เมื่ออยากลบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า


ผิวพรรณที่เรามองเห็นภายนอกนั้น เบื้องลึกลงไปประกอบด้วยหลายส่วน เริ่มตั้งแต่ผิวบนสุดที่รู้จักกันในนามหนังกำพร้าเป็นที่รองรับต่อแสงแดดและสายลม เป็นตัวบ่งบอกสีผิวของเราว่าจะมีสีผิวขาว คล้ำ สีแทนหรือดำเนียน ก็แล้วแต่พันธุกรรมของแต่ละครอบครัว ลึกลงมาอีกเล็กน้อยจะเป็นหนังแท้ ประกอบด้วยส่วนสำคัญมากมายที่ช่วยพยุงให้ผิวพรรณดูเต่งตึง เรียบเนียน แห้งลอกหรือมันเยิ้ม ถ้ายังนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงหนังหมู ที่เราแล่ออกมาจากหมูเนื้อแดงนั้น ผิวบนของหนังหมูก็คือ หนังกำพร้า ส่วนขาวข้างล่างคือหนังแท้ ซึ่งจะมีส่วนหนามากกว่าหนังกำพร้า หนังแท้จะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ผิวพรรณเต่งตึง เพราะผิวหนังส่วนนี้จะประกอบด้วยสิ่งสำคัญหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ใยคลอลาเจน ใยอีลาสติน ซึ่งสานกันเป็นตาข่ายช่วยพยุงความแน่นตึงของผิวพรรณส่วนบน เพื่อมิให้เกิดรอยเหี่ยวย่น มีต่อมไขมันคอยหลั่งน้ำมันออกมาหล่อลื่นผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ไม่เกิดอาการแห้งหรือลอกเป็นขุย ในขณะที่ต่อมเหงื่อจะหลั่งเหงื่อออกมาเสริมให้ผิวพรรณดูเปียกชื้น พร้อมกับมีกลิ่นเล็กน้อยผสมรสเค็มๆ ต่อมขนภายใต้หนังแท้จะสร้างเส้นขนและเส้นผมออกมาปกคลุมผิวพรรณ เพื่อสร้างความอบอุ่นและคอยปกป้องอันตรายจากของมีคมหรือแมลงต่างๆ มิให้มากระทบกระแทกผิวโดยตรง เพราะต้องผ่านการกรองจากเส้นขนและเส้นผมเสียก่อน เส้นประสาทและกล้ามเนื้อใกล้เส้นชนจะถูกกระตุ้น เมื่ออากาศหนาวเย็นทำให้ขนลุกขึ้นมาสู้กับอากาศหนาว

ถ้าพิจารณาหนังหมูแล้ว ให้มองไปถึงหมูสามชั้น โดยภายใต้หนังหมูก็จะพบไขมันอยู่ ในผิวพรรณของคนก็เช่นกัน จะพบชั้นไขมันอยู่ภายใต้ชั้นหนังแท้ ไขมันหนาในคนอ้วนจะช่วยดันผิวพรรณเบื้องบนให้เต่งตึงและนุ่ม ดังนั้นถ้าอ้วนสักเล็กน้อยแล้วดูผิวพรรณเต่งตึงก็จะชวนมองมากกว่าผอมแห้งแล้วผิวพรรณมีริ้วรอย

เมื่ออายุมากขึ้น ประมาณสัก 40 ปีขึ้นไป จะมีการเสื่อมของใยคลอลาเจน ใยอีลาสติน ทำให้การพยุงตัวของหนังกำพร้าเริ่มเสียดุล จึงเกิดรอยเหี่ยวย่น เริ่มแรกที่หน้าผากมีรอยเหี่ยวย่นตามแนวขวาง ระหว่างคิ้วมีรอยย่นเป็นแนวดิ่ง ตีนกาเริ่มปรากฏ หนังตาล่างเริ่มห้อยย้อย แก้มเริ่มตอบ อาการเริ่มเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับต่อมไขมันเริ่มทำงานน้อยลง ผิวพรรณจึงเริ่มแห้งเป็นการซ้ำเติมรอยเหี่ยวย่นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จดหมายหลายฉบับที่เขียนเข้ามาถามในคอลัมน์ "ปัญหาสุขภาพ" พบว่ามีคำถามเกี่ยวกับการแก้ไขรอยย่นบนใบหน้ามาบ่อยมาก ซึ่งการตอบคำถามนี้ต้องให้รายละเอียดมาก แต่ควรเริ่มด้วยการป้องกัน ซึ่งน่าจะดีกว่าการแก้ไข

สิ่งแวดล้อมที่ทำให้ผิวหน้าเหี่ยวย่นได้มากๆ น่าจะเป็นแสงแดด ทุกคนจึงควรหลบแดดเท่าที่จะทำได้ เริ่มด้วยการสวมหมวก กางร่วมบังแสงแดด สวมเสื้อผ้าที่มีคุณสมบัติกันแสงแดดมิให้ถูกผิวพรรณได้ การทายากันแดดก็เป็นวิธีป้องกันแสงแดดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง แต่ยากันแดดออกฤิทธิ์เพียง 4-6 ชั่วโมง จึงต้องทาซ้ำอยู่เสมอ

อันดับต่อมาคือ สภาพจิตใจที่เคร่งเครียด มีผลให้ใบหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา ทำให้หน้าผากมีรอยย่นตามแนวนอนและระหว่างคิ้วมีรอยย่นเป็นแนวดิ่ง ถ้าสภาพจิตใจเครียดอยู่ตลอด รอยย่นก็จะเกิดติดต่อกันเป็นเวลานาน มีผลทำให้กล้ามเนื้อหดตัวอยู่เสมอ ก็จะเกิดรอยย่นบนหน้าผาก ตีนกา ระหว่างคิ้วเป็นรอยลึกและคลายตัวได้ยาก การรับประทานอาหารและการทาครีมหรือโลชั่นที่มีคุณสมบัติชะลอความแก่ ได้แก่ บรรดาวิตามินอี วิตามินเอ วิตามินซี Q10 เอสโตรเจน คอลลาเจน ก็จะช่วยได้บ้าง

ปัจจุบันมีหลักฐานแน่ชัดว่า การสูบบุหรี่ทำให้เกิดอาการแก่เร็ว มีรอยย่นบนใบหน้าได้เร็วกว่าปกติ ทั้งนี้เพราะสารนิโคตินมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดด้วย ทำให้อาหารต่างๆ ในกระแสเลือดที่ไปเลี้ยงผิวพรรณลดลงมาก จึงอยู่ในสภาพคล้ายขาดสารอาหารทำให้ผิวพรรณซีด เหี่ยวย่นมากกว่าเดิม การงดสูบบุหรี่จึงเป็นการชะลอความแก่ได้ดีอีกวิธีหนึ่ง

เมื่อเราทำการป้องกันรอยเหี่ยวย่นดังกล่าวแล้ว ก็ยังไม่วายที่จะเกิดอาการผิวเหี่ยวย่น คงต้องใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยเหลือแก้ไข ซึ่งใครจะเลือกวิธีใด ขึ้นกับความเหมาะสมตามฐานะทางการเงิน ความปลอดภัยต่ออัตราเสี่ยงของการเกิดผลแทรกซ้อนในแต่ละวิธีการ แต่อย่าลืมว่า…ไม่ว่าจะทา ฉีด หรือกินสารใดๆ ต่อร่างกาย จะมีทั้งผลเสียและผลดีเสมอ และเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผลดีเพียงอย่างเดียว เมื่อเลือกวิธีใดแล้วเกิดผลเสียต่อร่างกาย ก็จะต้องยอมรับ เพราะเราสมัครใจทำเองตั้งแต่แรกเรื่องการฟ้องร้องจะได้ลดลง

เวชสำอางลบรอยเหี่ยวย่นมีมากมายที่วางขายในท้องตลาด มีการโฆษณามาก ส่วนความปลอดภัยและสรรพคุณยังไม่ใคร่ปรากฏแน่ชัดแต่ก็ใช้แพร่หลาย เริ่มตั้งแต่
AHA (Alpha Hydroxy Acid) เป็นที่นิยมมากทั้งจากผู้ประกอบการ จากการประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ ทำให้เกือบทุกคนจะรู้จักและถามหมอถึงคุณสมบัติของ AHA ว่าลบรอยเหี่ยวย่นได้จริงหรือไม่ แพทย์หลายคนกำลังทำวิจัยอยู่ ผลลัพธ์คงจะออกมาในไม่ช้า ถ้าสนใจจะใช้ ไม่ควรเลือกเครื่องสำอางที่มี AHA เกินร้อยละ 7-10 และความเป็นกรดไม่เกิน 3.0-3.5 เพราะถ้าเข้มข้นกว่านี้ คุณสมบัติในการลอกผิวพรรณจะรุนแรง ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ผิวหนัง AHA ได้จากกรดผลไม้ เช่น มะขาม มะนาว ส้ม องุ่น แอปเปิ้ล คนพื้นบ้านที่ใช้ส้มมะขามผสมน้ำผึ้งทาหน้าก็เป็นการใช้ AHA อย่างอ่อนนั่นเอง AHA มีคุณสมบัติในการทำให้ผิวส่วนหนังกำพร้าลอกออกมีละน้อย จึงได้ผิวใหม่ปรากฏให้เห็นแทนที่ ถ้าถามว่าไม่ใช้ AHA ผิวจะลอกเองหรือไม่ คำตอบคือ ลอกโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ลอกออกมาเป็นชั้นขี้ไคลอย่างช้าๆ เมื่อมีฤทธิ์ในการลอกผิวทำให้รอยย่นจื้นขึ้น ในทางการแพทย์ใช้ AHA 50-70 เปอร์เซ็นต์ ในการลอกหน้าโดยทำทุก 2-4 สัปดาห์ สักระยะหนึ่งจนสวยตามที่ชอบ ส่วนผู้ที่ไม่ควรทำการลอกหน้าด้วยวิธีนี้ ไม่ว่าจะโดยแพทย์หรือเวชสำอาง ได้แก่ ผู้ที่แพ้สารเคมีง่ายๆ ผิวขาวๆ บางๆ ผู้สูงอายุ เมื่อใช้จะเกิดอาการผิวลอก คัน และแดงเป็นจ้ำ ผิวไวต่อแสงแดด เป็นฝ้าและกระในเวลาต่อมา

BHA (Beta Hydroxy Acid) คือ กรดซาลิซิลิคนั่นเอง แพทย์ผิวหนังใช้มานานแล้ว ถ้ามีความเข้มข้น 40 เปอร์เซ็นต์ ใช้ละลายหูด ถ้าประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ใช้ทาละลายผื่นแข็งๆ ที่มีอาการคัน เนื่องจากสารนี้ละลายในไขมันได้ดี มีผลในการดูดซึมเข้าสู่ต่อมไขมันและต่อมขน ทำให้มีผลลดการอุดตัน ซึ่งเป็นต้นตอของการเกิดสิวประการหนึ่ง และนิยมผสมในน้ำยาเช็ดทำความสะอาดใบหน้า สบู่ล้างหน้า เพื่อลดการอุดตันของสิวเสี้ยน

PHA (Poly Hydroxy Acid) คล้าย AHA แต่ระคายเคืองน้อยกว่า ฤทธิ์ย่อมอ่อนกว่าด้วย แต่ยังไม่นิยมใช้ในปัจจุบัน เพราะได้ผลในการลอกผิวน้อยไป

วิตามินต้านออกซิเดชั่น (Antioxidation) ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ มีการทดลองในห้องปฏิบัติการบางแห่ง สรุปว่าการทาวิตามินซี จะเสริมสร้างใยคลอลาเจนในชั้นหนังแท้เป็นการลบรอยย่น ซึ่งดูเหมือนว่าวิตามินตัวนี้จะช่วยแก้สาเหตุของการเหี่ยวย่นได้ถูกจุด แต่วิตามินซีสลายตัวเร็วมาก การเตรียมต้องมีขั้นตอนตามหลักทางเคมี แต่การใช้ลบรอยเหี่ยวย่นในคนกำลังอยู่ระหว่างการพิสูจน์

เอสโตรเจน (Estrogen) เป็นฮอร์โมนที่มีอยู่ในร่างกายผู้หญิงมากในระดับหนึ่ง มีผลทำให้ผิวพรรณดูเนียนสวย เมื่อเข้าสู่วัยทอง ฮอร์โมนตัวนี้จะหมดไป ทำให้ผิวหน้าเหี่ยวย่น การทาเอสโตรเจนจะช่วยให้มีการผลิตคลอลาเจน เสริมให้รอยเหี่ยวย่นตึงกว่าเดิม เป็นผลจากการวิจัยขนาดเล็กๆ อย่างไรก็ตาม ต้องวิจัยเพิ่มเติมอีกมาก ประกอบกับฮอร์โมนนี้มีราคาแพง

ศัลยกรรมลบรอยเหี่ยวย่น มีหลายอย่างเริ่มด้วย
ลอกหน้า (Dermabrasion) เป็นการไถผิวหนังชั้นบนออกไปทีละน้อย แต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม เพราะมีผลข้างเคียงมาก เช่น ใบหน้าดำเกิดจากแสงแดดและความร้อนในบรรยากาศของเมืองไทย
ที่กำลังทำอยู่คือ Microdermabrasion เป็นอุปกรณ์ปล่อยผงละเอียดของซิลิคอนไดออกไซด์ลงบนผิวหน้า แล้วใช้แผ่นบางหมุนอัตโนมัติหมุนผงละเอียดวนบนใบหน้าเป็นการลอกหน้าชนิดตื้น แต่อาจตกสะเก็ดและบวมเล็กน้อยหลังทำ

แสงเลเซอร์ ยิงเลเซอร์ซึ่งเป็นความร้อนไปยังผิวที่ต้องการลบรอยย่น ทำให้เซลล์ชั้นบนๆ หลุดไป เซลล์ชั้นในก็จะตึงตัวและขึ้นมาแทนที่ ดูผิวหนังเต่งตึงขึ้น

ฉีดสาร Botox ซึ่งได้จากแบคทีเรียมีฤทธิ์ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว เมื่อฉีดบนใบหน้าส่วนย่น กล้ามเนื้อจะคลายตัว ดูเรียบตึง ฉีดซ้ำทุกๆ 4-6 เดือน ผลเสียอาจมีคิ้วตก ห้อเลือดซึ่งจะเป็นชั่วคราวเท่านั้น

ใช้เสริมด้วยเนื้อเยื่อต่างๆ เริ่มด้วยการฉีดคลอลาเจน ซึ่งสกัดจากวัวควาย หรือนำไขมันของเราเองจากต้นขา ฉีดตรงบริเวณรอยย่น อาจต้องฉีดซ้ำทุกๆ 2-3 เดือน จึงกลับสู่สภาพปกติ ถ้าโชคดีคอลลาเจนที่ฉีดเข้าไปสลายตัว และร่างกายสร้างมาทดแทนได้เอง ก็ไม่ต้องฉีดซ้ำ การใช้คอลลาเจนจากสัตว์มาฉีดในคน อาจมีผลแทรกซ้อน โดยมีอาการแพ้ และช็อคได้ เนื่องจากคอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย

ใช้สารเคมีลอกหน้า (ChemciakA Pelling) ส่วนมากแพทย์ใช้กรดไตรคลอเวติก 30-70 เปอร์เซ็นต์ ลอกรอยเหี่ยวย่น ต้องใช้ความชำนาญ เพราะมีผลข้างเคียง คือ หน้าแดง หน้าดำ แผลเป็น
ทั้งหมดเป็นวิธีลบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ส่วนจะใช้วิธีใด ขึ้นกับผิวพรรณของแต่ละคน ความชำนาญของแพทย์ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และความพึงพอใจของแต่ละคน


(update 17 กันยายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600