เป้าหมายในการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืดมีหลายประเด็นมากโดยเริ่มตั้งแต่
1. อาการของผู้ป่วย ถ้าเป็นไปได้ ดีที่สุดคือ ไม่มีอาการเลย หรือมีอาการเล็กน้อย
อาการในเวลากลางคืน ไม่ควรมีเลย เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
2. ผู้ป่วยไม่ควรมีอาการจนต้องไปโรงพยาบาลในเวลาฉุกเฉิน
3. ผู้ป่วยมีความจำเป็นในการใช้ยา ขยายหลอดลมน้อยมาก (สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือน้อยกว่าก็ยิ่งดี)
4. ผู้ป่วยมีกิจกรรมปกติใช้ทุกอย่างรวมถึงการออกกำลังกายด้วย
5. ค่าของการวัดสมรรถภาพปอดไม่แปรปรวนในระหว่างวันมากเกินกว่า 20 เปอร์เซ็นต์
6. ค่าของการวัดสมรรถภาพปอดอยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือเกือบปกติ
7. ผู้ป่วยไม่มีอาการข้างเคียงจากยาที่ใช้ในการรักษา
เราจะดูรายละเอียดในเรื่องของการวัดสมรรถภาพของปอด
การวัดสมรรถภาพของปอดในผู้ป่วยโรคหอบหืด เทียบได้กับการวัดความดันในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
เทียบได้กับการตรวจน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
การวัดสมรรถภาพของผู้ป่วยโรคหอบหืด สามารถแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือการวัดที่เรียกว่า SPIRMETRY
ซึ่งแพทย์มักจะทำในการดูผู้ป่วยครั้งแรก และทำนานๆ ครั้ง เพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยมีสมรรถภาพปอดที่ดี
สำหรับการวัดแบบที่ 2 เรียกว่า PEAK EXPIRATORY FLOW ซึ่งผู้ป่วยสามารถวัดเองได้ที่บ้าน
โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า PEAK EXPIRATORY FLOW ซึ่งมีหลายแบบ แต่วิธีการทำงานก็จะเหมือนกัน คือให้ผู้ป่วยสูดลมหายใจเข้าให้เต็มปอดแล้วเป่าลมออกมาทางปากผ่านเครื่องวัด PEF METER
ซึ่งจะมีแกนวิ่งได้และมีตัวเลขต่างๆ กัน หน่วยที่ได้จะเป็นลิตรต่อนาที
การวัดด้วยเครื่อง PEF METER สามารถทำได้ทั้งที่บ้าน ในห้องฉุกเฉิน ในคลินิกแพทย์
การวัดอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ผู้ป่วยระมัดระวังตัวในกรณีที่มีอาการกำเริบ
ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ยาขยายหลอดลมได้ทันท่วงทีก่อนที่โรคจะกำเริบมากขึ้น
การวัดที่บ้านมักจะแนะนำ ให้ทำที่บ้านวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ในช่วงแรกๆ ของการดูแลรักษา และอาจจำเป็นไปตลอดสำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืดที่มีความรุนแรงปานกลางจนถึงรุนแรงมาก
การวัด PEF
ผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่และเด็กที่มีอายุมากกว่า 5 ปี มักจะสามารถใช้เครื่องเป่า PEF ได้ดี การวัด PEK ที่ถูกต้อง
ทำได้โดยให้ผู้ป่วยยืนขึ้นและจับเครื่องวัด โดยไม่มีนิ้วมือไปขวางทางของเข็มวัด ต่อจากนี้
ก็หายใจให้เต็มปอดแล้วตามด้วยการเป่าออกทางปากให้แรงที่สุดและเร็วที่สุด ให้ทำ 3 ครั้ง
แล้วเลือกตัวเลขที่ดีที่สุด เนื่องจากการวัด PEF จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยในการเป่า
จึงต้องมีการสอนและการดูแลเป็นระยะจากแพทย์ว่าทำได้ถูกต้องหรือไม่
ดังได้กล่าวแล้วว่า การวัดควรจะมีการวัดตอนเช้าและตอนเย็นของวันเดียวกัน
เพื่อที่จะได้ทราบว่าในแต่ละวันสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคหอบหืดมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์
(ในปกติค่า PEF ในระหว่างวันจะแตกต่างกันได้ แต่ไม่เกิน 10-15 เปอร์เซ็นต์)
การแปรผล
ค่า PEF จะแตกต่างกันโดยมีความสัมพันธ์กับ ความสูง เพศ เชื้อชาติ และอายุ
อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจจะได้ค่ามากกว่าหรือน้อยกว่าค่าเฉลี่ยได้
ตัวเลขที่ควรใช้ในการอ้างอิงของแต่ละคน ซึ่งอาจ ต่างกันได้ แพทย์ผู้ดูแลจะพิจารณา
และหาค่าที่เรียกว่า PERSONAL BEST NUMBER ของผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อใช้ในการอ้างอิงในอนาคต
สำหรับความแปรปรวนในแต่ละวัน คำนวณได้จากสูตร
|
ความแปรปรวน = PEF เช้า PEF เย็น / 1/2 (PEF เช้า + PEF เย็น) X 100
|
|---|
ซึ่งไม่ควรมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์
การใช้ประโยชน์จากเครื่อง PEF Meter ที่บ้าน
เมื่อเราสามารถหาตัวเลข PERSONAL BEST NUMBER ของผู้ป่วยได้แล้ว
เราก็จะมาทำเป็นช่วงๆ 3 ช่วง ตามสัญญาณไฟจราจรได้แก่
- ช่องสีเขียว (80-100 เปอร์เซ็นต์ของตัวเลขที่ดีที่สุด) หมายความว่า ไฟเขียวผ่านตลอด
ผู้ป่วยไม่ควรมีอาการอะไร ปลอดภัย
- ช่องสีเหลือง (60-80 เปอร์เซ็นต์ของตัวเลขที่ดีที่สุด) หมายความว่า ผู้ป่วยเริ่มมีอาการหอบ ไอ
หายใจแน่นหน้าอก ซึ่งกรณีนี้ผู้ป่วยควรใช้ยาขยายหลอดลมเอง โดยวิธีการสูดเมื่อพ่นยา 1 ครั้ง
หลังจากนั้นควรเป่า PEF Meter อีกครั้ง หลังจากใช้ยาได้ 20-30 นาที ถ้าดีขึ้นจนเป็นปกติ ก็ไม่เป็นไร
ถ้ายังไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ให้ใช้ยาขยายหลอดลมอีกครั้ง ถ้าแย่ลงจนถึงช่องสีแดง
- ช่องสีแดง (ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของตัวเลขที่ดีที่สุด) ถ้าผู้ป่วยอยู่ในช่องสีแดง
ให้ใช้ยาขยายหลอดลมได้ทันที แล้วดูอาการเป็นระยะๆ
และไปพบแพทย์ทันทีถ้าตัวเลขยังอยู่ในช่องสีแดง
สำหรับอุปกรณ์ PEF Meter รุ่นใหม่ๆ ก็มักจะมีที่ติดสติ๊กเกอร์สำหรับเขียนตัวเลขในแต่ละช่องสีได้เลย
เพื่อให้ผู้ป่วยได้เห็นได้ชัดเจน
ราคาของ PEF Meter หลายชนิด โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ซึ่งราคาค่อนข้างสูง
เนื่องจากยังไม่มีการผลิตภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์นี้มีความจำเป็นอย่างมากในการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืด
(update 17 กรกฎาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 4 พฤษภาคม 2546 ]
|