เรื่องราววุ่นวายของ พ.ร.บยาใหม่ เป็นขาวระดับทอลก์ ออฟ เดอะ ทาวน์ หรือพูดกันทั่วเมืองมาระยะหนึ่งแล้ว
อย่างน้อยรายการดังทางทีวีประเภทเจาะลึก ก็มีการเชิญตัวแทนแพทย์ เภสัชกร
และผู้เกี่ยวข้องออกมาให้ความคิดเห็นกันไปหลายรายการ ชาวบ้านที่ฟังอยู่ก็รู้มั่ง ไม่รู้มั่ง
ว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง แล้วขัดแย้งกันด้วยเรื่องอะไร ฟังๆ ไป อาจพลอยงงว่าที่เถียงกันอยู่นั้น
มันเกี่ยวกับประชาชนคนตาดำๆ จริงหรือ
ใกล้หมอ เลยขอจับภาพรวมแล้วสรุปเรื่องราวของ พ.ร.บ.ยา ฉบับที่จะออกมาใหม่ (แต่ยังไม่รู้ว่า
เมื่อไหร่)
ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้อ่าน และคลินิก ความสะดวกกับความปลอดภัย ซึ่งในบางครั้งอาจต้องแลกกันว่า
จะเอาปลอดภัยมาก สะดวกน้อย หรือปลอดภัยน้อยกว่านิดนึง แต่สะดวกมากกว่า
แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ พ.ร.บ.ยา
ทั้งเก่าและใหม่กันก่อน
พ.ร.บ.ยา คืออะไร
พระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องยานี้ เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่าย การควบคุม "ยา" ในทุกๆ ด้าน
โดยฉบับที่ใช้กันอยู่นี้เป็นฉบับที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2510 และใช้กันจนถึงปัจจุบัน จึงมีผู้เห็นว่าค่อนข้างที่จะล้าหลังในหลายประเด็น
น่าจะถึงเวลาสำหรับการมี พ.ร.บ.ยาใหม่ได้แล้ว จึงได้มีการร่าง พ.ร.บ.ยาใหม่ขึ้นตั้งแต่ประมาณปี 36 และได้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขหลายครั้ง
จนมาถึงฉบับปัจจุบัน
โดยความตั้งใจแล้ว พ.ร.บ.ยาใหม่ ต้องการเพิ่มมาตรฐานด้านการผลิต การจำหน่ายยาและเภสัชภัณฑ์ ให้มีความรัดกุมมากขึ้น
ทั้งทางด้านของทะเบียนยา ซึ่งหมายถึงสูตรยา ที่เจ้าของโรงงานเสนอขอจดทะเบียนนั้น แต่เดิมจะไม่มีวันหมดอายุ
ยกเว้นถูกเพิกถอนเพราะมีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้พ.ร.บ.ยาใหม่นี้ก็จะให้มีการต่ออายุทะเบียนยาทุก 5 ปี
เพื่อเป็นการตรวจสอบกับความรู้ใหม่ๆ ที่คิดค้นขึ้นมาในช่วงนี้ รวมไปถึงการปรับปรุงมาตรฐานโรงงานผลิตยาต้องมีคุณภาพที่ดี
มาตรฐานของการจัดเก็บ การบรรจุ และการจำหน่าย ซึ่งก็เลยมาถึงร้านขายยาที่มีกว่า 12,000 ร้านในเวลานี้
จะต้องมีเภสัชกรประจำทุกร้านตลอดเวลา มีการตรวจสอบยาหมดอายุ และมีมาตรฐานร้านยาที่ดี
รวมไปถึงการติดตามหาผู้รับ "ผิด" ยามเมื่อยานั้นเกิดปัญหา รวมทั้งเพิ่มโทษให้หนักขึ้นกว่าเก่า
ฟังดูแล้วก็น่าที่จะเป็นผลดีต่อประชาชน เพราะประชาชนจะปลอดภัยจาก "ยา" มากขึ้น ได้รับความรู้ข่าวสารที่ถูกต้องเพิ่มมากขึ้น
แต่ประเด็นสำคัญที่กลายเป็นข้อถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนนั่นคือ มาตรา 14 (3) ซึ่งมีอยู่ว่า
|
มาตรา ๑๔ (๓) การขายยาที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วหรือการขายยาที่แบ่งบรรจุตาม (2) ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประเภทเวชกรรมไทย
หรือผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ขายสำหรับคนไข้ของตน
หรือผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ขายสำหรับสัตว์ที่ตนบำบัดหรือป้องกันโรค ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง เว้นแต่ในกรณีมีการกำหนดพื้นที่ที่มีสถานที่ขายยาเพียงพอ
ต่อการใช้บริการของประชาชนในพื้นที่นั้น และการกำหนดรายการยาซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประเภทเวชกรรมไทย
ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์
จะขายสำหรับคนไข้ของตนหรือสำหรับสัตว์ที่ตนบำบัดหรือป้องกันโรค ทั้งนี้ การกำหนดพื้นที่
และรายการที่จะขายในพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
|
ซึ่งมาตรา 14 (3) นี้เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางสาธารณสุขหลากหลายอาชีพ ลองมาฟังนานาทรรศนะของผู้เกี่ยวข้อง
ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ยาใหม่ และอะไรคือเหตุแห่งความขัดแย้งของมาตรา สิบสี่ วงเล็บสามนั้น
นายแพทย์ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์
อดีตเลขาธิการแพทยสภา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันนิติเวชศาสตร์
" มาตรา 14 นั้น เจตนารมณ์ของเนื้อหาฉบับนี้ก็คือ ต้องการคุ้มครองผู้บริโภค เราต้องยอมรับว่า
เขาต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด เพื่อให้สังคมมีความผาสุก มีความเสมอภาค มีสันติสุข ใครที่ทำผิดก็ถูกลงโทษ
อย่างพ.ร.บ.ยาก็ออกมาเพื่อกาลนั้น โดยกำหนดกฎกติกาเพิ่มเติมขึ้นมา ให้ทันยุคทันสมัย
มันมีบทบัญญัติอันหนึ่งที่กระทบต่อผู้ประกอบวิชาชีพก็คือ กฎหมายจะบังคับให้คุณหมอที่เปิดร้านคลินิกทั่วประเทศ
ให้ตรวจวินิจฉัยและสั่งการรักษา ในกรณีที่เป็นยา ให้บันทึกลงไปในใบสั่งยา แล้วให้ผู้ป่วยที่มาใช้บริการนั้น
ไปซื้อยาจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำ เพื่อว่าคุณหมอจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง หรือคุณหมออาจจะไม่รู้เรื่องยาตีกันดีเหมือนเภสัชกร
เราต้องยอมรับว่า เภสัชกรต้องรู้เรื่องยาดีกว่าหมอ เพราะเขาเรียนมาเรื่องยาโดยเฉพาะ หมอนี่รู้เรื่องยาเหมือนกัน
เช่น รู้ว่าโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ต้องใช้ยาเหล่านี้ แล้วก็เลือกสักขนานหนึ่ง จ่ายไป แต่ไม่รู้ละเอียดขนาดว่า
ยาตัวนี้มันจะมีผลข้างเคียงรุนแรงแค่ไหน จะไปตีกับยาอีกตัวหนึ่งหรือเปล่า บางคนขยันหน่อย กดเคาะถามคอมพิวเตอร์ได้
ว่ายานี้ตีกับยานั้นมั้ย แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่ สั่งไปตามความเคยชิน สั่งไป 3 อย่างอาจจะตีกัน หรือคนไข้อาจจะไม่ควรจะได้ยาขนานนั้น
เภสัชกรเขาตรวจสอบ เขาท้วง โทรมาถามว่าหมอแน่ใจหรือ หรือบางทีลายมืออ่านไม่ออกก็โทรมาถามว่าชื่อนี้หรือเปล่า
อะไรทำนองนี้ ก็จะช่วยให้คนไข้นั้นได้ประโยชน์มากขึ้น
ทีนี้คุณหมอเกิดปัญหา เพราะในเมืองไทยมีคลินิกอยู่ทั่วประเทศประมาณ 8,000 กว่า
คลินิกในเมืองไทยนั้นเกิดขึ้นมาเพราะอะไร คลินิกในเมืองไทยเกิดขึ้นมาเพราะในสมัยแรกๆ คุณหมอที่จบใหม่
เป็นข้าราชการเกือบทุกคน ไม่มีโรงพยาบาลเอกชน พอเป็นข้าราชการเงินเดือนมันจิ๊บจ๊อยมาก 100-200 บาท
สมัยนั้นหลวงเขาก็ให้โอกาส ตอนเย็น สี่โมงครึ่งไปเปิดร้านหารายได้พิเศษได้ การจะไปเปิดร้านนั้นจะต้องเอายาไปโชว์ไว้ในร้านด้วย
ตรวจเสร็จก็สั่งยา จ่ายยาเอง เป็นความสะดวกที่คนไข้ก็ชอบ หมอก็ชอบ ข้อสำคัญคือ คุณหมอรวมค่าใช้จ่ายอยู่ในค่ายา
ยา 3 ถุง บวกค่าตรวจในนั้นเสร็จ คิด 100 บาท ทุกฝ่ายแฮปปี้
แต่ตาม พ.ร.บ.ใหม่ มาตรา 14 นี้ คุณหมอจะเขียนใบสั่งยาเฉยๆ อันดับแรกความไม่สะดวกจะเกิดขึ้นแล้ว
เขาจะต้องไปที่ร้านขายยา ถามว่ามีร้านขายยาใกล้คลินิกอยู่แค่ไหน ต้องเดินหรือว่าต้องนั่งรถ
ความไม่สะดวกเกิดขึ้นหนึ่งแล้วนะ ต้องซื้อยาก่อนที่จะกลับบ้าน แวะร้านขายยา ซึ่งอเมริกาทำแบบนี้
ผู้คนก็ไม่เดือดร้อน เขาก็ไปรับยาที่ร้านขายยาแล้วก็กลับบ้าน ที่ขณะนี้มีเรื่องเพราะว่าไม่ยอมรับ
ด้วยเหตุผลที่ว่าคนไข้ไม่สะดวก
ก็ฟังขึ้น แต่ต้องไปถามคนไข้ก่อนว่า เขาคิดว่าฝ่ายไหนถูก
แล้วให้เขาเป็นคนตัดสิน เพราะเขาเป็นคนที่ต้องเดินไปซื้อยา ที่สำคัญคือ บางรายต้องฉีดยา ต้องไปซื้อ
ร้านนี้ไม่มียาฉีด ต้องไปอีกนร้านซื้อยาฉีด เสร็จแล้วต้องกลับมาให้คุณหมอฉีด จะไปฉีดที่ร้านขายยาก็ไม่ได้
เกิดความไม่สะดวกที่สองแล้ว ความไม่สะดวกที่สาม สำคัญกับคุณหมอ กับคนไข้ด้วย ตรวจวินิจฉัยเสร็จ สั่งยา
เขียนใบสั่งยาเสร็จแล้วเก็บค่าตรวจ กระบวนการเหล่านี้ไม่เคยมีมาก่อน ถามว่าคนไข้จะยอมรับมั้ย
กระดาษใบเดียวจากคุณหมอแต่เสีย 100 บาท จะรับได้หรือเปล่า คนไข้แรกๆ อาจจะไม่ยอมรับ แต่สักระยะก็อาจจะรับได้
เพราะที่เกาหลีทำสำเร็จแล้ว
ถามว่าจำเป็นมั้ย เราจะใช้วิธีการแบบไทยๆ ได้มั้ย ปล่อยมันเป็นอย่างนี้ หรือก่อนที่จะตัดสินไม่ให้ทำนั้น
ไปดูซิว่า คุณหมอ 8,000 คลินิกนั้น สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเท่าไหร่ จนไม่ควรจะให้ทำต่อไป เช่น
ฉีดยาให้คนไข้ตายคาเข็ม มันเยอะมั้ย ถ้าเยอะก็เป็นเหตุผลที่คุณหมอไม่ควรจะจ่ายยาเอง หรือยาตีกัน
แพ้ยาจนจะเป็นจะตาย มันมีเยอะมั้ย มันต้องไปวิจัย สำรวจดูว่าคุณหมอ 8,000 คลินิก ทำความเสียหายแก่ชาวบ้านหรือเปล่า
ถ้าไม่
สภาเภสัชต้องปรับเปลี่ยนควรคิด เพราะว่าถ้าตัดมาตรา 14 (3) ออกไปได้ ทุกอย่างจบลงตัวเลย
เพราะเรื่องอื่นเขาก็ไม่เดือดร้อน เพราะเป็นเรื่องการคุมยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์แก้จิตประสาท
การคุมเข้มการบริการ คุณหมอไม่เดือดร้อน
ทุกวันนี้ คนไทยใช้ยาเกินความจำเป็น ปวดนิดปวดหน่อยก็ไปเอายา ทั้งที่บางทีนอนพักผ่อนซะหน่อย
ไม่ต้องใช้ยาอะไรก็ได้ แต่ของเราต้องกินยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ แก้ปวดหัว กินเข้าไปกำมือนึงเพื่อให้บรรเทาอาการ
ก็ยังโอเครับได้ เพราะทำให้ไปทำงานได้ แต่ก็ทำให้เราไม่ค่อยได้ใช้ธรรมชาติ ตรงนี้แหละที่ทำให้การแพทย์ทางเลือกกลับมา
เพราะการใช้ยามากเกินไป ยาทำให้เกิดอาการข้างเคียง ถึงตายก็มี"
รศ.ภญ.ธิดา นิงสานนท์ นายกสภาเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย
" ประเด็นที่เป็นข้อที่ไม่เห็นด้วยในระหว่างวิชาชีพ คือมาตรา 14 (3) แต่เขายกเว้นให้แพทย์
รวมทั้งสัตว์แพทย์ และแพทย์อื่นๆ สามารถขายยาให้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาต ใน 14 (3) วรรคแรก
แต่วรรคหลักบอกว่า เว้นแต่พื้นที่ที่มีความพร้อม แพทย์จะขายยาไม่ได้ เฉพาะในรายการยาตามที่กำหนด
เขาก็จะเขียนไว้ ประเด็นตรงนี้ที่ตีความกันต่าง แพทย์เองก็ตีความว่า แพทย์จะขายยาไม่ได้เลยทุกรายการ
ก็เลยเกิดการพูดออกมาสู่ประชาชน ให้เข้าใจว่าอีกหน่อย พ.ร.บ.ยาใหม่ออกมา ประชาชนจะแย่แล้ว
เพราะว่าเมื่อไปหาหมอเจ็บป่วยจะตายอยู่แล้ว ยังต้องเอาใบสั่งยาเดินไปซื้อยาที่ร้านขายยาเอายากลับมาฉีด
พี่ว่างคงไม่อย่างนั้น จริงๆ แล้วเจตนามันคือ ระบบใบสั่งยาเขาอยากให้เกิดเฉพาะในพื้นที่ที่มีความพร้อม
โดยเกณฑ์นั้นเขาคงต้องดูแล้ว ว่าไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ดังนั้นเกณฑ์คงจะหมายถึงมีร้านขายยา
ในอัตราส่วนที่พอเหมาะกับประชาชนในบริเวณนั้น และในอัตราส่วนที่พอเหมาะกับคลินิก แพทย์ที่มีในบริเวณนั้น
แต่ถ้ามองดูตอนนี้ ร้านขายยามีเยอะกว่าคลินิกแพทย์อยู่แล้ว ประเด็นที่สองก็คือว่า
ร้านขายยานั้นจะต้องเป็นร้านที่มีคุณภาพมาตรฐานได้รับการรับรองคุณภาพจากสภาพเภสัชกรรม ประการที่สามก็คือ
รายการยาที่จะประกาศว่าต้องใช้ตามระบบใบสั่งนั้น เขาคงจะต้องประกาศเป็นรายการไป ไม่ใช่ว่าทีเดียว
พอกฎหมายบังคับใช้ครอบหมดทุกตัว ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน เพราะประชาชนจะเดือดร้อน
แล้วพี่ก็ไม่รู้ว่ากฎหมายออกแล้วเนี่ยแรกๆ จะหาพื้นที่ที่มีความพร้อมได้หรือเปล่า ยังไม่รู้เลย
พี่คิดว่า บางทีกฎหมายของเรา
รอให้เกิดเรื่องเสียก่อนแล้วจึงค่อยออกกฎหมายมา แต่อันเนี้ยเป็นการมองไปข้างหน้า
เป็นระบบที่เหมาะสมเขียนไว้กว้างๆ แล้วพอจะออกมาทำจริงๆ ก็มาคุยหาแนวทางที่เหมาะสม
แล้วการที่จะหาวิธีปฏิบัตินั้นต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ในตอนนั้น ดังนั้นกฎหมายจะเขียนออกมากว้างมากเลย
และจะระบุว่าให้ใช้ใบสั่งยาในพื้นที่ที่มีความพร้อม ตามรายการยาที่กำหนด รวมทั้งจะต้องประกาศในพระราชกฤษฎีกาด้วย
ซึ่งมันไม่ใช่ง่ายนะ
ถึงตอนนั้น เราก็ยังมาคุยกันได้ว่าตรงไหน คือพื้นที่ที่พร้อมจริงๆ"
ภก.วิรัตน์ เมลืองนนท์ เจ้าของส่งเสริมเภสัช ร้านขายยาคุณภาพ
" ผมคิดว่า พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่นี้ ในจุดดีๆ ก็มีอยู่หลายข้อพอสมควร ที่แน่นอนก็คือ
เรื่องของการบริการหรือการคุ้มครองประชาชนจากการใช้ยาน่าจะดีขึ้น ประชาชนจะได้รับประโยชน์ที่มากขึ้น
ดีขึ้นอย่างค่อนข้างชัดเจน
สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างจะชอบก็คือว่า จะมีการทำงานที่เป็นระบบ หรือมีการประสานของหน่วยงาน
ที่เป็นบุคลากรทางสาธารณสุขด้วยกัน ที่เราเห็นว่า พ.ร.บ.ยามีจุดขัดแย้งในบางจุดนั้น
จริงๆ ผมมองว่าจุดที่มันขัดเนี่ย มันเป็นเรื่องภาษาของคำพูด เป็นเรื่องของการตีความ
ผมมองว่าพ.ร.บ.ยาออกมา เพื่อให้แพทย์ เภสัชกร บุคลากรสาธารณสุข ได้ทำงานร่วมกันได้อย่างดีขึ้น
โดยยึดถือให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด
ยาที่ต้องจ่ายโดยใบสั่งแพทย์นั้น ผมว่ามีไม่กี่ตัว และยากลุ่มนี้ที่เขาลิสขึ้นมา ผมว่าน่าจะเป็นยาควบคุมพิเศษ
เป็นยาวัตถุออกฤทธิ์บางอย่าง ซึ่งตรงนี้ก็ยังไม่ชัดเจนนะว่ายาในกลุ่มนี้คืออะไร อันนี้ผมว่าเราต้องไปตีความว่ายากลุ่มนี้คืออะไร
แต่ผมคิดว่าเป็นยาที่มีไม่มาก เป็นยาที่ต้องการการเฝ้าระวัง การติดตามเมื่อเราจ่าย แต่เราไม่ได้คุยกันในรายละเอียด
ว่ายาในกลุ่มนี้คืออะไรบ้าง ซึ่งเขาก็จะกำหนดในรายละเอียดอีกครั้งนึง โดยต้องคุยกับสภาวิชาชีพต่างๆ
โดยเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นตัวตั้ง เพราะทุกวิชาชีพก็ทำเพื่อประชาชนนี่แหละ
ส่วนยาที่จ่ายโดยเภสัชกรผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ ก็จ่ายได้เหมือนกัน
เภสัชกรชุมชน เป็นบุคลากรที่ใกล้ชิดกับประชาชน เราพบปะเขาบ่อยๆ เมื่อเราได้ใบสั่งยาเหล่านี้
เราก็สามารถติดตามผู้ป่วยได้เหมือนกันว่า ผู้ป่วยใช้ยาตัวนี้ไปแล้วจะเกิดผลข้างเคียงในการใช้ยาหรือไม่
จริงๆ กฎหมายฉบับนี้จะใช้ได้ เมื่อเรามีปริมาณร้านขายยาที่พอเหมาะกับคลินิกที่มีอยู่ คือ
มีร้านขายยาคุณภาพด้วยแล้วมีปริมาณพอเหมาะ ส่วนในกรณีที่ได้รับใบสั่งจ่ายยาแล้วไม่มียาในร้าน
ผมคิดว่าเภสัชกรต้องประสานงานกับคลินิก เพื่อดูว่าตำรับยาไหนที่แพทย์จะจ่ายบ่อย ผมมองว่า จริงๆ
เราอยากจะทำให้การบริการสาธารณสุขมันเป็นเครือข่าย คือ เภสัชกรก็ต้องประสานงานกับแพทย์คลินิกใกล้บ้าน
คุยกันว่ายาตัวไหนบ้างที่เราต้องใช้ ร้านขายยาที่เป็นเครือข่ายแพทย์ จะได้มียาตัวนี้สต๊อกไว้ก่อน
ผมว่าปัญหานี้แก้ได้ ถ้าเรามีความจริงใจที่จะให้ผู้ป่วยได้รับการส่งมอบยาที่ถูกต้อง"
คุณใจกาญจน์ เอื้อสกุลวิโรจน์
" พ.ร.บ.ยาใหม่เหรอ ก็เป็นเรื่องควบคุมการขายยา คือ จัดระเบียบการขายยาเพิ่มขึ้นซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่มี
แต่เดี๋ยวนี้มันมี เพื่อให้คนซื้อมีความปลอดภัยมากขึ้น เมื่อก่อนก็สุ่มสี่สุ่มห้ากัน ไม่มีกฎหมายอะไรรองรับ
ส่วนเรื่องการไปรักษาที่คลินิกแล้วได้ใบสั่งยาไปซื้อยาที่ร้าน แล้วอาจจะต้องกลับมาหาหมอใหม่ พี่ก็เคยได้ยิน
แต่พี่ว่าก็ดีนะ เพื่อให้การรักษามันรัดกุมขึ้น แต่ถ้าร้านขายยากับคลินิกมันอยู่ห่างไกลเกินไปก็ไม่ค่อยดี
เพราะมันไม่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการการรักษา แต่ถ้าอยู่ใกล้กันก็ โอ.เค. สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีแล้ว
สำหรับพี่ไม่คิดว่าเป็นการลำบาก พี่ว่ามันเป็นความปลอดภัยสำหรับตัวเราด้วยซ้ำไป"
คุณกำพล วีระกุล
" เรื่องพ.ร.บ.ยาเหรอพี่ ผมว่าไม่ดีนะ เพราะเราจะต้องลำบาก ไปหาหมอแล้วก็ต้องออกมาซื้อยาที่ร้านอีก
แล้วพี่คิดดู คนไปหาหมอนี่ต้องป่วยใช้มั้ย ก็ต้องเพลีย เหนื่อย ต้องการการพักผ่อน แล้วถ้ายังต้องมาเดินหาซื้อยาอีก
ก็เสียเวลาพักผ่อนนะพี่ แล้วถ้าเป็นยาฉีดต้องกลับไปให้หมอฉีดอีก ตายเลยคราวนี้
หมอก็ต้องรู้เรื่องยาด้วยสิพี่ เพราะหมอก็ต้องเรียนมา เรียนเรื่องโรค แล้วก็ต้องเรียนเรื่องยา
หมอต้องรู้ดีว่ายาตัวไหน ขัดกับยาตัวไหน เภสัชกรก็รู้พี่ แต่หมอก็ต้องรู้เหมือนกัน ผมว่าแบบเดิมดีกว่า"
หลากหลายทรรศนะที่แสดงให้เห็นถึง "ความเหมือน" และ "ความต่าง" ของความคิดเห็นที่มีต่อ
พ.ร.บ.ยาใหม่ ที่ตอนนี้เป็นเพียงข้อเสนอ ยังไม่มีกำหนดที่จะบังคับใช้เป็นกฎหมาย ความขัดแย้งยังคงมีทั้งระดับผู้ปฏิบัติงาน
และระดับผู้บริหาร แต่ท้ายที่สุดแล้ว "ใกล้หมอ" หวังว่าประเด็นเล็กๆ ในพ.ร.บ.ยาใหม่นี้จะได้รับการวิเคราะห์
ถกเถียง และคลี่คลายบนพื้นฐานของ "ผลประโยชน์ของประชาชน" อย่างแท้จริง เพื่อที่ว่า ข้อกำหนดดีดีอีกมากมายที่รวมกันเป็น
พ.ร.บ.ยาใหม่นี้ จะได้มีผลบังคับใช้เป็นอีกกฎหมายหนึ่งที่ออกมาเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย
ให้ก้าวขึ้นมาสู่สากลได้อีกระดับหนึ่ง
(update 11 ธันวาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 9 ตุลาคม 2546 ]
|