ในบรรดาประสาทสัมผัสทั้ง 5 สายตาดูเหมือนจะส่งตรงจากหัวใจได้มากที่สุด (อ้างอิงจากคน in love)
หลายคนลงความเห็นว่า ดวงตาสำคัญมากจริงๆ แต่กว่าจะรู้ตัวก็เกือบจะสายเกินไป จนมีการตั้งคำถามว่า
เมื่อไรกันแน่ที่ต้องพบจักษุแพทย์ และหากไม่มีอาการอะไรเลยจำเป็นหรือไม่ที่ต้องพบจักษุแพทย์
เพื่อให้หายสงสัย ลองมาดู 3 กลุ่มเสี่ยง เรียงตามลำดับอายุกัน
1. กลุ่มวัยเด็ก
แม้เด็กจะไม่มีอาการ แต่ผู้ปกครองควรพาเด็กไปพบจักษุแพทย์ครั้งแรกตอนอายุ 6 เดือน
ครั้งต่อไปตรวจเมื่อเด็กอายุ 2-3 ขวบ หลังจากนั้นควรตรวจช่วงวัยเรียนประมาณ 5-6 ขวบ
ถ้าเด็กรู้สึกว่าสายตาไม่ปกติไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ควรพบจักษุแพทย์ทันทีไม่ต้องรอให้เด็กโต
เพื่อทำการรักษาก่อนจะลุกลาม
ในรายที่เด็กมีปัญหาทางสายตาและต้องการตัดแว่นสายตาคู่แรก
ควรตัดโดยจักษุแพทย์เพราะมีความแม่นยำสูงและการวัดสายตาก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
หากแว่นตาคู่แรกสั้นมากกว่าความเป็นจริงจะส่งผลให้คู่ต่อๆ ไปสั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
2. กลุ่มไม่มีอาการ แต่เสี่ยงสูง
2.1 ในบุคคลที่อายุเกิน 40 ปี ถือว่าเป็นวัยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคตา โดยผู้ที่ไม่เคยตรวจตามาก่อน
จะมีความเสี่ยงสูงต่อต้อหิน ต้อกระจก และสายตายาว
2.2 ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคต้อหิน โดยเฉพาะต้อหินชนิดเฉียบพลัน
เพราะพบว่าสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเป็นต้อหินชนิดเดียวกัน
ส่วนคนที่มีประวัติคนในครอบครัวมีจอประสาทตาหลุดลอกหรือสายตาสั้นมากๆ ก็ควรพบจักษุแพทย์
เพราะมีโอกาสเกิดโรคของจอประสาทตาหลุดลอกหรือเกิดรูฉีกขาดของจอประสาทตาและโรคต้อหิน
ซึ่งผลสุดท้ายอาจถึงขั้นตาบอดได้
2.3 ผู้ที่มีโรคประจำตัวทางกายบางอย่าง เช่น เบาหวาน ความดัน
คนกลุ่มนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสุขภาพตาควบคู่ไปด้วยเพราะมีโอกาสเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้
โดยเฉพาะเบาหวานควรตรวจแต่เนิ่นๆ เพราะส่วนใหญ่อาการจะไม่ปรากฏในปีแรกๆ ที่เป็น
ถ้ารอให้มีอาการอาจเป็นอันตราย
3. กลุ่มที่เสี่ยงที่สุด
กลุ่มนี้มีอาการทางตาแล้ว จึงควรรีบพบจักษุแพทย์ก่อนที่อาการจะลุกลาม
จนยากต่อการรักษาให้หายเป็นปกติหรือรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น
โรคทางตาที่สำคัญมีดังนี้
3.1 โรคต้อหิน ถ้าทิ้งไว้นาน โดยไม่ตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ ต้อหินจะทำให้จอประสาทตาเสียถาวรได้
ซึ่งหากถึงเวลานั้นย่อมสูญเสียการมองเห็นแน่นอน
3.2 จอประสาทตาหลุดลอก ผู้ป่วยจะมีอาการสายตาพร่ามัวเหมือนมีตะกอนวุ้นลอยไปลอยมาหรือมีแสงแวบๆ
เหมือนมีอะไรมาบัง มองเห็นไม่ชัด อาการเหล่านี้อาจเกิดจากจอประสาทตาเป็นรู ซึ่งถ้าตรวจพบตั้งแต่แรกเริ่ม
จักษุแพทย์จะสามารถใช้เลเซอร์ยิงปิดรูไม่ให้ลุกลามกลายเป็นจอประสาทตาหลุดลอกได้
3.3 เบาหวานขึ้นจอประสาทตา ในผู้ที่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน ควรพบจักษุแพทย์แต่เนิ่นๆ
เพื่อป้องกันเบาหวานขึ้นตา แม้ว่าเบาหวานขึ้นจอประสาทตาจะรักษาไม่หายขาดแต่ก็สามารถลดความรุนแรง
ของการสูญเสียตาที่จะเกิดขึ้นได้
3.4 โรคติดเชื้อ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรรีบมาพบจักษุแพทย์ทันทีก่อนที่จะติดเชื้อรุนแรง
ซึ่งอาจถึงขั้นที่แม้รักษาหายแล้วก็ยังเป็นแผลเป็นที่กระจกตา การมองเห็นจะไม่กลับมาชัดเจนเหมือนเดิม
โดยโรคติดเชื้อที่พบบ่อย เช่น โรคติดเชื้อจากตาแดงและการติดเชื้อจากคอนแทคเลนส์
3.5 อุบัติเหตุทางตา ควรพบจักษุแพทย์โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุจากของมีคม ของเล่นเด็ก
อุบัติเหตุทางรถยนต์หรืออุบัติเหตุจากการทำงาน เช่น มุมกระดาษทิ่มตา กาวตราช้างเข้าตา
หรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวการเชื่อมอ๊อกโดยไม่ใช้แว่นตาป้องกัน เพราะกลุ่มเหล่านี้เสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคตาอันตรายตามมา
ท่านที่อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงก็พยายามพบแพทย์กันบ้าง ตาจะได้ทำหน้าที่ "หน้าต่าง" ได้อย่างสมบูรณ์
(update 6 พฤศจิกายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9 ตุลาคม 2546 ]
|