ตอนที่ยังเป็นเด็กหลายคนคงจำได้ว่าเมื่อฟันแท้จะขึ้น ฟันน้ำนมของเราจะโยก เคี้ยวอาหารลำบาก
ต้องให้ผู้ใหญ่ดึงออกด้วยวิธีการต่างๆ หรือให้ทันตแพทย์ถอนออก นั่นเป็นธรรมขาติเมื่อฟันแท้จะขึ้น
แต่ถ้าเกิดฟันแท้โยกก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ปกติแน่นอน เพราะฟันโยกถือเป็นสัญญาณเตือนของอันตราย
ที่เกิดขึ้นกับฟันของเรา
โดยธรรมชาตินั้น ฟันของเราจะมีการเคลื่อนที่ตลอดชีวิต แต่เป็นการเคลื่อนที่ที่น้อยกว่าและเป็นไปอย่างช้าๆ
ไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากเป็นการปรับสมดุลจากการที่ฟันมีการสึกหรอไปจากการใช้งาน
หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงไปของเหงือกและอวัยวะต่างๆ ในช่องปาก ซึ่งใช้เวลานานเป็นปีๆ ทั้งนี้
การเคลื่อนที่จะมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับจำนวนซี่ฟันที่มีอยู่ ขนาดของซี่ฟัน จำนวนราก ลักษณะของรากฟัน
ลักษณะการเคี้ยว ตลอดจนการเรียงตัวของฟัน เช่น ในกรณีที่มีการถอนฟัน หรือฟันซ้อนเกจะเห็นว่าฟันเคลื่อน
เกิดการล้มเอียง หรือฟันยื่นยาวขึ้น
จากการศึกษาพบว่า ตามธรรมชาติของเราจะมีการเคลื่อนที่เล็กน้อยจากเบ้าฟันระหว่างนอนหลับด้วย
ซึ่งตรวจพบได้โดยเครื่องมือพิเศษเท่านั้น
อันตรายจากฟันโยก ฟันโยกเป็นอาการผิดปกติที่เยื่อหุ้มรากฟันหรือที่กระดูกรอยรากฟัน
หรือเกิดจากทั้งสองส่วน เมื่อฟันโยกเราจะเคี้ยวอาหารได้ลำบาก เพราะเมื่อเคี้ยว
ฟันจะโยกไปมาทำให้เจ็บเหงือกมาก เหงือกรอบๆ ฟันมักจะอักเสบและบวมด้วย
ฟันโยกเกิดจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการคือ
1. การติดเชื้อของเหงือกและเนื้อเยื่อที่อยู่รอบรากฟัน การติดเชื้ออาจจะมีสาเหตุมาจาก
ฟันที่มีการลุกลามถึงโพรงประสาทฟัน หรือเกิดจากการที่เป็นโรคเหงือกอักเสบ
และมีการทำลายกระดูกที่รองรับรากฟันด้วย การติดเชื้อก็จะทำให้เกิดการทำลายเยื่อยึดรากฟัน
และกระดูกรอบรากฟัน ฟันที่ไม่มีอะไรยึดก็จะโยกได้ นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่พบได้มากที่สุด
2. แรงเคี้ยวที่ผิดปกติ ฟันที่แข็งแรงจะทนต่อการบดเคี้ยวได้ดี แต่แรงที่เกิดจะต้องไม่มากเกินไป
เพราะจะทำให้ฟันโยกได้ คนที่นอนกัดฟันหรือชอบกัดฟันเล่นจะทำให้เกิดฟันโยกได้
คนที่มีการสบฟันผิดปกติก็เป็นสาเหตุให้ฟันโยกได้เช่นกัน
3. อุบัติเหตุ การได้รับแรงกระแทกจากการเล่นกีฬาหรือจากอุบัติเหตุอื่นๆ จะทำให้ฟันแตก ร้าว
หรือโยกได้ ฉะนั้นต้องมีความระมัดระวังหรือใส่เครื่องมือกันฟันเมื่อต้องเล่นกีฬาประเภทที่มีการปะทะกันแรงๆ เช่น
ชกมวย รักบี้ หรือฟุตบอล
4. โรคของกระดูกขากรรไกร เช่น การเกิดถุงน้ำ เนื้องอกหรือเป็นมะเร็ง โรคเหล่านี้จะทำให้ฟันโยกได้
แต่โชคดีที่เราพบโรคเหล่านี้ไม่มากนัก
ลักษณะของฟันโยก
ฟันโยกมักจะเกิดในแนวระนาบ คือโยกจากด้านนอก เข้าไปด้านในและในทางกลับกัน
การโยกของฟันจะขึ้นกับสภาพเหงือกหรือกระดูกรอบรากฟัน ถ้าอวัยวะเหล่านั้นถูกทำลายมากก็จะโยกมาก
เช่น มีกระดูกถูกทำลายไปประมาณร้อยละ 30 ก็จะโยกน้อยกว่ากรณีที่มีการทำลายของกระดูกร้อยละ 50
แต่ถ้าเกิดมีแรงกัดฟันมากกว่าปกติก็จะทำให้ฟันโยกมากขึ้น นอกจากนั้นความรุนแรงของฟันโยก
ยังขึ้นกับลักษณะของฟันด้วย ฟันหน้าที่มีรากเดียวจะไม่แข็งแรงเท่ากับฟันกรามที่มีหลายราก
เมื่อเกิดการทำลายเนื้อเยื่อรอบรากก็จะทำให้ฟันโยกได้มากกว่า
ในการวัดการโยกของฟัน ทันตแพทย์จะวัดโดยใช้เครื่องมือดันที่ตัวฟัน ในแนวระนาบตามหลักของ
ดอกเตอร์มิลเลอร์ ซึ่งกำหนดว่า ถ้าฟันโยกน้อยกว่า 1 มิลลิเมตร คือระดับ 1 ส่วนระดับ 2 ประมาณ 2 มิลลิเมตร
และระดับ 3 จะโยกมากกว่า 2 มิลลิเมตรขึ้นไป นอกจากนี้ทันตแพทย์จะต้องตรวจดูว่ามีกระดูกรองรับรากฟันอยู่เท่าใด
โดยการใช้เครื่องมือวัดความลึกของเหงือก (Probe) ตรวจดูระดับกระดูกและสภาพที่มีอยู่
เพื่อนำไปพิจารณาการวางแผนรักษาให้ถูกต้อง
การรักษาและการป้องกัน
การรักษาอาการฟันโยกก็จะต้องดูว่าเกิดจากสาเหตุใด ถ้าเกิดจากโรคเหงือกหรือเกิดจากการติดเชื้อ
ก็จะต้องกำจัดสาเหตุเหล่านั้นเสียก่อน ถ้าเกิดจากการนอนกัดฟันก็จะต้องใส่เครื่องมือป้องกันฟัน
ไม่ให้รับแรงมากเกินไป แต่อย่างไรก็ตามยางกันฟันที่ใส่ไม่ได้ทำให้เลิกนิสัยกัดฟันได้
ต้องมีการรักษาเฉพาะส่วนอื่นๆ ร่วมด้วย
การรักษาจะได้ผลอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของเยื่อยึดรากฟัน และกระดูกรอบรากฟันนั้น
ถ้าอวัยวะรอบรากฟันถูกทำลายไปประมาณร้อยละ 30 เมื่อกำจัดสาเหตุแล้ว ฟันมักจะยึดแน่นดีเหมือนเดิม
ถ้าผู้ป่วยดูแลรักษาความสะอาดได้ดี กรณีที่มีการทำลายของกระดูกมากถึงร้อยละ 50 ฟันที่รักษาแล้วอาจจะยังโยกอยู่
ทันตแพทย์อาจจะต้องยึดฟันให้อยู่กับที่ โดยการเข้าเฝือกฟันด้วยวิธีการต่างๆ ส่วนฟันที่มีการทำลายของกระดูก
ร้อยละ 60 ขึ้นไป ถือว่าอยู่ในสภาพที่ไม่ดีพอ จำเป็นที่จะต้องถอนออกไปเพราะเมื่อรักษาแล้วฟันก็จะไม่แข็งแรงพอ
ฟันโยกเป็นอาการที่พบไม่บ่อยนัก ส่วนใหญ่จะเกิดจากโรคเหงือกหรือการติดเชื้อของฟัน ฉะนั้นถ้าเราสามารถดูแลรักษาสุขภาพในช่องปากเราให้ดีก็ย่อมจะห่างจากการมีฟันโยกได้
และถ้าพบว่ามีฟันโยก อย่ารอช้า อย่าปล่อยให้เป็นมาก ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อให้การรักษาแต่เนิ่นๆ
ผลการรักษาจะดีกว่ามาก โอกาสที่เราจะเก็บฟันไว้ใช้งานจะมีมากขึ้นด้วย
(update 9 มิถุนายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 2 มีนาคม 2546 ]
|