ต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่ตั้งชื่อเรื่องที่ฝรั่งไปหน่อย แต่เพื่อให้ท่านได้ทำความรู้จักคุ้นเคย
กับยาบำบัดความเจ็บป่วยบางขนานในยุคใหม่ที่ต่างไปจากยารักษาโรครุ่นก่อนๆ
เผื่อว่าท่านอ่านบทความวิชาการหรือบทความภาษาอังกฤษ แล้วพบคำว่า "Life Style Drugs" (ไลฟ์ สไตล์ ดรัก)
จะได้ทราบว่ามันคืออะไร
เมื่อก่อนนี้ คนเรารับประทานยาเพื่อรักษาโรคหรือบรรเทาปวด เช่น ปวดฟันหรือปวดศีรษะก็รับประทานยาบรรเทาปวด
เป็นโรคติดเชื้อก็รับประทานยาปฏิชีวนะ เป็นหืดก็ใช้ยาบรรเทาอาการหอบหืด ตรงไปตรงมาดี
แต่เดี๋ยวนี้ผู้คนฐานะดีสมัยใหม่ที่เริ่มแก่ตัวลง กลับมองหาวิธีที่ตนจะยังมีคุณภาพชีวิต
หรือหน้าตาที่ดูดีเหมือนอย่างตอนที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ จึงเกิดการแสวงหาทางบรรลุเป้าหมายนั้น
จนเกิดกระแสสนองความต้องการ เมื่อบรรดาบริษัทยาเกิดปิ๊งขึ้นมาว่ายาต่างๆ ก็สามารถทำให้คนเรารู้สึกตัวว่าดีขึ้นได้
เกิดเป็นคลื่นแห่งการผลิตยาเสริม "คุณภาพชีวิต" หรือ ยาปรับวิถีชีวิต (Life Style Drugs) นั่นเอง
เกิดเป็นยาที่สั่งจ่ายทั้งโดยแพทย์ หรือยาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปโดยไม่ใช่เพื่อรักษาโรค
แต่เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นยาที่กินแล้วอารมณ์ดีขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้น
เตะปี๊บดังขึ้น ไปจนถึงรูปร่างดีขึ้น
เดี๋ยวนี้จึงปรากฏว่าจะยากดีมีจนอย่างไร คนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุก็มุ่งแสวงหาความสุขใจจากยา
ทั้งที่เป็นคนสุขภาพดีพอใช้ได้อยู่แล้ว ผลก็คือเข้าล็อคบริษัทยาแต่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้า
ให้แก่กระทรวงที่ดูแลสุขภาพประชาชน ตลอดจนบริษัทประกันสุขภาพที่ถูกเรียกร้องให้จ่ายค่ายาแทน
ทางการของสหรัฐอเมริกา จึงต้องออกโรงมาปฏิเสธไม่ให้ข้าราชการเบิกค่ายาบางขนาน
ที่ไม่เกี่ยวกับความเจ็บป่วยแท้จริงและบ่อยครั้งห้ามการจำหน่ายยาดังกล่าวหากไม่มีใบสั่งจากแพทย์
แต่แทนที่จะชลอกระแสการแสวงหายา ผู้คนกลับยิ่งเพิ่มความตั้งใจโดยมองหาพ่อค้าคนกลาง
พ่อค้าผ่านอินเตอร์เน็ท หรือพ่อค้ายาข้ามชาติให้ช่วยจัดหายาให้ตนหน่อย
ยาขนานที่เข้าข่ายเป็นไลฟ์สไตล์ดรัก ซึ่งฮิตติดตลาดอยู่ในขณะนี้จะหนีไม่พ้นยาไวอากรา
ซึ่งมียอดจำหน่ายถึง 551 ล้านเหรียญ ภายใน 6 เดือนแรกที่วางตลอด และเพิ่มเป็น 2,000 ล้านเหรียญในปี 2544
และต่อมาพอสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ของสหรัฐอเมริกาแถลงว่ามีชาวอเมริกัน 55% หรือ 97 ล้านคน
ที่เข้าข่ายน้ำหนักตัวเกินหรือเข้าข่ายอ้วน ทำให้ยาทั้งหลายที่มีสรรพคุณลดความอ้วนขายดิบขายดี
ยกตัวอย่างเช่น ยาเซนิคาล (XENICAL)
บริษัทโรช ผู้ผลิตยาเซนิคาลเลือกจังหวะได้ดีมากในการเปิดตัวเภสัชภัณฑ์ขนานนี้
เพราะวงการแพทย์รณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนว่าความอ้วนเรื้อรังเป็นบ่อเกิดของโรค
หรือภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่อสุขภาพ ซึ่งยาเซนิคาลช่วยได้ ประชาชนที่ใจร้อนต้องการลดน้ำหนักเร็วๆ
ก็จะแสวงหายาขนานนี้จนบริษัทผู้ผลิตคาดว่าภายใน 5 ปี ที่ยานี้ออกจำหน่าย ยอดขายจะพุ่งสูงถึงปีละ 6,150 ล้านเหรียญ
ยาลดความอ้วนอีกขนานหนึ่งคือ Reductil ก็มาแรงรวมทั้งขนานใหม่คือ Axokine และ P57
ยากลุ่มอื่นซึ่งมีจำหน่ายมานานแล้ว อาทิเช่น ยาปลูกผม ยานอนหลับและยาแก้เจ็ตแล็ก (Jet Lag)
ยาบำบัดอาการซึมเศร้า เช่น โซลอฟท์ (Zoloft) หรือ โปรแซค (Prosac) ซึ่งคนสมัยใหม่ถามหา
เพียงเพราะตัวเองมีอาการวิตกกังวลหรือเครียดนิดหน่อย
มุมมองของ Life Style Drugs จึงมีความขัดแย้งกันอยู่ในตัวกล่าวคือ ผู้บริโภคต้องการใช้แต่ไม่อยากจ่ายเงินซื้อเอง
เพราะยาบางขนานมีราคาแพงจึงประสงค์จะให้บริษัทประกันสุขภาพช่วยเป็นเจ้าภาพจ่ายค่ายาแทน
บริษัทประกันเองก็ไม่อยากจะจ่ายเพราะเห็นว่าไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บที่ตกลงกันไว้ในกรมธรรม์
และถ้าหากจ่ายแล้วจะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้นจนคุ้มค่ายาหรือเปล่า
ส่วนบริษัทยาก็มองเห็นแต่โอกาส ยิ่งผู้คนเสาะหายามากเท่าใด บริษัทก็จะขายดีมากขึ้นเท่านั้น
ส่วนใครจะเป็นคนจ่ายค่ายาไม่ใช่ประเด็นที่ทางบริษัทจะต้องเป็นกังวลเพราะถ้าของดีจริง เดี๋ยวก็มีคนจ่ายเงิน
ประการสำคัญของกระแสสุขภาพก็คือ การที่มีการแพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine)
มาให้ประชาชนเลือกใช้ และประชาชนมีอำนาจเต็มมือในการพิจารณาตัดสินใจเลือกว่าจะรักษาแบบไหน
ตราบใดที่การรักษาแบบนั้นทำให้สุขภาพของเขาดีขึ้น
ณ จุดนี้เองที่เข้าทางของบริษัทยาที่รู้จุดอ่อนของคนแล้วไปรับมาเป็นจุดแข็งของบริษัท
คือรู้ว่าคนเราชอบอะไรที่เห็นผลเร็ว เช่น ถ้ากินยาปลูกผมไปสักระยะหนึ่ง แล้วเส้นผมดกดำก็จะชอบและยอมจ่ายเงินซื้อ
เมื่อผสมผสานกับกระแสโลกาภิวัฒน์ ซึ่งทำให้ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายเร็วราวกับไฟไหม้ป่า ข่าวสารเกี่ยวกับยาใหม่ๆ
จึงกระจายไปทั่วโลกในช่วงเวลาอันสั้น ยกตัวอย่าง เช่น DRM (Direct Response Marketing)
ซึ่งเป็นบริการทางอินเตอร์เน็ตที่ประชาสัมพันธ์ตัวเองว่าเป็นบริษัทที่ช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ
ซึ่งแม้ว่าจะเป็นโรคที่ไม่คุกคามชีวิตแต่มีผลต่อสัมพันธภาพระหว่างกันได้มาก
บริษัทนี้จึงเชี่ยวชาญในการจัดหายาที่ไม่ได้ผลิตขึ้นจำหน่ายเพื่อรักษาโรค แต่เป็นยาที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
แม้หมอทั่วไปจะไม่ยอมเขียนใบสั่งจ่ายยาให้ แต่หมอของ DRM จะจ่ายให้แม้ในคนสุขภาพดี
ผู้จัดการของบริษัท DRM เล่าว่า ผู้หญิงจำนวนมากประสงค์จะลดน้ำหนักและเมื่อรู้ว่ามียาเซนิคาล
ก็เลยอยากได้แต่หมอไม่ยอมต่ายให้ ซึ่งเขาเห็นว่าประชาชนควรจะหาซื้อยาได้โดยไม่มีข้อจำกัด
แต่ที่ทำไม่ได้เป็นเพราะรัฐบาลมองว่าเป็นยาที่แพงเกินไป
ไวอากรา เป็นตัวอย่างหนึ่งของความขัดแย้งทางความคิดอย่างเช่น ระบบประกันสุขภาพของฝรั่งเศส
ปฏิเสธที่จะจ่ายค่ายาไวอากรา เพราะเห็นว่าไม่ใช่ยารักษาโรค บริษัทประกันสุขภาพและรัฐบาลในหลายประเทศ
ก็ร่วมวงไพบูลย์ไม่อนุมัติการเบิกจ่าย แต่ถ้าผู้เอาประกันอยากได้ก็ต้องควักกระเป๋าจายเอง
บริษัทประกันสุขภาพขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา คือ Kaiser Permanente
ประกาศว่าจะไม่ให้เบิกค่ายาไวอากรา เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นปัญหาที่ทำให้ระบบประกันขาดทุน
โดยคำนวณแล้วประมาณการไว้ว่าถ้าบริษัทให้ผู้เอาประกันเบิกค่ายาไวอากราได้คนละ 10 เม็ดทั่วประเทศ
ซึ่งแพงกว่ายาต้านไวรัสที่ททางบริษัทจ่ายให้ผู้เอาประกันเมื่อปี 2540 เสียอีก
กระแสการใฝ่หายาปรับคุณภาพชีวิต จะทำให้ค่าบริการสุขภาพของสหรัฐอเมริกาแพง
จนไม่มีใครมีปัญญาจ่ายในที่สุด
อันที่จริง Life Style Drugs ออกแบบมาอย่างจำเพาะเพื่อบำบัดคนที่เป็นโรคร้ายแรงโดยจ่ายตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น
อย่างเช่นไวอากรา แต่เดิมมีส่วนประกอบของสารเคมีที่ช่วยเพิ่มเลือดให้ไหลเวียนไปหัวยใจเพิ่มขึ้น
แต่พอใช้ยาแล้วกลับมีฤทธิ์ข้างเคียงที่น่าสนใจ คือทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัว
ทำให้บริษัทไฟเซอร์เจอแจ็คพ็อตว่าได้ค้นพบยาบำบัดอาการมะเขือเผาขนานสำคัญแห่งประวัติศาสตร์เข้าให้แล้ว
จึงเปลี่ยนชื่อและวางตลาดใหม่โดยพุ่งเป้าไปที่ผู้ชายที่มีปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศซึ่งเป็นตลาดใหญ่
ข้อเสียคือผู้ชายที่ไม่เคยมีปัญหาหรือมีปัญหาทางเพศเพียงเล็กน้อยก็เกิดอยากลองยานี้เผื่อว่าจะรู้สึกปึ๋งปั๋งขึ้น
ความดังระเบิดเถิดเทิงของไวอากราทำให้บริษัทอื่นๆ เร่งพัฒนาและวิจัยยากลุ่มนี้กันหลายเจ้า
เช่น ยา Uprima (Apomorphine) ของบริษัทแอ๊บบอต ซึ่งวางตลาดที่ยุโรปเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2544
และ Cialis (Tadanafil) ของบริษัทลิลลี ซึ่งต่างก็อ้างว่าออกฤทธิ์เร็วกว่าไวอากรา
ทั้งหลายทั้งปวงคงต้องยกประโยชน์ให้ Life Style Drugs ที่ติดตลาดอยู่ในวันนี้ว่า
ส่วนใหญ่เป็นยาที่มีฤทธิ์ข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์น้อยและเป็นฤทธิ์ข้างเคียงชนิดไม่รุนแรง
ไม่ค่อยมีปฏิกริยาตีกันกับยาขนานอื่น แต่ที่ยังคงต้องบังคับให้เป็นยาที่จ่ายเฉพาะกรณีที่มีใบสั่งจากแพทย์
ก็เพราะคนที่จะใช้ยานี้อาจมีโรคประจำตัวที่ต้องมีหมอดูแลใกล้ชิด อย่างเช่นไวอากรานั้น
คนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดต้องได้รับการตรวจสุขภาพ และสั่งจ่ายยาให้ใช้ต่อเมื่อแพทย์ประจำตัวเห็นว่าปลอดภัยเท่านั้น
ยาเซนิคาลเป็นยาที่มีสารเคมีออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไลเปซ (Lipase Inhibitor) ซึ่งออกแบบมาใช้กับคนอ้วน
โดยมีวิธีการออกฤทธิ์ที่เป็นเอกลักษณ์ คือแทนที่จะกินแล้วอยากอาหารน้อยลงอย่างยาลดความอ้วนขนานอื่นๆ
กลับออกฤทธิ์ที่ลำไส้เล็กโดยการยับยั้งอาหารประเภทไขมันไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ถึง 30%
ดังนั้นคนอ้วนที่ใช้ยานี้อย่างต่อเนื่อง 1-2 ปี ก็จะช่วยลดน้ำหนักได้ราว 10% เสน่ห์ของยานี้คือ
มันไม่เพ่นพ่านไปออกฤทธิ์ในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แต่จะออกฤทธิ์เฉพาะลำไส้ทำให้มีฤทธิ์ข้างเคียงน้อย
ใครที่คิดจะลดน้ำหนักมากๆ โดยกินยาหลายเม็ดก็จะเจอดี คือเกิดอาการท้องเสีย
นับว่าเป็นยาที่มีกลไกบังคับให้ผู้บริโภครับประทานแต่เพียงพอดีๆ เกิดเจตคติและสร้างนิสัยที่ดีโดยอัตโนมัติ
เพราะถ้าไม่ปรับวิธีและชนิดของการรับประทานอาหารก็จะไม่สามารถลดความอ้วนได้อยู่ดี
ยาเซนิคาลจึงอยู่กึ่งๆ ระหว่างยาปรับคุณภาพชีวิตกับยารักษาโรคจริงๆ
ทางผู้ผลิตเองก็อยากจะให้ปลดยาขนานนี้ออกจาก Life Style Drugs
เพราะยาไม่ได้เพียงแต่ทำให้สบายใจขึ้นที่น้ำหนักลดลง แต่หมายรวมถึงการป้องกันโรคเบาหวาน
และความดันโลหิตสูงด้วย เพราะโรคแทรกซ้อนทั้งสองนี้คุกคามชีวิตได้โดยเป็นผลของความอ้วนทั้งคู่
ยาโปรแซค เป็นยาบำบัดอารมณ์ซึมเศร้าที่มีฤทธิ์ข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์น้อยจนฮิตติดตลาด
จนคนไข้สามารถขอใบสั่งยาจากแพทย์ทั่วไปได้จึงง่ายต่อการเข้าถึงยาจนเป็น Life Style Drugs
ส่วนยาโปรปีเซีย (Propecia) ของบริษัทเมอร์คผลิตและจำหน่ายเพื่อเอาใจคนที่ผมร่วงจนบางหรือศีรษะล้าน
ยานี้มีสารเคมีที่ชื่อ Finasteridex ที่วิจัยมาบำบัดต่อมลูกหมากที่โตแต่มีฤทธิ์ข้างเคียงที่พึงประสงค์ยิ่งสำหรับชายผมบาง
กล่าวคือกินยาแล้วมีเส้นผมใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่นเดียวกับยาลดความดันโลหิตสูงชื่อ Minoxidil
ที่บริษัทอัพจอห์นผลิตมาเป็นโลชั่น Rogaine เพื่อใช้ทาปลูกผม
ยังมียาอีกขนานหนึ่งซึ่งเข้าข่าย Life Style Drugs คือ เมลาโตนิน (Melatonin)
ซึ่งช่วยการนอนหลับและบำบัดอาการเจ็ตแล็ก
ยาลดผิวเหี่ยวย่น ชื่อ Botox ก็จัดว่าเป็น Life Style Drugs ได้และยาที่มีรหัส GW 468816 (Alycine Receptor)
ของบริษัทแกล็คโซ ที่ใช้เลิกบุหรี่ก็กำลังอยู่ในระหว่างการทดลองใช้เพื่อเสริมกับยา Zyban ที่ขายดีพอใช้
จากเรื่องราวที่เล่าสู่กันอ่านมาตั้งแต่ต้นนี้เอง ท่านผู้อ่านคงไม่แปลกใจว่าบริษัทยาต่างทุ่มงบประมาณในการวิจัย
และพัฒนายากลุ่มนี้เป็นเงินมหาศาลหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้เพราะยากลุ่มนี้จะมียอดขายสูงระเบิดเถิดเทิง
ถึง 29,000 ล้านเหรียญในปี 2550 โดยประเทศที่เป็นลูกค้าชั้นนำคือ ซีกโลกตะวันตกที่ผู้คนสนใจเรื่องภาพลักษณ์
ไม่ยอมแก่จนยอมจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อซื้อความเป็นหนุ่มสาวคืนมา หรือแม้จะเพียงแค่ชลอความแก่ก็ยอม
(update 15 ตุลาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 7 สิงหาคม 2546 ]
|