เป็นที่ทราบกันดีว่า ยาต่างๆ เกือบทุกชนิดในประเทศไทยนั้น สามารถซื้อได้โดยง่าย
ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ ที่มีการแบ่งยาเป็น 2 ชนิด คือ ยากลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งแพทย์จากแพทย์
และยาที่จำเป็นต้องมีใบสั่งแพทย์ แต่สำหรับประเทศไทย ส่วนใหญ่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป
จึงเป็นเหตุให้บางครั้งประชาชนจะได้รับยาที่แพงเกินไปโดยไม่จำเป็น
ในตอนนี้ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับยาแก้แพ้ชนิดต่างๆ อย่างละเอียด
ยาแก้แพ้ ความจริงแล้วหมายถึง ยากลุ่มที่เรียกว่า แอนตี้ฮีสตามีน
ซึ่งในปัจจุบันเราแบ่งยากลุ่มนี้ออกเป็น 3 ยุค (Generation) คือ
1. ยาแก้แพ้ยุคที่ 1
ได้แก่ ยาแก้หวัด แก้แพ้ ที่ใช้กันมานานเป็นร้อยปีแล้ว ยากลุ่มนี้มีมากเป็น 10 ชนิดหรือมากกว่า
ในต่างประเทศถือว่าเป็นยาที่ไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งจากแพทย์ ยากลุ่มนี้ได้แก่ คลอเฟนิรามีน ไทรโพลิดีน
บรอมเฟนนิลามีน ไฮดรอกซิชิน เป็นต้น ยาในกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านฮีสตามีนได้ดี แต่มีอาการข้างเคียง 3 อย่าง คือ
- มีฤทธิ์กดสมอง ทำให้ง่วงนอน และประสิทธิภาพในการทำงานของสมองลดลง
แต่ในบางคนยากลุ่มนี้อาจมีฤทธิ์กระตุ้นสมอง ทำให้กระวนกระวาย ตื่นเต้น นอนไม่หลับก็ได้
(พบได้น้อยกว่าอาการง่วงนอน) อาการนี้อาจพบได้ในขนาดของยาปกติ
แต่จะพบได้มากขึ้นในผู้ป่วยที่กินยามากเกินขนาดที่กำหนด
- มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอจิก ซึ่งทำให้เกิดอาการปากคอแห้ง บางครั้งกระตุ้นให้ไอมากขึ้น
ปัสสาวะไม่ออกหรืออาจจะปัสสาวะบ่อยขึ้น
- มีอาการข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
แน่นอึดอัดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสียก็ได้
ยาแก้แพ้ยุคแรกนี้เราใช้กันมานาน สำหรับบรรเทาอาการคัน อาการภูมิแพ้ต่างๆ เช่น
โพรงจมูกอักเสบจากสารแพ้ ลมพิษ โดยอาศัยฤทธิ์ของยาในการต้านฮีสตามีน นอกจากนี้แล้ว
เรายังใช้ยาแก้แพ้ยุคแรกนี้ในการบรรเทาอาการหวัด โดยอาศัยฤทธิ์ต้านโคลิเนอจิก โดยไม่ได้ใช้ฤทธิ์ทางด้านฮีสตามีน
ในความเป็นจริงยาบรรเทาหวัดส่วนใหญ่จะประกอบด้วย ยาแก้แพ้ยุคแรกผสมยาแก้คัดจมูก ซึ่งพบว่า
ออกฤทธิ์เสริมในการบรรเทาอาการหวัดคัดจมูกจากการติดเชื้อไวรัส
สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากในการใช้ยากลุ่มนี้ คือ อาการข้างเคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อระบบประสาท
คือ มีฤทธิ์กดสมอง ทำให้ง่วงซึมได้ ในต่างประเทศถ้ามีอุบัติเหตุทางรถยนต์
และพบว่าผู้ขับขี่รถยนต์ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบริโภคยากลุ่มนี้ จะมีความผิดตามกฎหมาย
ยากลุ่มนี้จะมีคำเตือนเรื่องการขับขี่รถยนต์หรือการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลว่า
ต้องระมัดระวังหรือไม่ทำงาน ไม่ขับรถยนต์ขณะที่ใช้ยาเหล่านี้
2. ยาแก้แพ้ยุคที่ 2
หมายถึง ยาแก้แพ้ชนิดที่ไม่ง่วงนอน หรืออาจทำให้ง่วงนอนได้เล็กน้อย
สำหรับคนที่ไวต่อยานี้ ยากลุ่มนี้มีหลายชนิดในประเทศไทย ได้แก่ ยาลอราทาดีน เซททีรีซีน
เทอร์เฟนาดีน แอสทีมาโชล
ในขณะนี้ยาเทอร์ฟานาดีนและแอสทีมาโซลถูกห้ามจำหน่ายในทุกประเทศแล้ว
เนื่องจากพบผู้สูงอายุที่ใช้ยานี้ร่วมกับยาบางชนิดแล้วทำให้เกิดปัญหาหัวใจเต้นผิดปกติ
จนเสียชีวิตหลายรายในต่างประเทศ สำหรับในประเทศไทยทางองค์การอาหารและยาก็ได้ถอนใบอนุญาตยานี้แล้ว
แต่ในทางปฏิบัติก็ยังพบว่า มียานี้หลงเหลืออยู่ในตลาด
จึงขอเตือนท่านผู้อ่านทุกท่าน โปรดดูว่า ยาแก้แพ้ที่ได้มานั้นประกอบด้วยยา 2 ตัวนี้หรือไม่
สำหรับยาลอราทาดีนและเซททีรีซีน ปลอดภัยมากในต่างประเทศ ยากลุ่มนี้กำลังจะหมดสิทธิบัตรยาแล้ว
สามารถหาซื้อยากลุ่มนี้ใช้ได้เองตามร้านขายยาทั่วๆ ไป โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ในประเทศไทย
ยากลุ่มนี้สามารถหาซื้อกันได้อย่างแพร่หลายและมีความปลอดภัยในการใช้สูง ไม่ทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นผิดปกติ
ไม่มีปัญหาในกรณีที่ใช้ยาร่วมกับยากลุ่มอื่น เช่น ผู้ป่วยที่รับประทานยาสำหรับโรคเชื้อรา เป็นต้น
สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ การใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากยาแก้แพ้ยุคที่ 2 นี้ ไม่มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอจิก
จึงไม่สามารถใช้ยานี้ในการรักษาโรคหวัดจากเชื้อไวรัส หรือบรรเทาอาการน้ำมูกไหล คัดจมูกจากโรคหวัด
ซึ่งประเด็นนี้มีแพทย์และเภสัชกรที่เข้าใจผิดและสั่งยากลุ่มนี้ให้กับผู้ป่วย โดยคิดว่าได้ประโยชน์
ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมาก เนื่องจากยากลุ่มนี้มีราคาแพงและเป็นยาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
ในต่างประเทศ ยาแก้แพ้ชุดที่ 2 นี้ จะได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยา
ให้ระบุสรรพคุณของยาในเอกสารกำกับยาหรือเรียกให้ง่ายว่า ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา พบว่า
ยาทุกตัวมีข้อบ่งชี้เหมือนกันมาก กล่าวคือ มีข้อบ่งชี้ 2 ข้อ ได้แก่
- ใช้บรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ที่จมูก
- ใช้บรรเทาอาการของโรคลมพิษ
สิ่งที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ การใช้ยาแก้แพ้ 2 ชนิดในเวลาเดียวกัน และในผู้ป่วยคนเดียวกัน
ยาแก้แพ้ยุคที่ 2 ได้ชื่อว่าเป็นยาที่ทันสมัยมาก ออกฤทธิ์ต้านฮีสตามีนได้ดีมาก การใช้ยาเพียงชนิดเดียว
ก็ได้ผลในการต้านฮีสตามีนมากอยู่แล้ว ไม่เคยมีการศึกษาว่าการใช้ยา 2 ตัวในกลุ่มนี้ จะได้ผลดีมากขึ้นไปอีก
เมื่อเทียบกับการใช้ยาตัวเดียว การใช้ยา 2 ตัว ก็หมายความว่า ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็น 2 เท่า
โดยไม่แน่ใจว่า จะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นหรือไม่
3. ยาแก้แพ้ยุคที่ 3
ยากลุ่มนี้เริ่มมีใช้เมื่อไม่นาน ประมาณ 3-4 ปีก่อน
ยาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นยาที่พัฒนามาจากยาแก้แพ้ยุคที่ 2 โดยเลือกเอาเฉพาะยาส่วนที่สามารถออกฤทธิ์ได้ดี
และตัดยาส่วนที่ไม่ออกฤทธิ์ออกไป ในห้องทดลองมักจะพบว่า ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ได้ดีในการต้านฮีสตามีน
มากกว่ายากลุ่มที่ 2 ก่อนใช้ยาจึงควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของโรค และราคายาที่จะต้องใช้จ่ายด้วย
สรุป
1. ยาแก้แพ้ยุคใหม่ ใช้บรรเทาอาการภูมิแพ้ได้ดีกว่ายาแก้แพ้ยุคที่ 1 และไม่ค่อยมีปัญหาการง่วงนอนจากยา
เมื่อเปรียบเทียบกับยายุคที่ 1
2. ยาแก้แพ้ยุคใหม่ ไม่สามารถใช้บรรเทาอาการหวัดได้ แต่ยาแก้แพ้ยุคที่ 1 ใช้บรรเทาอาการหวัดได้
3. การใช้ยาแก้แพ้ 2 ชนิดในเวลาเดียวกัน ไม่น่าจะมีประโยชน์มากขึ้น แต่ต้องจ่ายเงินมากขึ้น
(update 22 ตุลาคม 2000)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 7 สิงหาคม 2546 ]
|