ก้าวทันโรคภูมิแพ้


เคยมีคำพูดว่า " ความรู้ไม่มีวันที่จะเรียนหมด" คำพูดนี้เป็นสัจธรรม แม้แต่ในทางการแพทย์ก็เช่นกัน วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปมากในทุกๆ ด้าน ความรู้ใหม่ๆ หลักฐานทางการแพทย์ใหม่ๆ ทำให้แพทย์จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา ในฉบับนี้เราจะมาดูว่ามีอะไรใหม่ๆ บ้างในเรื่องของโรคภูมิแพ้

เรื่องแรกก็คือ การติดเชื้อไวรัสหวัดในผู้ป่วยโรคหอบหืด

เมื่อเปรียบเทียบกับคนธรรมดา เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ไวรัสหวัดสามารถที่จะกระตุ้นให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดมีอาการกำเริบได้ แต่ถ้าถามว่า คนไข้โรคหอบหืดติดเชื้อไวรัสได้ง่ายกว่าคนธรรมดาหรือไม่ อันนี้ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ มีการศึกษาในคู่สามีภรรยาจำนวน 76 คู่ โดยมีสามีภรรยา คนใดคนหนึ่งเป็นโรคหอบหืดอยู่ กับอีกคนปกติมีการสำรวจเชื้อในโพรงจมูกของทั้งคู่สามีภรรยาเป็นระยะ พบว่าอัตราการพบเชื้อไวรัสในโพรงจมูกของทั้ง 2 ฝ่ายใกล้เคียงกันมาก แต่โอกาสพบการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่างในผู้ป่วยโรคหอบหืดมีมากกว่า นอกจากนั้นแล้วยังพบว่าอาการแสดงของโรคติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่าง ของผู้ป่วยโรคหอบหืดมีมากกว่าคนธรรมดาและระยะเวลาการเจ็บป่วยก็จะเป็นนานกว่าด้วย

จากการศึกษานี้ สรุปได้ว่า ผู้ป่วยโรคหอบหืดไม่ได้เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเป็นโรคหวัดมากกว่าคนธรรมดา อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโรคหอบหืดเสี่ยงมากกว่าคนธรรมดาที่จะเป็นติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่าง และระยะเวลาการเจ็บป่วยก็นานกว่าด้วย

เรื่องที่สอง การติดเชื้อไวรัสหวัดในผู้ป่วยโรคหอบหืด คือ หมอนและผ้าห่มนอนที่ภายในบรรจุด้วยขนเป็ด เป็นแหล่งที่สะสมเจ้าตัวไรฝุ่น ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่เชื่อกันมากมาย แพทย์ภูมิแพ้ส่วนใหญ่ก็จะแนะนำว่า ไม่ควรใช้หมอนพวกนี้ ถ้ามีก็ควรเอาออกจากห้องนอน

ในอดีตแพทย์เชื่อว่า ผู้ป่วยแพ้ขนเป็ดที่อยู่ในหมอน ในปัจจุบันมีผู้พิสูจน์ยืนยันแล้วว่า มีผู้ป่วยแพ้ขนเป็ดจริงๆ แต่พบได้น้อยมาก ความจริงผู้ป่วยในอดีตที่คิดว่า แพ้ขนเป็ด เป็นผู้ป่วยที่แพ้ตัวไรฝุ่นต่างหาก เพราะว่าในอดีต เทคนิคการทำหมอนขนเป็ดยังไม่ก้าวหน้าพอ ขนเป็ดที่เก็บไว้นานๆ ก็จะมีตัวไรฝุ่นเข้าไปอาศัยอยู่ แต่ในปัจจุบัน ขนเป็ดที่จะนำมาบรรจุเป็นหมอน ต้องผ่านการซักและเป่าแห้งที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ทำให้ตัวไรฝุ่นตายหมด

มีการศึกษาจากประเทศสวีเดน ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาว พบว่า เด็กแรกเกิดที่พ่อแม่ใช้หมอนที่มีขนเป็ด รวมทั้งให้ลูกนอนด้วยเมื่ออายุ 6 เดือน และติดตามดูเด็กเหล่านี้ไปเรื่อยๆ จนเด็กอายุ 4 ขวบ ไม่พบว่าการใช้หมอนขนเป็ดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคภูมิแพ้ที่หลอดลม แต่กลับพบว่า เด็กแรกเกิดที่ใช้หมอนซึ่งภายในเป็นใยสังเคราะห์ เมื่ออายุมากขึ้นกลับพบโรคภูมิแพ้ที่มากกว่าคำอธิบาย ที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ ใยผ้าที่นำมาเป็นหมอนขนเป็ดมีการถักทอที่แน่นมาก แทบไม่มีช่องว่าง ทำให้ตัวไรฝุ่นไม่สามารถคลานเข้าไปอาศัยอยู่ในหมอน และเจริญเติบโตปล่อยลูกหลานออกมา ในขณะที่หมอนใยสังเคราะห์มีช่องว่างมากมาย ทำให้ตัวไรฝุ่นสามารถเข้าไปอาศัยและแพร่พันธุ์ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผู้ป่วยเปลี่ยนมาใช้หมอนขนเป็ดนะครับ เพียงแต่ถ้ามีอยู่ก็ไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ แต่ถ้าไม่มีก็ต้องไปซื้อ เพราะว่าหมอนขนเป็ดเป็นหมอนที่มีราคาแพงมาก เมื่อเทียบกับหมอนใยสังเคราะห์ธรรมดา สำหรับผู้ที่ใช้หมอนใยสังเคราะห์ก็อาจจำเป็นต้องซักบ่อยขึ้น เช่น สัปดาห์ละ 1 ครั้งหรือ 2 สัปดาห์ครั้ง และใช้น้ำอุณหภูมิสูงปานกลาง เช่น 55-60 องศาเซลเซียส ก็จะสามารถลดปริมาณตัวไรฝุ่นลงได้

เรื่องที่สาม คือ ยาทาชนิดใหม่สำหรับโรคภูมิแพ้ที่ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)

ในอดีต ยาทาที่สามารถใช้รักษาโรคภูมิแพ้ที่ผิวหนัง มีเพียงชนิดเดียวคือ ยาทาที่มีฮอร์โมนสเตียรอยด์พอพูดถึง สเตียรอยด์ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็มักจะกลัว กังวลเรื่องอาการข้างเคียงของยานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาจะใช้ยานี้กับผู้ป่วยเด็ก พ่อแม่ก็มักปฏิเสธไว้ก่อนจนกว่าแพทย์จะอธิบายให้เข้าใจว่าความจริงสเตียรอยด์เป็นที่ยา ที่จำเป็นสำหรับการรักษาโรคบางโรคและการใช้ยาสเตียรอยด์ที่อยู่ในการดูแลของแพทย์ก็ค่อยข้างปลอดภัย โรคแทรกซ้อนจากยาสเตียรอยด์ชนิดทา ถ้าใช้นานๆ ก็จะทำให้เกิดโรคจากเชื้อราได้ นอกจากนั้นถ้าทาในบริเวณกว้างมาก ปริมาณยาที่ถูกดูดซึมอาจเข้าไปรบกวนการทำงาน ของระบบฮอร์โมนในร่างกายได้

เมื่อปีที่แล้ว องค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับรองการจำหน่ายยาชนิดใหม่ 2 ชนิด เป็นยาทาสำหรับโรคภูมิแพ้ที่ผิวหนัง

การพัฒนายาทาสำหรับโรคภูมิแพ้น่าสนใจมาก เดิมนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในประเทศญี่ปุ่น ใช้ยาตัวนี้เป็นชนิดรับประทานหรือยาชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด สำหรับผู้ป่วยที่เปลี่ยนอวัยวะ เช่น การเปลี่ยนไต ตับ โดยยาตัวนี้ช่วยลดภูมิต้านทานบางอย่างที่จะทำให้ร่างกายผู้ป่วยปฏิเสธอวัยวะใหม่ที่ไม่ใช่ของตัวเอง หลังจากนั้น ทีมวิจัยได้พยายามพัฒนาจนเป็นยาชนิดทาสำหรับโรคภูมิแพ้ที่ผิวหนังได้

เนื่องจากยาทาใหม่นี้ไม่ใช่สเตียรอยด์ ทำให้ปัญหาอาการข้างเคียงของสเตียรอยด์หมดไป อย่างไรก็ตาม ยาใหม่นี้ก็มีอาการข้างเคียงของยาเช่นกัน ที่พบบ่อยก็คือ อาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่ทายา ซึ่งมักเป็นสาเหตุที่ผู้ป่วยเลิกใช้ยา ข้อเสียอีกอย่างก็คือ ราคายังแพงมาก มากกว่าสเตียรอยด์ นอกจากนั้นแล้ว ถ้าอาการของโรคเป็นมาก ก็ยังจำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์อย่างเดิม สำหรับในประเทศไทย ยาชนิดนี้ยังไม่มีการจำหน่ายในเวลานี้

เรื่องที่สี่ คือ การรักษาโรคภูมิแพ้โดยการอมใต้ลิ้น

เป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่า การฉีดยาเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เป็นวิธีการที่ได้ผลดี แต่ก็ยังมีข้อเสียหลายประการ เช่น มีโอกาสเสี่ยงต่อการแพ้ชนิดรุนแรง จำเป็นต้องทำในสถานที่ที่เหมาะสม มีความพร้อมในการรักษาอาการแพ้ที่รุนแรง

ในปัจจุบันมีความพยายามที่จะหาวิธีกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อใช้รักษาโรคภูมิแพ้ โดยการอมไว้ใต้ลิ้น ซึ่งมีการศึกษาในประเทศทางยุโรปหลายครั้ง ผลการศึกษาก็มีการยืนยันว่าให้ผลดีทีเดียว อาการข้างเคียงที่รุนแรงแบบการฉีดใต้ผิวหนังแทบจะไม่พบเลย วิธีการรักษาก็สะดวกมากกว่าการฉีดยามาก ระยะแรกอาจจำเป็นต้องทำที่โรงพยาบาล แต่เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอาการข้างเคียงมาก ก็สามารถที่จะให้ผู้ป่วยนำกลับไปทำเองที่บ้านได้ วิธีนี้คงเป็นความหวังใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ที่ไม่สามารถรักษาโดยวิธีอื่นได้ในอนาคต ขอทบทวนนิดหนึ่งนะครับว่า การรักษาโรคภูมิแพ้ประกอบด้วย

1. การหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ ซึ่งยังเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดถ้าทำได้ เช่น ถ้าแพ้ขนแมว ขนสุนัข การเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ไว้ในบ้านก็คงจะไม่เหมาะสมอย่างแน่นอน
2. การใช้ยารักษาและป้องกันอาการ ซึ่งมีตัวยาที่ใช้รับประทานและยาพ่นจมูก
3. การฉีดยารักษาโรคภูมิแพ้ แพทย์มักจะแนะนำวิธีนี้ ถ้าการรักษาโดยใช้วิธีที่ 1 และ 2 ไม่ได้ผลดี
เรื่องสุดท้าย คือ สิ่งแวดล้อมบางอย่างมีผลต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ เด็กที่เกิดและได้รับการเลี้ยงดูในชนบท เช่น ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีสารก่อภูมิแพ้ อย่างเช่น เกสรหญ้า ขนสัตว์ เป็นต้น กลับมีอัตราการเกิดโรคภูมิแพ้น้อยกว่าเด็กที่เกิดและได้รับการเลี้ยงในเมืองใหญ่ที่แออัด

นักวิทยาศาสตร์กำลังหาคำอธิบายที่เหมาะสมกับเรื่องนี้อยู่ โดยมุ่งประเด็นไปที่ว่า ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในชนบท เด็กที่เกิดและเติบโตในสิ่งแวดล้อมแบบนั้น ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจได้รับการกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัว ตั้งแต่เกิด ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายพัฒนาไปในทิศทางที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้น้อยลง ซึ่งต่างจากการเลี้ยงดูในเมืองใหญ่ๆ แออัดยัดเยียด

มีการศึกษาแบบเดียวกันนี้หลายครั้ง และมาจากประเทศต่างๆ ผลการศึกษาก็ออกมาตรงกันว่า สิ่งแวดล้อมในชนบท การเลี้ยงดูแบบธรรมดาในฟาร์มสามารถลดการเป็นโรคภูมิแพ้ได้


(update 12 มิถุนายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 2 มีนาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600