ด้วยความก้าวหน้าของวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ทำให้มีการค้นพบยาใหม่อยู่ตลอดเวลา
บริษัทยาต่างๆ จะพยายามค้นคิดยาใหม่ๆ เพื่อใช้ในการรักษาโรคให้ดีขึ้น แต่ราคายาใหม่ก็มักจะมีราคาแพงกว่ายาเก่าอย่างน่าตกใจ
ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น จำนวนเงินที่ต้องใช้ในการวิจัยยาใหม่ๆ เพียงแค่ 1 ตัว อาจเป็นเงินหลายพันล้านบาท
บริษัทยาจัดเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความจำเป็นต้องทำกำไรและนำกำไรนั้นกลับมาสู่บริษัทเพื่อใช้เป็นทุนในการวิจัยยาใหม่ๆ
ต่อไปอีก
แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วย คือ ผู้สั่งยาเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วย แพทย์อาจสั่งยาที่มีราคาแพง
แต่มีความจำเป็นต้องใช้ในผู้ป่วยรายนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์ทุกท่านมักจะทราบดีอยู่แล้วว่า
ยาใหม่ดีกว่ายาเดิมหรือไม่ ดีกว่าอย่างไร คุ้มกับเงินที่ผู้ป่วยจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นหรือไม่
การรักษาโรคบางชนิด พบว่ามียาหลายชนิดมากที่ให้ผลการรักษาดีใกล้เคียงกัน
การใช้ยายังขึ้นอยู่กับแพทย์เป็นผู้พิจารณาว่าควรใช้ยาชนิดใดกับผู้ป่วยแต่ละราย
แต่บางครั้งโรคที่ผู้ปวยเป็นอาจจะมียาที่ดีที่สุดเพียงชนิดเดียวก็เป็นได้
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในประเทศไทย ประชาชาสามารถหาซื้อยาได้เกือบทุกชนิดในร้านขายยาทั่วๆ ไป
ซึ่งมีเภสัชกรอยู่ ในกรณีที่ไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ ประชาชนผู้เจ็บป่วยก็มักจะเล่าอาการให้เภสัชกรฟัง
แล้วให้เภสัชกรพิจารณาว่า ควรได้รับยาชนิดใด ซึ่งบางครั้งก็อาจจะให้รับยาที่มีราคาแพงเกินความจำเป็น
ยาที่ใช้บ่อยๆ ในโรคภูมิแพ้
โรคหวัด (Common Cold)
เป็นโรคที่ไม่ใช่โรคภูมิแพ้ แต่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส และเหตุผลที่ต้องนำมากล่าวไว้ในที่นี้ก็เพราะว่า
โรคหวัด เป็นโรคติดเชื้อที่พบบ่อยมาก ถ้ามีการจัดอันดับ คงติดอันดับต้นๆ แน่นอน มีการสำรวจพบว่า
เด็กที่ไปโรงเรียนอนุบาล (ช่วงอายุ 3-6 ปี) โดยเฉลี่ยจะมีการติดหวัดเดือนละ 1 ครั้ง
เราลองมาดูซิว่า ในปัจจุบันมียาอะไรบ้างที่ใช้ในโรคหวัด
ต้องขอเน้นก่อนว่า ในปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใด สามารถกำจัดเชื้อไวรัสหวัดให้หมดไปจากร่างกายได้
การที่เราหายจากอาหารหวัด เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นตัวกำจัดเชื้อไวรัสหวัดออกจากร่างกาย
การรักษาโรคหวัดในปัจจุบันยังเป็นการรักษาตามอาการเท่านั้น กล่าวคือ
ถ้ามีไข้ ก็แนะนำให้รับประทานยาลดไข้ ดื่มน้ำให้เพียงพอ นอนพัก
ถ้ามีอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก จาม ในผู้ใหญ่ ยาที่ใช้คือ ยาผสมระหว่างยาแก้แพ้ชนิดดั้งเดิม (ชนิดที่ง่วงนอน)
กับยาลดอาการบวมของจมูก ยากลุ่มนี้มีราคาถูกมาก หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป
แต่เนื่องจากในปัจจุบันมียาแก้แพ้ชนิดที่ไม่ง่วงนอนออกจำหน่ายแล้ว แพทย์บางท่านหรือเภสัชกรบางท่าน
ก็อาจจะสั่งยาชนิดนี้ให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหวัดธรรมดา ซึ่งไม่ได้ผลอะไรเลยในการรักษาโรคหวัด
บริษัทยาบางบริษัทจึงผสมยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงนอนกับยาแก้คัดจมูกเข้าด้วยกัน และโฆษณาว่าใช้รักษาหวัดได้ด้วย
ซึ่งความจริงได้ผลเพียงลดอาการคัดจมูกเท่านั้น โดยที่ราคายาแพงขึ้นมาก ทำให้ผู้ป่วยต้องจ่ายแพงกว่าโดยไม่จำเป็นเลย
สำหรับผู้ป่วยเด็ก น่าแปลกใจมากว่า การใช้ยาแก้แพ้ชนิดง่วงนอนผสมกับยาแก้คัดจมูก
เพื่อใช้ในการรักษาหวัดธรรมดา ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ไม่พบว่าได้ผล
การดูแลรักษาหวัดในเด็กเล็กๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี
ก็เพียงแต่ช่วยลดน้ำมูกด้วยการใช้น้ำเกลือหยอดจมูกเพื่อให้น้ำมูกใสขึ้น สามารถไหลลงคือหรือดูดออกได้ง่าย
ไม่ควรใช้ยาลดน้ำมูก เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงโดยไม่จำเป็น
ยาสูตรผสมที่มียาแก้ไข ยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูกอยู่ด้วย มีราคาเพียงแผงละ 5 บาทต่อ 4 เม็ด
ยากลุ่มนี้เหมาะกับบางสถานการณ์และบางพื้นที่เท่านั้น เพราะว่าถ้าผู้ป่วยเป็นหวัดในวันแรกๆ อาจมีอาการไข้
ปวดเมื่อยตามตัว ก็สมควรได้รับยาแก้ไข้ แต่โดยปกติแล้วในโรคหวัดธรรมดา ไข้มักจะลดลงเองในวันที่ 3 ของโรค
ถ้าผู้ป่วยยังรับประทานยาสูตรผสมอยู่ ผู้ป่วยก็จะได้รับยาลดไข้ แก้ปวด โดยที่ไม่มีความจำเป็นเลย
ในความเป็นจริงแล้ว เราควรแยกยาลดไข้ออกจากยาสูตรผสม แล้วพิจารณาใช้ยาทีละอย่างจะดีกว่า
เช่น ถ้ามีไข้ ก็รับประทานยาลดไข้ทุก 4-6 ชั่วโมง ถ้ามีน้ำมูกไหล คัดจมูก
ก็รับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการเป็นหวัดคัดจมูก ก็จะดีกว่า
วิตามินซี เป็นที่กล่าวขวัญกันมานานแล้วว่า ใช้รักษาหวัดได้ ข้อมูลการศึกษาในเรื่องนี้มีการทำมานาน
แต่ก็ยังมีการถกเถียงกันว่าจริงหรือไม่ บางการศึกษาบอกว่า ต้องใช้ขนาดสูงมาก อาจเป็นจำนวน 2,000 มิลลิกรัม
และต้องใช้ตั้งแต่วันแรกของการเป็นหวัด และช่วยลดอาการหวัดจากค่าเฉลี่ย 7 วันเหลือ 6 วัน เป็นต้น
แต่วิตามินซีปริมาณ 2,000 มิลลิกรัมในผู้ใหย่ อาจทำให้ท้องเสียได้
วิตามินซี ป้องกันหวัดได้จริงหรือไม่
นี่คือคำถามที่ได้รับบ่อยมาก คำตอบคือ ไม่จริง ในอดีตอาจมีการศึกษาบางรายที่กล่าวว่า
การให้วิตามินซีในเด็กสามารถป้องกันได้ แต่หลังจากนั้นมา การศึกษาที่ใหญ่กว่า ใช้กลุ่มเด็กและผู้ใหญ่
ใช้สถิติที่เหมาะสมพบว่า การให้วิตามินซี ไม่สามารถป้องกันโรคหวัดได้
การป้องกันโรคหวัดไม่ให้ระบาดหรือแพร่กระจายได้ คือ การล้างมือบ่อยๆ การไม่เอามือแคะจมูก
เข้าปากหรือดูดนิ้ว เนื่องจากพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับเชื้อหวัดจากการสัมผัสเชื้อจากสิ่งต่างๆ
แล้วผู้ป่วยเอาเชื้อเข้าสู่ร่างกายของตนเองโดยตรง ส่วนการแพร่กระจายหวัดในอากาศพบได้น้อยกว่า
ยาสมุนไพรบางชนิดในประเทศทางตะวันตกที่มีการพูดถึงมากก็คือ ยากลุ่มที่เรียกว่าเอคินาเซีย (Echinacia)
ซึ่งเป็นพืชชนิดหนึ่ง ในบ้านเรามีราคาแพงมาก การรักษาหวัดในผู้ใหญ่ อาจเป็นเงินตั้งแต่ 600-1,000 บาท
ซึ่งผลการรักษาบางรายงานก็พบว่า ไม่มีประโยชน์อะไร บางรายงานก็กล่าวว่า อาจจะช่วยลดระยะการเป็นหวัดลงได้ 1 วัน
เช่น จาก 7 วัน เหลือเพียง 6 วัน ซึ่งไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเลย
สำหรับวัคซีนที่จะใช้ป้องกันโรคหวัดในขณะนี้ยังไม่มี เนื่องจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัด
มีอย่างน้อย 100 ชนิด จึงยังไม่สามารถผลิตวัคซีนได้
วัคซีนที่มีขายในปัจจุบัน เป็นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันไข้หวัดธรรมดาได้
โดยสรุปคือ ยาที่ใช้ในการดูแลรักษาโรคหวัดธรรมดา ยังไม่ก้าวหน้าเมื่อเปรียบกับในอดีต
เวลาเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้หายจากการเป็นหวัดได้ โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย
(update 20 กันยายน 2000)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม 2546 ]
|