คุณพ่อคุณแม่ที่ดูแลลูกที่กำลังป่วยอยู่ มักจะมีคำถามอยู่ในใจเสมอว่า
จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องให้ลูกทานยาปฏิชีวนะ
เมื่อทราบว่าแพทย์ได้สั่งให้ทานยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษาโรคที่ลูกเป็นอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นจากคออักเสบ
หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรือการติดเชื้ออื่นๆ ตามแต่การวินิจฉัยโรค คุณพ่อคุณแม่หลายคน
อาจจะได้ยินจากเพื่อนคนอื่นๆ หรือจากวิทยุ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะอาจมีอันตรายได้
จึงทำให้เกิดความวิตกกังวลและลังเลที่จะให้ลูกทานยา บางรายก็อาจจะแอบลดปริมาณลงเอง โดยคิดว่าถ้าให้น้อยลง
อันตรายจะได้น้อยลงด้วย หรือเลือกที่จะให้ยาทานเพียง 1 หรือ 2 วัน พอลูกอาการดีขึ้นแล้วก็หยุดยาไป
ไม่ได้ให้ทานสม่ำเสมอจนครบกำหนดตามที่แพทย์สั่ง โดยเข้าใจว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ลูกได้รับอันตรายจากยาปฏิชีวนะน้อยลง
ซึ่งตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นสิ่งที่พบบ่อย และในทางการแพทย์แล้ว การทำเช่นนี้อาจทำให้เกิดผลเสียต่อคนไข้มากกว่าที่จะเป็นผลดี
ในทางกลับกัน มีคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่อาจจะไม่ค่อยพอใจที่พบว่าแพทย์ที่ดูแลลูกบอกว่าอาการป่วยของลูกนั้น
ยังเป็นไม่มาก และไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากกลัวว่าอาการของลูกอาจจะเป็นมากขึ้น ทำให้ต้องขาดเรียนนานขึ้น หรือทำให้ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลแทนที่จะรีบกินยาดักไว้ก่อน ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคน
แสดงความจำนงว่าต้องการยาและขอให้คุณหมอสั่งยาปฏิชีวนะให้ ซึ่งการทำตามตัวอย่างเช่นนี้ก็มีทั้งผลดีและผลเสียได้
ดังนั้นจึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่ได้เข้าใจถึงเรื่องของยาปฏิชีวนะและการใช้ยาอย่างถูกวิธี
เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาการเจ็บป่วยที่ลูกเป็นอยู่
ยาปฏิชีวนะคืออะไร
นับแต่ปี พ.ศ.2483 ที่เริ่มมีการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดแรก (เพนนิซิลิน) ในการรักษาการติดเชื้อในคนป่วย
ซึ่งเป็นวิวัฒนาการก้าวที่สำคัญก้าวหนึ่งทางการแพทย์ ทำให้สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อต่างๆ
ให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ในเวลาไม่นานก็พบว่าเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ นั้นก็มีวิวัฒนาการปรับตัว
ให้สามารถหลบรอดจากการทำลายของยาปฏิชีวนะ ทำให้เกิดเชื้อดื้อยาขึ้น ทางการแพทย์พบว่า ในพื้นที่ที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะกันมากก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสพบเชื้อจุลินทรีย์ที่ดื้อยามากขึ้น
ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยิ่งต้องพยายามค้นหายาปฏิชีวนะตัวใหม่ๆ มาใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อดื้อยาเหล่านี้ โดยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันทำให้ได้ยาที่ดีขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีผลข้างเคียงน้อยลง
แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องเชื้อโรคที่ดื้อต่อยาได้ทั้งหมด ทำให้ต้องมามองดูว่า อะไรเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เชื้อดื้อต่อยา
ซึ่งคำตอบก็คือ การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็นและการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่ถูกวิธีนั่นเอง จึงได้มีการรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการรักษาโรคติดเชื้อชนิดต่างๆ ทั้งในกลุ่มแพทย์
และประชาชนทั่วไป เพื่อให้เข้าใจถึงประโยชน์ และประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะ และรู้จักวิธีใช้ยาปฏิชีวนะให้ถูกวิธี
เพื่อลดปัญหาของเชื้อดื้อยา
เชื้อโรคที่เป็นตัวปัญหานั้น แบ่งออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่ม ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อรา ซึ่งในการใช้ยาปฏิชีวนะนั้นก็มุ่งที่การรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นหลัก ทั้งนี้ เพราะเชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่
จะเป็นเชื้อที่มีชีวิตและดำรงอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง (เป็นเซลล์ที่มีรูปร่างชัดเจนและมีผนังเซลล์)
เมื่อเข้าสู่ร่างกายคนก็ถือเป็นผู้รุกราน มีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้น สร้างสารพิษ ทำลายเนื้อเยื่อและส่วนของร่างกายที่เชื้อเข้าไป
ตัวอย่างเช่น การติดเชื้อของบาดแผล การติดเชื้อปอดบวม ยาปฏิชีวนะมีฤทธิ์ในการทำลายผนังเซลล์
หรือทำลายการทำงานภายในเซลล์ของแบคทีเรีย ทำให้เซลล์ของแบคทีเรียแตกสลาย ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
ทำให้การติดเชื้อนั้นหายได้ในที่สุด
ส่วนเชื้อไวรัส นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ต้องอาศัยกลไกการทำงานของเซลล์ร่างกายมนุษย์บางอย่างมาใช้ในการเจริญเติบโต
จึงต้องเข้าไปอาศัยในเซลล์ของมนุษย์เพื่อแบ่งตัวและทำลายเซลล์อื่นๆ เช่น ไวรัสเอดส์
ที่เข้าไปอาศัยเซลล์เม็ดเลือดขาวในการเจริญเติบโตหรือไวรัสตับอักเสบ ที่เข้าไปอาศัยในเซลล์ตับ
และทำลายเซลล์ของตับด้วย ซึ่งในปัจจุบันก็มีการคิดค้นยาต้านไวรัสบางชนิดขึ้นมาใช้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่แล้ว
การติดเชื้อไวรัสโดยทั่วไป ยังไม่มียารักษา และต้องการความเข้มแข็งของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ในการขจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกาย เช่น ในกรณีของเชื้อไวรัสหวัด ที่ทำให้เกิดอาการหวัดคัดจมูก
ซึ่งจะหายเองได้ในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนั้นๆ ขึ้น
ดังนั้นโดยทั่วไปถ้ามีการติดเชื้อไวรัสแล้ว การให้ยาปฏิชีวนะจะไม่ได้ผล ไม่ว่าจะใช้ยาปฏิชีวนะที่ดีที่สุดในการรักษาก็ตาม
สำหรับเชื้อรา นั้นก็คล้ายๆ กับเรื่องของเชื้อแบคทีเรีย แต่เนื่องจากปัญหาการติดเชื้อรานั้น
พบน้อยในคนทั่วไปที่มีสุขภาพดี จึงไม่ค่อยเป็นปัญหานัก
สิ่งสำคัญคือ ในการเจ็บป่วยแต่ละครั้งนั้น ถ้าตรงไปตรงมาง่ายก็ดี เช่น ถ้าเป็นหวัดจากเชื้อไวรัส
ก็ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ถ้าเป็นปอดบวม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ก็ต้องให้ยาปฏิชีวนะ
แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันไม่ง่ายอย่างนั้น บางครั้งเริ่มจากการติดเชื้อไวรัส แต่ต่อมาก็กลับมีการติดเชื้อแทรกซ้อน
เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียขึ้น ก็ทำให้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรเข้าใจด้วย
แต่ถ้าจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ใช้อย่างไรจึงจะถูกต้องและปลอดภัย มีข้อแนะนำดังนี้คือ
1. ควรพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง อย่าซื้อยาปฏิชีวนะทานเอง
เนื่องจากอาจจะใช้ยาไม่ถูกกับเชื้อ หรือได้ยาไม่ถูกขนาด (ทานยามากหรือน้อยเกินไป)
หรืออาจเกิดผลข้างเคียงอื่นที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นจากยาอื่นที่ทานร่วมด้วย
และอาจได้รับยาไม่นานพอที่จะรักษาการติดเชื้อให้หายขาด
2. ควรหาเวลาพูดคุยกับแพทย์เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่เป็น แผนการรักษา
และวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตนได้ตามคำแนะนำของแพทย์ การรักษาจะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากการดูแลรักษาโรคนั้นไม่ใช่จะขึ้นกับการทานยาปฏิชีวนะ หรือไม่ต้องทานยาปฏิชีวนะเท่านั้น
การดูแลตนเองที่ถูกต้องก็จะช่วยให้การหายจากโรคนั้นง่ายขึ้นด้วย
3. ในบางครั้งที่เริ่มการรักษาแล้ว
แม้ว่ายากับโรคจะถูกต้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าการเจ็บป่วยจะดีขึ้นในทันที
หลังทานยาเพียง 1 หรือ 2 ครั้ง มีคุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะกังวลมากว่ายาไม่ได้ผล จึงพยายามเปลี่ยนหมอ
เพื่อจะได้ให้หมอเปลี่ยนยาให้ใหม่ หลังจากทานยาได้เพียงวันเดียว ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาได้
4. อย่านำยาปฏิชีวนะที่ใช้ได้ผลกับคนไข้คนอื่นมาให้แก่อีกคนหนึ่ง ที่มีอาการคล้ายกันทานเอง
หรืออย่าเอายาที่มีเก็บไว้นานแล้วที่บ้านมาให้ทานเอง เนื่องจากอันตรายที่เกิดจากยาปฏิชีวนะที่หมดอายุ หรือเสื่อมสภาพจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้องนั้นก็มีเกิดขึ้นรุนแรงได้พอๆ กับการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง
หรือทำให้เกิดการแพ้ยาขึ้นได้
5. การเก็บรักษายา ก็มีความสำคัญมากจึงควรเก็บยาต่างๆ ไว้ในที่เย็น ไม่โดนแสงแดดแรงๆ
และไม่เก็บยาในที่ชื้น ยาที่มีการบรรจุอย่างดี เช่น เป็นแบบบรรจุเม็ดเดี่ยวๆ ในแผงฟอยด์
ก็ไม่ควรจะแกะออกมาทิ้งไว้นานๆ ควรแกะเมื่อจะทานยาเม็ดนั้นๆ เลย หรือในกรณีของยาน้ำ
ก็ควรจะเขย่าขวดให้ดีก่อนเทตวงยาและควรใช้อุปกรณ์ในการตวงยาที่ถูกต้อง เช่น ไซลิงค์
หรือช้อนและถ้วยตวงยาที่มีขีดบอกปริมาณยาที่ชัดเจน จะดีกว่าการประมาณเอาเองโดยใช้ช้อนทั่วๆ ไป
กล่าวโดยสรุป ยาปฏิชีวนะนั้นเป็นยาที่มีคุณประโยชน์มากในการรักษาการติดเชื้อที่ร้ายแรงต่างๆ
แต่เนื่องจากการใช้ยาพร่ำเพรื่อ และการใช้ยาที่ไม่ถูกวิธี ทำให้เกิดผลเสียอื่นๆ ตามมาได้ เช่น ปัญหาเชื้อดื้อยา
ผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์จากยา ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรที่จะใส่ใจในเรื่องนี้
และปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดในการรักษาโรค
ที่คุกคามลูกอันเป็นที่รักของเรานะครับ
(update 14 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2545 ]
|