ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ในวงการแพทย์ได้มีการศึกษาและมีความพยายามในการป้องกันโรคฟันผุด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย การใช้ฟลูออไรด์ในการป้องกันฟันผุเป็นวิธีที่นับว่าได้ผลดียิ่ง และเป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลกในปัจจุบัน
ก่อนที่จะมีการนำฟลูออไรด์มาใช้อย่างนี้ ก็มีประวัติมานานพอสมควรทีเดียว โดยเริ่มในปี 1901 ในประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อนายแพทย์ เฟดเดอริค แมคเคย์ ย้ายไปเริ่มงานที่เมืองโคโลราโด เขาก็ต้องประหลาดใจที่พบว่า ชาวโคโลราโด มีคราบสีที่ฟัน
ซึ่งบางคนเกิดคราบสีทั้งซี่ฟันหรือเป็นจุดๆ สีดำเหมือนช็อกโกแลต ในขณะนั้นมีการโทษว่า
เหตุการณ์นี้เกิดจากการรับประทานเนื้อหมูมากเกินไป หรือนมที่ดื่มมีคุณภาพต่ำ
และน้ำดื่มอาจมีสารแคลเซียมมากเกินไป
นายแพทย์แมคเคย์ จึงทำการศึกษาเพิ่มเติมในพื้นที่อื่นๆ นอกจากบริเวณที่เขาอยู่
และพบว่ามีการพบคราบสีผิดปกติของฟันในเขตอื่นด้วย นายแพทย์แมคเคย์ เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า
คราบสีโคโลราโด
ต่อมาในปี ค.ศ.1909 นายแพทย์แมคเคย์ ได้เชิญทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มาร่วมกันทำการศึกษาในเรื่องนี้
อาทิเช่น ดร.แบลค ผู้เชี่ยวชาญด้านการอุดฟัน ได้เข้ามาร่วมทำการศึกษาและพบว่าเด็กในเมืองโคโรลาโดถึงร้อยละ 90
มีคราบสีในฟัน ซึ่งเขาได้บันทึกเอาไว้ว่า... " ข้าพเจ้าใช้เวลามากพอสมควรในการที่จะเดินไปตามท้องถนน
และพบว่าเด็กจำนวนมากเกิดคราบสีผิดปกติในวัยเด็กเท่านั้น แต่มันจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตทีเดียว"
ดร.แบลค ได้ศึกษาเรื่องนี้ไปจนถึงปี 1915 ที่เขาเสียชีวิตไปในระหว่างที่เขาศึกษาร่วมกับ นายแพทย์แมคเคย์
ทั้งสองพบข้อเท็จจริงสำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือ คราบสีในฟันเกิดจากความผิดปกติในระหว่างการสร้างฟันในช่วงวัยเด็ก
คราบสีเหล่านั้นเป็นคราบสีขาวขุ่น มีโอกาสเกิดฟันผุได้ง่าย ซึ่ง ดร.แบลค เรียกชื่อภายหลังว่า ฟันตกกระ
ประการที่สองในทางตรงกันข้าม ฟันที่เกิดคราบสีน้ำตาลดำ จะมีความต้านทานต่อการเกิดฟันผุสูงกว่าปกติ
แต่ในขณะนั้นยังไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริง
นายแพทย์แมคเคย์ ได้ทำการศึกษาต่อมา โดยมีสมมติฐานว่า การเกิดคราบสีฟันอาจเกิดจากสารบางอย่าง
ในปี 1923 เขาได้ศึกษาเพิ่มเติมขึ้นในเขตเมืองโอคเลย์ ที่อยู่ใกล้เคียงกันนั้น ผู้ปกครองของเด็กๆ หลายคนให้ข้อสังเกตว่า
เด็กๆ จะมีคราบสีน้ำตาลเข้มในฟันภายหลังจากที่เทศบาลเมืองได้ติดตั้งระบบน้ำประปาใหม่ เมื่อนายแมคเคย์
ตรวจน้ำก็พบว่าสิ่งที่น่าสงสัยในน้ำจริงๆ เมื่อเขาขอให้ผู้บริหารเมืองลองใช้น้ำประปาจากแหล่งอื่นแทน 2-3 ปี
หลังจากนั้นเด็กๆ ที่เกิดใหม่ไม่มีฟันตกกระอีก เขาจึงแน่ใจว่าน้ำประปาที่ใช้ดื่มนั้นเป็นสาเหตุแน่
แต่ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นต้นเหตุที่ชัดเจน เมื่อนายแพทย์แมคเคย์ เดินทางไปศึกษาที่เมืองอื่นอีก
ก็พบว่าเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน และด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้นของห้องทดลองทำให้ตรวจพบสารชนิดหนึ่ง
ซึ่งมีปริมาณมากในน้ำดื่ม หัวหน้าห้องทดลองได้ทำการพิสูจน์ซ้ำจนแน่ใจและเป็นที่แน่นอนว่า
สารที่มีปริมาณมากเกินไปในน้ำ คือ ฟลูออไรด์
และในปี 1931 ห้องทดลองได้รายงานให้นายแพทย์แมคเคย์เก็บตัวอย่างน้ำจากที่ต่างๆ มาศึกษาเพิ่มเติม
และในที่สุดจากการศึกษามาตลอดระยะเวลา 30 ปีของเขา นายแพทย์แมคเคย์ได้ให้คำตอบ
ในเหตุการณ์ที่ฟันเกิดคราบสีหรือฟันตกกระว่า เกิดจาการที่มีสารฟลูออไรด์มากเกินไปนั่นเอง
คำถามใหม่ที่เกิดขึ้น
เมื่อได้คำตอบแน่ชัดแล้วว่าฟลูออไรด์ในน้ำเป็นตัวการทำให้ฟันตกกระ คำถามต่อไปก็คือว่า
ฟลูออไรด์ปริมาณมากน้อยเท่าใดที่จะมีผลต่อการเกิดความผิดปกตินี้ หัวหน้าทีมศึกษาคือ ดร.ดีน
ได้ทำการศึกษาในช่วงปี 1931-1936 สรุปได้ว่า สารฟลูออไรด์ปริมาณไม่เกิน 1 ส่วนในน้ำ 1 ล้านส่วน (1 ppm.)
จะไม่ทำให้เป็นตกกระ แต่หากเกินปริมาณนี้จะทำให้ฟันเกิดคราบสีผิดปกติได้
จากการศึกษาดังกล่าว นำมาซึ่งสมมติฐานว่า ฟลูออไรด์จะสามารถช่วยป้องกันฟันผุได้ ?
ในปี 1944 ดร.ดีน ได้ทดสอบข้อสงสัยนี้โดยผู้บริหารเมืองมิชิแกน โดยได้ตกลงให้เติมสารฟลูออไรด์ลงไปในน้ำดื่ม และในปีถัดมาถือว่าเป็นครั้งแรกในโกลที่มีการเติมฟลูออไรด์ในน้ำดื่มให้แก่ประชาชน มีการติดตามผลการเติมฟลูออไรด์
ในอีก 5 ปีต่อมา โดยทำการศึกษาในเด็กจำนวน 30,000 คน พบว่าสามารถลดฟันผุได้ถึงร้อยละ 60 ในที่สุดเมื่อ ดร.ดีน
เผยแพร่ประสิทธิภาพการลดฟันผุของฟลูออไรด์ ให้ทันตแพทย์ทั่วไปทราบ จึงทำให้การป้องกันฟันผุดำเนินต่อไปอย่างกว้างขวาง
จากการศึกษาอันยาวนานของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ทำให้การใช้ฟลูออไรด์ มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตามแม้ว่าการใช้ฟลูออไรด์จะช่วยลดฟันผุได้ แต่ก็ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นที่ทำให้เกิดฟันผุได้อีก เราจึงจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงจะทำให้เราใช้ประโยชน์จากฟลูออไรด์ได้อย่างเต็มที่
(update 20 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2545 ]
|