เรื่องของโรคเหงือกอักเสบ


เหงือกปกติ


ความสัมพันธ์ของฟันและเหงือก
การที่เรามีฟันอยู่ในช่องปาก และสามารถใช้ฟันทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของตัวฟันและอวัยวะที่อยู่รอบๆ ตัวฟัน ซึ่งทำหน้าที่ยึดฟัน และพยุงฟันให้คงอยู่ในขากรรไกร อวัยวะที่อยู่รอบๆ ตัวฟัน มีชื่อเรียกรวมกันว่า อวัยวะปริทันต์ (Periodontium) ซึ่งประกอบด้วย เหงือก (Gingiva) เอ็นยึดปริทันต์ (Periodontal ligament) เคลือบรากฟัน (Cementum) และกระดูกเบ้าฟัน (Alveolar bone)

ลักษณะของเหงือกปกติ
เหงือกจะทำหน้าที่ห่อหุ้มและป้องกันอันตรายให้แก่กระดูกและฟัน โดยมีเอ็นยึดกับรากฟันเอาไว้ ขอบเหงือกที่บริเวณคอฟันจะมีลักษณะบาง ผิวเรียบ ไม่ยึดกับตัวฟัน ทำให้เกิดเป็นร่องเหงือกลึกประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ส่วนของเหงือกที่อยู่ต่ำลงมาจะยึดกับกระดูกเบ้าฟัน ส่วนของเหงือกยึดนี้มีความแข็งแรงกว่าเหงือกที่อยู่บริเวณขอบเหงือก และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า มีลักษณะขรุขระเล็กน้อย ไม่เรียบเหมือนขอบเหงือก

โดยปกติ ถ้าสังเกตดูที่เหงือกของเราจะเห็นว่ามีสีชมพู ซีดแต่ถ้าเกิดโรคมีการอักเสบหรือมีการติดเชื้อจะมีสีแดง เรียบเป็นมันหรือเป็นสีม่วง คล้ำ ช้ำ เมื่อเหงือกมีการอักเสบและติดเชื้อจะมีหนองเกิดขึ้น โดยเฉพาะบริเวณขอบเหงือก ถ้าลองกดดูจะเห็นว่ามีหนองไหลออกมา อย่างไรก็ตามในบางคนอาจจะมีเหงือกสีคล้ำได้เช่นคนผิวดำ คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำนานๆ หรืออาจจะพบได้ในคนที่ทำงานสัมผัสกับสารเคมีเป็นประจำนานๆ ซึ่งอันนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า ในร่างกายมีการสะสมของสารบางอย่างมากอาจจะต้องมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไป


โรคของเหงือก


โรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์อักเสบ
การเกิดโรคเหงือกอักเสบมีสาเหตุมาจาก การปล่อยปละละเลยในการรักษาความสะอาดช่องปาก ทำให้เกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์และหินปูน เมื่อเหงือกเริ่มเกิดการอักเสบจะมีอาการแสดงให้เห็น คือ เหงือกเริ่มแดง บวม กดนิ่ม ขอบเหงือกหนาตัวมีเลือดออกได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะแปรงฟัน ในระยะแรกนี้มักจะไม่มีอาการเจ็บปวด

แต่ถ้ายังไม่มีการรักษา การอักเสบที่เหงือกอาจจะเกิดลุกลามจนถึงขั้นมีการอักเสบของอวัยวะปริทันต์ มีการสูญเสียการยึดเกาะระหว่างเอ็นยึดปริทันต์กับเคลือบรากฟัน เกิดเป็นร่องลึกปริทันต์ขึ้น (Periodontal pocket) และที่สำคัญคือ มีการละลายตัวของกระดูกเบ้าฟัน ฟันก็จะไม่มีอะไรยึด ในระยะนี้อาจจะเกิดฟันโยก ทำให้ฟันที่ปกติแล้วเคยเรียงตัวชิดกันดี ก็จะเริ่มห่างออกจากกัน ฟันโยกและปวด เคี้ยวอาหารไม่สะดวก กัดอาหารจะรู้สึกว่าฟันไม่แน่น เจ็บเวลาเคี้ยว มีเลือดออกจากเหงือกได้ง่าย มีกลิ่นปาก บางครั้งอาจเกิดฝี มีหนองขึ้น ในที่สุดก็ต้องถอนฟันซี่นั้นออกในที่สุด

ใครบ้างที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเหงือก
สาเหตุหลักของการเกิดโรคเหงือกก็คือ คราบอาหารและหินปูน นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่จะทำให้มีโอกาสเกิดโรคเหงือกอักเสบมากขึ้น เช่น ผู้สูบบุหรี่มากๆ เป็นประจำ การขาดสารอาหาร หรือได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน เช่น คนที่ลดความอ้วนไม่ถูกวิธี ผู้ที่ทานยาประเภทสเตียรอยด์ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ที่เป็นโรคลมชักหรือผู้ที่ทานยาคลายเครียดเป็นประจำ

ผู้หญิงในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ช่วงวัยทองหรือช่วงหมดประจำเดือน ระหว่างตั้งครรภ์หรือมีการทานยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานานๆ จะมีโอกาสเสี่ยงกับการที่จะเกิดโรคเหงือกอักเสบเช่นเดียวกัน ฉะนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงก็ควรจะตรวจสุขภาพช่องปากเป็นระยะสม่ำเสมอ อย่างต่อเนื่อง

การรักษาและป้องกัน
การรักษาโรคเหงือกอักเสบในระยะแรก ทันตแพทย์จะกำจัดหินปูนออกให้หมดเสียก่อน หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะต้องดูแลรักษาความสะอาดตามที่ทันตแพทย์แนะนำเพื่อไม่ให้มีคราบอาหาร และหินน้ำลายเกิดขึ้นอีก ผลของการรักษาโรคเหงือกในผู้ป่วยแต่ละคนจะแตกต่างกัน ขึ้นกับระยะเวลาและความรุนแรงของโรคที่เป็นประมาณ 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะหายเป็นปกติ เหงือกจะมีสภาพดีแข็งแรง ไม่มีการอักเสบหรือติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่สามารถทำความสะอาดได้

แต่ในกรณีที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบแล้ว หลังจากกำจัดหินปูนออกไปหมดแล้ว ก็อาจจะยังมีความผิดปกติเหลืออยู่ ปัญหาที่พบมากหลังการรักษาโรคปริทันต์ก็คือ เหงือกร่น เห็นซี่ฟันยาว ไม่สวย โดยเฉพาะบริเวณฟันหน้าอาจจะแก้ไขได้ โดยทันตแพทย์จะทำศัลยกรรม ผ่าตัด แต่งเหงือก หรือใส่เหงือกปลอมปิดทับฟันเอาไว้

ปัญหาที่พบได้บ่อยอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีร่องเหงือกรอบฟันลึกมาก คือตั้งแต่ 4-5 มิลลิเมตรขึ้นไป ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำความสะอาดได้ถึง เกิดการสะสมของคราบอาหารได้ง่าย เชื้อแบคทีเรียจะชอบและเจริญได้ดี เป็นเหตุให้เกิดการอักเสบของเหงือกได้อีก จำเป็นต้องทำการตัดแต่งเหงือก เพื่อให้เหงือกมีลักษณะที่เอื้อให้สุขภาพดีต่อไป

นอกจากนี้ ในบางกรณีที่มีการละลายกระดูกรอบรากฟันไปมากถึงจะมีการรักษาในระยะแรกไปแล้ว ผู้ป่วยก็อาจจะมีฟันโยกอยู่ ทันตแพทย์จะต้องใส่เครื่องมือยึดฟันซี่นั้นให้อยู่กับที่ มิฉะนั้นจะเจ็บเวลาเคี้ยวอาหาร และทำให้มีการละลายของกระดูกรอบรากฟันเกิดขึ้นต่อไปอีก

จะเห็นได้ว่าการเกิดโรคเหงือกอักเสบนั้นป้องกันได้ง่ายๆ โดยดูแลรักษาความสะอาดของเหงือกและฟันให้ดี และหากเกิดโรคแล้ว ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกๆ การรักษาโรคเหงือกก็จะไม่ยุ่งยาก ผลการรักษาจะออกมาดี ฉะนั้นเราจึงควรหมั่นสังเกตว่า เหงือกของเราแข็งแรง มีสุขภาพดีอยู่หรือไม่ หากพบความผิดปกติก็ควรไปพบทันตแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า


(update 5 กรกฎาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 4 พฤษภาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600