแล้วออก กรณีเช่นนี้แม้จะพบอยู่บ้างแต่ก็มีไม่มาก
อีกสาเหตุหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ที่เป็นต้อหินก็คือ เกิดเองโดยไม่ทราบสาเหตุ
แต่จะพบว่าเป็นในกลุ่มคนที่มีประวัติเหล่านี้คือ
1. ประวัติครอบครัว ถ้ามีประวัติพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคต้อหินมากว่าคนอื่นๆ ทั่วไป
2. อายุที่มากขึ้น พบว่าโรคนี้มีอุบัติการณ์ที่สูงขึ้นตามอายุ ในคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
มีโอกาสพบต้อหินร้อยละ 1.5 ส่วนอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสพบต้อหินร้อยละ 3
3. เชื้อชาติ พบโอกาสเกิดโรคต้อหินในคนผิวดำจะมากกว่าในคนผิวขาวประมาณ 3 เท่า
4. สายตา พบว่าสายตาสั้นจะมีโอกาสเกิดต้อหินชนิดมุมเปิดสูง ส่วนสายตายาวจะมีโอกาสเกิดต้อหินชนิดมุมปิดสูง
5. ค่าความดันตา พบว่าคนที่มีความดันตาเกิน 22 มิลลิเมตรปรอท
ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหินมากกว่าคนที่มีความดันต่ำกว่า 22 มิลลิเมตรปรอท
ต้อหินชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ มีกี่ชนิด
ต้อหินที่ไม่ทราบสาเหตุนี้ที่คนส่วนใหญ่เป็นกัน แบ่งออกเป็นหลายชนิดขึ้นกับวิธีการแบ่ง เช่น
จักษุแพทย์บางคนแบ่งออกเป็น ต้อหินชนิดความดันตาต่ำกับต้อหินชนิดความดันตาสูง
ถึงตอนนี้ขออธิบายถึงต้อหินชนิดความดันตาต่ำหน่อยนะครับ โรคนี้ภาษาอังกฤษจะเรียกเป็น low tension glaucoma
หรือ normal tension glaucoma ในสมัยก่อน การวินิจฉัยโรคต้อหินจะคิดว่าเป็นจากความดันตาที่สูงอย่างเดียว แต่ในระยะหลังจะพบว่ามีคนไข้บางคนมีทุกอย่างเหมือนโรคต้อหิน เพียงแต่ความดันตาไม่เคยสูงเกิน 22 มิลลิเมตรปรอท
สักครั้งเดียว วัดกี่ครั้งกี่ครั้งก็ไม่สูง โรคนี้พบมากในแถบประเทศญี่ปุ่น ยังไม่มีคำอธิบายสาเหตุการเกิด
และการรักษาจะค่อนข้างยากกว่าต้อหินชนิดความดันตาสูง ซึ่งเราพอจะคำนวณได้ว่าจะลดความดันตาผู้ป่วย
ให้ลงมาอยู่ระดับใดจึงจะปลอดภัยต่อคนไข้ แต่โรคนี้บางครั้งวัดความดันได้แค่ 10 มิลลิเมตรปรอทเอง
แต่คนไข้ก็มีการถูกทำลายของเส้นประสาทตาต่อไปเรื่อยๆ
ต่อมาคือ โรคต้อหินชนิดความดันตาสูง ก็คือ ความดันตาสูงเกิน 22 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น
ต้อหินมุมตาเปิดกับต้อหินมุมตาปิด คำว่าเปิดหรือปิดจักษุแพทย์จะใช้เลนส์พิเศษดูว่า เห็นรูระบายน้ำภายในลูกตาหรือไม่
ถ้าเห็นก็เรียกว่าเป็นมุมตาเปิด ถ้าไม่เห็นก็เรียกว่ามุมตาปิด ที่ต้องแบ่งเป็นมุมตาเปิดหรือปิด
เพราะว่ามุมตาเปิดเราอาจจะรักษาโดยการใช้ยาได้อาจจะเป็นยาหยอดหรือยากิน ส่วนต้อหินชนิดมุมตาปิด
เรามักจะใช้วิธีอื่นร่วมกับการใช้ยา เช่น การผ่าตัด หรือ เลเซอร์ ขึ้นกับว่ามุมตาปิดมากน้อยแค่ไหน
และปิดแน่นแค่ไหน ในบางกรณีมุมตาปิดมาไม่นานเราอาจจะใช้เลเซอร์ยิงเพื่อให้มุมตาเปิดกว้างยิ่งขึ้นได้
(update 3 มีนาคม 2003]
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 11 พฤศจิกายน 2545 ]
|