มีคนจำนวนมากที่เคยได้รับการอุดฟันกราม และอาจจะสงสัยว่า
ทำไมถึงมองเห็นเป็นสีเงินๆ ทำไมทันตแพทย์ไม่อุดฟันให้เป็นสีขาวเหมือนฟันจริงของเรา
การอุดฟันเป็นการรักษาโรคฟันผุ ซึ่งสามารถช่วยป้องกันการลุกลามของโรคฟันผุได้
ทันตแพทย์ที่ทำการรักษาจะทำการกรอเนื้อฟันส่วนที่ผุที่มองเห็นเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำออกให้หมด
และใช้วัสดุอุดฟันใส่ลงไปแทนที่เนื้อฟันส่วนที่หายไป
ในสมัยก่อนจะมีการอุดฟันด้วยวัสดุสีขาวในการอุดฟันหน้าเท่านั้น
แต่ในการอุดฟันหลังจะนิยมใช้ "อมัลกัม" มากกว่า เนื่องจากมีคุณสมบัติที่แข็งแรง ทนทาน
ในการใช้บดเคี้ยวอาหารและสามารถใช้งานได้นานหลายปี ถ้าได้รับการอุดและขัดแต่งที่ดี
อมัลกัม เป็นวัสดุที่ผลิตจากโลหะผสม ได้แก่ ดีบุก เงิน และโลหะชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด
รวมทั้งปรอท จึงทำให้มองเห็นเป็นสีเงินในเวลาที่เราเพิ่งจะอุดฟันเสร็จใหม่ๆ
เมื่อเราใช้ฟันในการบดเคี้ยวอาหารเป็นเวลาหลายปี กรดหรือด่างจากอาหารหลายชนิด
ที่เรารับประทานจะทำปฏิกิริยากับโลหะ ทำให้วัสดุอุดฟันมีรอยรั่วและสามารถเกิดการซึมผ่านของน้ำเข้าไป
ในรอยต่อระหว่างอมัลกัมกับเนื้อฟันได้ บางครั้งจะพบว่า มีการซึมของออกไซด์จากโลหะเข้าสู่เนื้อฟัน
ทำให้เนื้อฟัเปลี่ยนสีมองเห็นเป็นสีดำคล้ำขึ้น เวลาอ้าปากจะมองเห็นว่ามีฟันที่ได้รับการอุดฟันอย่างชัดเจนมาก
และถ้ามีฟันกรามหลายซี่ที่ได้รับการอุดก็จะยิ่งทำให้ดูไม่สวยงามมากขึ้น
กรณีเช่นนี้ จะมีวิธีแก้ไจได้อย่างไร
ในสมัยก่อนนั้น วัสดุอุดฟันสีขาวจะมีเพียงไม่กี่ชนิด วัสดุที่นิยมใช้เรียกว่า
ซิลิเกต หรือคอมโพสิตเรซิ่น ในยุคแรกที่แข็งตัวได้เอง สีของวัสดุที่มีให้เลือกใช้ก็มีน้อย
อีกทั้งความแข็งแรงก็ยังไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการอุดฟันกรามที่ต้องรับแรงบดเคี้ยว
จึงมีความนิยมใช้อมัลกัมเพื่ออุดฟันกรามมากกว่า
ปัจจุบันวิวัฒนาการของวิชาการทันตแพทย์ศาสตร์ โดยเฉพาะทันตกรรมบูรณะทางวัสดุได้ก้าวหน้าไปอย่างมาก
มีวัสดุอุดฟันสีขาวที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มีสีเหมือนฟันธรรมชาติและเพื่อเพิ่มความสวยงาม
วัสดุอุดฟันเหล่านี้มีหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป
วัสดุอุดที่มีความแข็งแรงทนทานต่อการบดเคี้ยวอาหาร และมีความสามารถในการยึดติดแน่นกับเนื้อฟันที่ดี
จะสามารถนำมาใช้ในการอุดฟันกรามได้ดี
- การใช้วัสดุอุดสีเหมือนฟันธรรมชาติ
วัสดุอุดฟันที่มีสีเหมือนฟันธรรมชาติ จะเป็นวัสดุพวกเรซิ่น ที่เรียกว่า คอมโพสิตเรซิ่น
วัสดุอุดเหล่านี้จะแข็งตัวได้โดยการฉายแสง และมีหลายเฉดสีให้เลือกได้ตามสีฟันของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป
ปัจจุบันคอมโพสิตเรซิ่น มีการพัฒนาอย่างมากมาย เพื่อให้การอุดฟันหน้ามีความสวยงามเหมือนฟันธรรมชาติมากที่สุด
และเพื่อให้สามารถนำมาใช้ในการอุดฟันหลังที่จ้องรองรับแรงบดเคี้ยวอาหารได้
การยึดติดที่ดีของวัสดุอุดพวกคอมโพสิตเรซิ่น ที่แข็งตัวด้วยการฉายแสงนี้จะเกิดขึ้นได้กับเนื้อฟันที่สะอาด
และไม่มีความชื้นมากนัก ทันตแพทย์ที่ทำการรักษาอาจจะต้องใส่แผ่นยางกันน้ำลาย
เพื่อควบคุมให้การอุดฟันในบริเวณฟันซี่นั้นๆ สะอาดและไม่มีการปนเปื้อนของน้ำลาย
เทคนิคในการทำจะค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อน เนื่องจากในการอุดจะต้องใช้สารช่วยยึดติดกับเนื้อฟัน
(Dentine Bonding) ที่มีหลายขั้นตอนในการใช้ บางคนอาจจะเคยอุดฟันกรามด้วยสีเหมือนฟัน
แล้วพบว่า มีอาการเสียวฟันภายหลังการอุด เนื่องจากการใช้สารยึดติดเนื้อฟันเหล่านี้
จะมีวิธีการใช้ที่ค่อนข้างละเอียดและซับซ้อน
ในกรณีที่ฟันผุมากจนลงไปใต้เหงือก ทำให้ไม่สามารถควบคุมความชื้นได้
ทันตแพทย์ก็จะเลือกวัสดุอุดฟันอีกกลุ่มหนึ่งที่ชื่อ กลาสไอโอโนเมอร์
ซึ่งมีข้อดีที่สามารถปล่อยฟลูออไรด์ออกมาเพื่อช่วยป้องกันการเกิดฟันผุต่อไปได้
แต่อาจจะเกิดการสึกกร่อนได้ง่ายกว่า
- ข้อจำกัดของการอุดฟันหลังด้วยคอมโพสิตเรซิ่น
ในคนที่นอนกัดฟัน หรือมีแรงบดเคี้ยวที่มากกว่าปกติ มักจะพบการสึกของฟัน โดยทั่วไปกรณีเช่นนี้
ถ้าอุดฟันด้วยวัสดุคอมโพสิตเรซิ่น ก็จะเกิดการสึกของวัสดุอุดลงไปได้เช่นเดียวกัน
สำหรับฟันที่ผุมาก เคยอุดด้วยวัสดุอุดอมัลกัมที่มีขนาดใหญ่
กรณีเช่นนี้จะทำให้วัสดุอุดต้องรับแรงในการบดเคี้ยวมาก การเลือกทำอินเลย์ (inlay)
หรือออนเลย์ (onlay) ด้วยเซรามิกส์จะให้ผลที่สวยงามและดีกว่าการอุดด้วยคอมโพสิตเรซิ่น
กรณีที่ฟันคู่สบเป็นครอบฟันที่ทำมาจากพอร์ซเลน ซึ่งมีความแข็งแรงมากกว่าเคลือบฟัน
เพื่อใช้ในการบดเคี้ยว ฟันที่อุดด้วยคอมโพสิตเรซิ่น ก็จะสึกกร่อนได้มากกว่า
ควรจะอุดด้วยวัสดุที่ทำจากพอร์ซเลน (Empress Ceramic Fitting) จะให้ความแข็งแรงและสวยงามกว่า
ถึงแม้ว่าทันตแพทย์จะอุดฟันด้วยวัสดุที่ดีและมีความสวยงามเหมาะสมมากเพียงใดก็ตาม
การดูแลรักษาความสะอาดยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเสมอ
ทั้งนี้ แม้อุดฟันแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าฟันซี่นั้นจะปลอดภัยจากโรคฟันผุตลอดไป
ฟันเหล่านั้นสามารถผุต่อไปได้อีก โดยเฉพาะที่บริเวณรอยต่อของเนื้อฟันกับวัสดุอุดฟัน
ดังนั้น การไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากอย่างน้อยปีละครั้ง
จะทำให้ทุกท่านมีสุขภาพในช่องปากที่ดีได้นะคะ
(update 9 ตุลาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 7 สิงหาคม 2546 ]
|