ดูปัญหาฟันผุอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากไม่ป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ก็สามารถสร้างความน่ากลัวให้กับเจ้าหนูได้เหมือนกัน วันนี้ชาวดวงใจฯ
เชิญคุณหมอฟันใจดี ผศ.ทญ.อารยา พงษ์หาญยุทธ จากมหาวิทยาลัยมหิดล
มานำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่คุณแม่ทุกท่านค่ะ
เด็กไทยมีโรคฟันผุในฟันน้ำนมสูงมาก โดยจะพบฟันผุมากขึ้นเมื่อเด็กมีอายุเพิ่มขึ้น
โดยประมาณว่าในเด็กอายุ 3 ปี มีโรคฟันผุถึงร้อยละ 60 โดยมีฟันผุเฉลี่ยคนละประมาณ 3 ซี่
ในขณะที่เด็กอายุ 6 ปี จะพบโรคฟันผุถึงร้อยละ 85 โดยมีฟันผุเฉลี่ยคนละประมาณ 6 ซี่
อัตราฟันผุในเด็กไทยเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งอัตรานี้จะตรงกันข้ามกับประเทศทางตะวันตก
ซึ่งมีแนวโน้มว่าลดลงอย่างต่อเนื่อง การเกิดฟันผุมากในเด็กไทย อีกสาเหตุหนึ่งคือทัศนคติของผู้ปกครอง
ที่คิดว่าฟันน้ำนมไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องให้การรักษา ร่วมกับการโฆษณาของขนมขบเคี้ยวค่อนข้างมาก
จากสื่อทำให้เด็กอยากที่จะลิ้มลอง คุณแม่จึงควรควบคุมการกินของขบเคี้ยวที่มีรสหวาน
และมีลักษณะเหนียวโดยเฉพาะในช่วงของอาหารว่าง
โรคฟันผุในเด็กเล็กสามารถตรวจพบได้หลังจากฟันขึ้นในช่องปากได้ 1-3 เดือน
โดยพบฟันผุในระยะเริ่มแรกในเด็กอายุน้อยที่สุดประมาณ 7 เดือน โรคฟันผุในระยะเริ่มแรกจะยังไม่มีอาการ
แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาร่วมกับการป้องกันที่เหมาะสม เด็กจะเริ่มมีอาการเสียวฟันเมื่อกินอาหารรสหวานหรือเย็นจัด
และมีอาการปวดตามมาถ้าไม่ได้รับการรักษา และอาการปวดมีลักษณะแตกต่างกันไป เช่น ปวดจี๊ดๆ ปวดตุ้บๆ
หรือปวดร้าวไปถึงศีรษะ ช่วงเวลาของการปวด อาจปวดในระยะสั้นๆ 2-3 นาที ก็หาย หรืออาจจะปวดต่อเนื่องเป็นชั่วโมง
ในกรณีที่เชื้อรุนแรงมาก อาจมีไข้หรือมีอาการบวมร่วมด้วย เช่น บวมที่เหงือกหรือที่ใบหน้าค่ะ
ปัจจัยที่สำคัญต่อการเกิดฟันผุอีกประการหนึ่งคือ อาหารประเภทแป้งและน้ำตาลที่มีลักษณะเหนียวติดฟัน
ดังนั้น คุณแม่จึงไม่ควรให้ลูกกินขนมหรืออาหารว่างที่เหนียวติดฟัน เช่นทอฟฟี่ ข้าวโพดเคลือบคาราเมล
ลูกอม ช็อกโกแลตเคลือบขนมปัง เป็นต้น
การกินจุบจิบมักเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดฟันผุ ดังนั้นคุณแม่จึงควรเลือกอาหารว่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
และไม่มีโทษต่อฟัน ได้แก่ นม ผลไม้ น้ำผลไม้ เนื้อสัตว์ ขนมปังที่ไม่มีรสหวานมาก และอาหารประเภทถั่ว เป็นต้น
ส่วนเด็กเล็กได้รับนมเป็นอาหารหลัก คุณแม่ไม่ควรเติมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลในนมเพราะจะทำให้เกิดฟันผุได้
นอกจากนั้น การให้เด็กดูดนมจนหลับคาขวดนม จะทำให้นมค้างอยู่ในปากเป็นเวลานาน
ซึ่งเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคฟันผุ คุณแม่จึงควรเลิกให้นมมื้อดึก ช่วงเที่ยงคืนหรือตี 2 ตั้งแต่เด็กอายุ 1 ปี
เมื่อลูกอายุ 6 เดือน ควรเริ่มฝึกให้ลูกดื่มน้ำจากแก้ว และควรให้เด็กเลิกดูดนมขวดเมื่อเด็กอายุได้ 18 เดือน
ฟันน้ำนมที่มีสุขภาพฟันดีและแข็งแรงจะมีสีขาวอมเหลือง ผิวฟันมีลักษณะมัน
เมื่อเกิดฟันผุในระยะแรกจะพบว่าฟันเริ่มมีสีขาวขุ่นเหมือนสีของนม
ผิวฟันด้านไม่มีลักษณะมันเหมือนฟันปกติซึ่งเห็นได้ชัดโดยใช้ผ้าเช็ดฟันให้แห้ง
ถ้าไม่ได้รับการรักษาร่วมกับการป้องกันจะสังเกตพบว่าผิวฟันที่ด้านจะเริ่มมีลักษณะขรุขระไม่เรียบ
ส่วนในฟันกรามด้านบดเคี้ยวจะเห็นเป็นสีดำตามร่องฟัน เมื่อฟันผุลุกลามมากขึ้นผิวเคลือบฟันจะแตกออก ฟันผุในระยะนี้จะตรวจพบได้ง่ายด้วยสายตาโดยจะพบว่าฟันมีลักษณะเป็นรู และรูฟันจะกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ
และอาจเปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลหรือสีดำได้
ฟันหน้า : มักพบฟันผุที่ด้านหน้าของฟัน และบริเวณด้านข้างที่ฟันชิดกับฟันซี่ข้างเคียง
เนื่องจากการดูดนมขวดคาปากขณะหลับ มักจะทำให้ผุได้บริเวณกว้างทั้งด้านหน้าและหลังของฟันและมีลักษณะนิ่ม
บางครั้งจะทำให้ฟันกร่อนทั้งซี่จนถึงเหงือก
ฟันหลัง : มักพบที่ด้านบดเคี้ยวบริเวณหลุมและร่องฟันและด้านข้างของฟันค่ะ
ฟันน้ำนมที่ผุแล้วไม่ทำการรักษาจะทำให้เด็กเกิดอาการปวดฟัน เคี้ยวอาหารไม่ได้
ทำให้ไม่ได้รับอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อ หมู ผัก โดยเลี่ยงไปรับประทานอาหารนิ่มๆ แทน
เช่น นม ข้าวต้ม หรือไข่ ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับสารอาหารไม่พอเพียงกับวัยที่กำลังเจริญเติบโต
ถ้าเกิดฟันผุที่ฟันหน้าจะมีผลให้ฟันดำหรือฟันหลอ เด็กอาจถูกเพื่อนล้อว่าฟันไม่สวย
และฟันที่ติดเชื้อรุนแรงอาจมีอาการบวมที่เหงือกและใบหน้าได้ นอกจากนั้น
ฟันน้ำนมที่หลุดก่อนกำหนดยังมีผลทำให้ฟันข้างเคียงเคลื่อนเข้ามาในช่องว่างได้
ทำให้ฟันแท้ข้างใต้ขึ้นมาไม่ได้หรือขึ้นมาแต่ซ้อน เก เป็นต้น
โดยทั่วไปคุณพ่อคุณแม่มักพามาหาทันตแพทย์ค่อนข้างช้า คือ เมื่อเห็นว่าลูกมีฟันผุหรือเมื่อลูกมีอาการปวดฟัน
ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงอายุ 3-4 ปี ซึ่งจริงๆ แล้วควรพาลูกมาหาหมอเร็วกว่านั้น คือประมาณหลังขวบปีแรก
การพาลูกมาหาทันตแพทย์ก็เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับทันตแพทย์ และรู้จักเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทำฟัน
ในเด็กเล็กมักจะยังไม่มีฟันผุ ทันตแพทย์จะตรวจและให้คำแนะนำเรื่องการแปรงฟัน
อาจให้ฟลูออไรด์เสริมถ้าจำเป็น
โดยส่วนใหญ่คุณแม่ไม่ได้พาลูกมาหาหมอฟัน เพราะมักคิดว่าลูกยังเล็ก คงยังไม่ยอมให้ตรวจฟัน
เลยรอจนกระทั่งฟันลูกผุ ซึ่งจะยิ่งมีผลให้เด็กไม่ร่วมมือเพราะเมื่อเด็กฟันผุ
ทันตแพทย์ต้องทำการรักษาอาจทำด้วยการอุดฟันหรือถอนฟันซึ่งอาจทำให้เด็กเจ็บได้
มีผลให้เด็กมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการทำฟันในภายหลัง
ฟันผุในระยะเริ่มแรก จะเห็นฟันเป็นสีขาวขุ่น ผิวฟันมีลักษณะด้านและขรุขระ
โดยยังไม่พบว่าฟันผุเป็นรู ทันตแพทย์อาจให้การป้องกันด้วยการให้ฟลูออไรด์ในบริเวณฟันที่ผุ
ร่วมกับการแปรงฟันและการควบคุมอาหารหวาน ซึ่งจะมีผลให้เนื้อฟันที่ขาวขุ่นมีลักษณะแข็ง
และผิวเป็นมันขึ้น
กรณีที่ฟันผุลึกถึงผิวเคลือบฟันหรือเนื้อฟัน ทันตแพทย์จะทำการอุดฟันให้โดยการกรอ
เอาส่วนของฟันบริเวณที่ผุออก แล้วอุดฟันเพื่อปิดรูผุและเสริมความแข็งแรงให้ฟัน
ถ้ารอยผุนั้นกว้างมากไม่สามารถทำการอุดฟันได้ จำเป็นต้องครอบฟันให้ด้วยครอบฟันเหล็กไร้สนิม
ซึ่งครอบฟันเหล็กไร้สนิมนี้จะหลุดไปพร้อมกับตัวฟันน้ำนมเมื่อฟันแท้ขึ้นมา
หากฟันผุลุกลามมากจนถึงโพรงประสาทฟัน จะรักษารากฟันให้โดยการตัดเอาประสาทฟัน
ที่มีการอักเสบออกก่อนและใส่ยาในโพรงประสาทฟันหรือในคลองรากฟัน วิธีการนี้จะทำให้ฟันซี่นั้นๆ
ยังคงใช้งานได้และหายจากอาการปวด อย่างไรก็ตามถ้าการอักเสบนั้นลุกลาม
จนทำให้เกิดการละลายของรากฟันหรือกระดูกรอบรากฟัน ทำให้เกิดหนองหรือฟันโยก
ก็จำเป็นต้องรักษาโดยการถอนฟัน และใส่เครื่องมือป้องกันฟันล้มให้
- ป้องกันฟันผุง่ายๆ
ให้ลูกน้อย
การแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันที่ผลิตขึ้นเพื่อให้เหมาะสำหรับเด็กแต่ละวัย
รวมถึงแปรงสีฟันไฟฟ้าที่สามารถใช้ได้ในเด็ก
การลดจำนวนแบคทีเรียด้วยยาบ้วนปากที่ผสมคลอเฮกซิดีน
แนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีฟันผุในอัตราที่สูงบ้วนปาก
เพื่อลดจำนวนแบคทีเรียในช่องปากของคุณแม่ที่อาจส่งผ่านไปสู่ลูกได้
การเสริมความแข็งแรงให้ฟันโดยการใช้ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ยาเม็ดฟลูออไรด์
การเคลือบฟลูออไรด์ การบ้วนปากด้วยฟลูออไรด์ การแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์
การดื่มฟลูออไรด์ในนม
การป้องกันฟันผุที่บริเวณหลุมและร่องฟันโดยการเคลือบหลุมร่องฟันด้วยสารเคลือบหลุมร่องฟันในฟันกราม วัสดุเคลือบร่องฟันนี้จะปิดหลุมร่องฟันที่มีลักษณะลึกและมักเป็นที่กักของคราบแบคทีเรีย
การเคลือบฟลูออไรด์จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดฟันผุ โดยฟลูออไรด์จะช่วยทำให้ขบวนการ
สะสมแร่ธาตุของฟันเป็นไปได้ดีขึ้น มีผลให้ฟันแข็งแรงต้านทานต่อกรด จึงแนะนำให้เด็กได้รับ
การเคลือบฟลูออไรด์ปีละ 2 ครั้ง ยกเว้นเด็กที่เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุอาจเคลือบฟันได้ทุก 3 หรือ 4 เดือน
การที่คุณแม่กินแคลเซียมสูงจะช่วยให้ฟันลูกแข็งแรงได้ แต่แนะนำว่าไม่เพียงแต่ธาตุแคลเซียมเท่านั้น
ที่ทำให้ฟันของลูกแข็งแรง สารอาหารอื่นได้แก่ โปรตีน ผัก ผลไม้ วิตามิน
และเกลือแร่ทุกชนิดก็มีส่วนที่ทำให้ฟันของลูกแข็งแรงด้วย คุณแม่จึงควรกินอาหารให้ครบทั้ง 5
หมู่ในช่วงตั้งครรภ์ค่ะ
เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้ฟันผุคือ อาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และแบคทีเรีย ดังนั้น
การป้องกันเบื้องต้นคือการกำจัดคราบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุในช่องปาก
โดยการเช็ดฟันและแปรงฟันค่ะ
อายุ 0-6 เดือน คุณแม่ควรเริ่มใช้ผ้าสะอาดเช็ดเหงือก กระพุ้งแก้ม และลิ้น
ไม่ควรให้นมที่มีรสหวาน เติมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลลงในนม แนะนำให้ป้อนน้ำส้มด้วยช้อน
พยายามอย่าให้เด็กหลับคาขวดนม และหัดให้เด็กดูดน้ำตาลหลังดูดนม
อายุ 6-12 เดือน ฟันเริ่มขึ้นแล้ว ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดฟัน โดยเช็ดให้ทั่วทุกด้านของฟัน
อาจเริ่มใช้แปรงสีฟันที่มีขมนิ่มได้แล้ว เมื่อเด็กอายุ 8 เดือนไปแล้ว ควรลดนมให้เหลือเพียง 4 มื้อ
และเลิกนมมื้อดึก เริ่มฝึกให้เด็กดื่มนมจากแก้ว อาจเริ่มให้ฟลูออไรด์เสริม
อายุ 1 ปี ขึ้นไป ควรใช้แปรงสีฟันเพราะฟันกรามเริ่มขึ้นแล้ว ควรเลิกนมขวดเมื่อเด็กอายุ 18 เดือน ควบคุมเรื่องของขนมหวานที่มีลักษณะเหนียวติดฟันในช่วงอาหารว่างระหว่างมื้อ
ควรเริ่มพาเด็กมาพบทันตแพทย์ และคุณแม่ยังคงต้องดูแลฟันและการแปรงฟันให้ลูกจนลูกอายุ 6-7 ปี
ในเด็กที่เสี่ยงต่อโรคฟันผุควรให้ฟลูออไรด์เสริมด้วยค่ะ
ในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถบ้วนปากได้ (อายุน้อยกว่า 2 ปี) และคุณแม่ได้ให้ฟลูออไรด์เสริมอยู่แล้ว
ก็ไม่จำเป็นต้องให้ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ แต่ถ้าคุณแม่ไม่ได้ให้ฟลูออไรด์เสริมและเด็กมีแนวโน้มว่าฟันจะผุง่าย อาจให้ยาสีฟันขนาดน้อยมากแตะที่ขนแปรงและเช็ดยาสีฟันออกด้วยผ้ากอซหรือสำลีแทนการบ้วนน้ำค่ะ
(update 3 กรกฎาคม 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 89 มีนาคม 2546 ]
|