พัฒนาการลบรอยแผลเป็นจากสิว


หลายคนมักจะเดือดร้อนใจเมื่อมีสิวเม็ดโตๆ บนใบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิวอักเสบแดง สิวหนอง และสิวหัวช้าง เพราะนอกจากจะทำให้ใบหน้ามีตำหนิแล้ว ยังกลัวต่อไปอีกว่า เมื่อหายอาจเกิดแผลเป็น กลายเป็นหลุมตื้นๆ ลึกๆ ตามแต่สภาพสิวและผิวพรรณของแต่ละคน

วิธีชะลอการเกิดแผลเป็นจากสิวก็ควรพยายามทายาบนหัวสิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สิวที่เคยอักเสบแดงค่อยๆ ยุบตัวทีละน้อยและกลายสีเป็นดำคล้ำ อย่าบีบหรือเจาะสิวขณะที่ยังไม่มีหนองสุกเต็มที่ ถ้าเราพยายามถนอมหัวสิวไม่ให้แตกออกมา จะทำให้โอกาสเกิดหลุมแผลเป็นมีน้อยมาก ตรงกันข้าถ้าแกะบีบเค้นทำให้หัวสิวระเบิดออกมา ขณะยังไม่สุกเต็มที่ จะเกิดเป็นแผลหลุมโตๆ ซึ่งยากแก่การรักษาให้เรียบเท่าผิวพรรณปกติ

แผลเป็นดำๆ จากสิว คนโบราณใช้พอกหน้าด้วยน้ำมะขาม ซึ่งน่าจะเทียบได้กับกรดผลไม้ (AHA) ในโลกยุคใหม่ เมื่อพอกหน้าบ่อยๆ ด้วยน้ำมะขาม ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์จะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน จึงมีคุณสมบัติให้ผิวหน้าลอกออกเป็นขุยขาวๆ รอยดำจากสิวหรือจากเหตุอื่นจะหลุดลอกอย่างช้าๆ ทำให้ใบหน้าดูเกลี้ยงเกลาขึ้น เป็นวิธีประหยัดได้ผลดีพอควร แต่อย่าลืมว่าผิวพรรณแต่ละคน ที่พ่อแม่ให้มามีสภาพต่างกัน มีความทนกรดได้ไม่เท่ากัน เมื่อน้ำมะขามมีฤทธิ์เป็นกรด บางคนอาจใช้ได้เหมาะและได้ผลสวยสมใจ แต่บางคนอาจเกิดอาการแพ้และมีผื่นคันบนใบหน้าอยู่หลายวัน โชคดีที่อาการแพ้มักจะไม่รุนแรงและหายได้เองในที่สุด

สำหรับแผลเป็นชนิดหลุมจากสิว ยังไม่มีวิธีการหายโดยวิธีรักษาแบบโบราณ ต้องพึ่งด้านการแพทย์ ซึ่งมีหลายวิธีเริ่มตั้งแต่ดั้งเดิมใช้วิธีการลอกหน้าด้วยการไถผิวหนังส่วนบนออก (DERMABHRASION) และ ลอกหน้าด้วยผลึกสารอลูมิเนียมออกไซด์ (MICRODERMABRASION) ซึ่งเป็นวิวัฒนาการใหม่ล่าสุด และแต่ละคนจะหวังแต่ผลดีคือใบหน้าสวยเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ทุกอย่างจะมีผลแทรกซ้อนตามมา ทั้งนี้แล้วแต่โชคของแต่ละคน

ลอกหน้าโดยการไถหนังส่วนบน (DERMABRASION) ทำในเมืองไทยมากเมื่อประมาณ 15-20 ปีก่อน จัดเป็นศัลยกรรมตกแต่งที่คนอยากสวยนิยมทำกันมาก แต่โชคไม่ดีสำหรับคนไทยเพราะมีผิวสีคล้ำ และแดดร้อนจัดมาก เมื่อใช้เครื่องไถผิวพรรณส่วนบนออก จนหลุมแผลเป็นจากสิวตื้นกว่าเดิม มองดูผิวหน้าเรียบ เมื่อออกไปทำงานและถูกแสงแดด อยู่หน้าเตาเมื่อทำกับข้าว หรืออบผมและมีไอร้อนมากระทบผิวหน้า จะเกิดอาการแทรกซ้อนคือผิวคล้ำลงในเวลาไม่กี่วัน แต่ในขณะเดียวกันถ้าทำการรักษาในประเทศแถบยุโรปซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็น แดดน้อย คนผิวขาวกว่าแถวบ้านเราจะได้ผลค่อนข้างดี คือผิวเรียบเนียนและไม่ดำคล้ำ

การแพทย์แผนปัจจุบันใช้กรดวิตามินเอ ทาวันละ 1-2 ครั้ง เพื่อเป็นการลบรอยดำที่เกิดจากสิว แต่ยานี้มีผลข้างเคียงคือแสบและคัน เมื่อทาทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จึงต้องล้างยาออก

การรักษาแผลเป็นหลุมเล็กๆ จากสิว เริ่มด้วยวิธีง่ายๆ โดยการทาสารเคมีลอกผิวบนขอบแผลเป็นออกไป จะทำให้ขอบแผลที่เป็นรูปแนวดิ่งราบลง จึงมองดูก้นแผลตื้นขึ้น สารเคมีที่ใช้มีหลายชนิดเริ่มตั้งแต่ AHA (กรดผลไม้) ฟีนอล กรดไตรคลอเซดติก ควรทำทุก 1-2 อาทิตย์โดยแพทย์ มิใช่ทำโดยร้านเสริมสวย เนื่องจากสารดังกล่าวมีผลข้างเคียง ทำให้แสบคัน และถ้าทาหนาเกินไป อาจทำให้ผิวเสียและกลายเป็นสีดำติดอยู่นาน หรือถ้ามีปฏิกิริยารุนแรงจะกลายเป็นแผลเป็นนูนเหนือผิว ถ้าพลาดหยดเข้าลูกตาทำให้ตาบอดได้ในที่สุด วิธีการทาสารเคมีมีชื่อทางการแพทย์ CHEMICAL PEELING

การรักษาแผลเป็นหลุมตื้นๆ ด้วยเลเซอร์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อาจใช้ได้ แต่อย่าหวังผลดีเกินไปนัก เพราะที่ปรากฏในบางราย หลังจากใช้แสงเลเซอร์ทำลายผิวขอบๆ แผลเป็นให้ราบลงแล้ว จะเกิดรอยแดงหรือดำเป็นจุดๆ เป็นเวลาหลายเดือน ทั้งแพทย์และคนไข้ต้องรอคอยจนกว่าสีจะกลับสู่ปกติ บางรายนานถึง 6 เดือน ซึ่งหมายถึงว่า ต้องทาแป้งปิดไว้ หรือหลบแดดในเวลาดังกล่าว

MICRODERMABRASION เป็นวิทยาการที่น่าจะใหม่สุดที่เข้าสู่ประเทศไทย ในการรักษาแผลเป็นจากสิว แต่เริ่มใช้ในยุโรปและอเมริกามา 5-10 ปีแล้ว ราคาเครื่องมือประมาณ 200,000 บาท

หลักการคือ ลอกผิวโดยการพ่นผลึกสารอลูมิเนียมออกไซด์หรือโซเดียมคลอไรด์ ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ประมาณ 100 ไมครอน ลงบนผิวหน้าที่ถูกดูดให้ตึงโดยเครื่องมือชนิดหนึ่ง แล้วดูดผลึกสารกลับเข้าเครื่องเพื่อทำความสะอาด แล้วจึงพ่นออกมาอัดซ้ำแล้วซ้ำอีก ความลึกของการลอกผิวขึ้นอยู่กับอัตราการไหลเวียนของผลึก ปริมาณของผลึกสารที่สัมผัสผิวหน้าต่อวินาที ความหนาของผิวพรรณที่ทำการลอก และขนาดของผลึก โดยทั่วไปทำทุก 2-3 สัปดาห์ ผลการทำแต่ละครั้งจะจบลงด้วยผื่นแดง เพราะมีการลอกผิวชั้นขี้ไคล และหนังกำพร้าส่วนบนๆ ออกไป จนมองดูผิวเรียบเมื่อทำซ้ำหลายๆ ครั้ง หลังทำการนี้ควรดูแลผิวหน้าโดยน้ำสะอาด อาจรู้สึกตึงหรือแสบหน้าเล็กน้อยและควรใช้ครีมให้ความชุ่มชื้น ครีมกันแดดด้วยก็ดี อาจมีผิวลอกเล็กน้อยใน 2-3 วันแรก ในรายที่แพ้อาจเกิดสิวอักเสบเป็นหนองขนาดเล็กกระจายเต็มใบหน้า แต่รักษาหายได้ เท่าที่มีรายงานในต่างประเทศของผู้ผลิตเครื่องมือ พบว่า ทำครั้งละ 10-15 นาที ประมาณ 6-46 ครั้ง ในการรักษาแผลเป็นหลุมจากสิว แผลเป็นจากการประสบอุบัติเหตุ แผลเป็นจากการผ่าตัด แผลเป็นจากไฟไหม้ และโรคอีสุกอีใส


(update 31 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600