กว่าจะได้ตีพิมพ์เรื่องนี้ เด็กๆ คงไปเรียนหนังสือกันแล้ว
หลังจากได้ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัวในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน
ในระยะปิดเทอมโดยเฉพาะเทอมต้นและการเข้าเรียนในโรงเรียนใหม่
เด็กๆ มักจะมีข้อเรียกร้องต้องการสิ่งต่างๆ จากพ่อแม่ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างหลากหลาย
เช่น รองเท้าคู่ใหม่ กระเป๋าหนังสือใบใหม่ เครื่องเขียนแบบเรียนใหม่
แต่บางคนนี่สิอยากได้อยากมีของเหมือนเพื่อนๆ เขาบ้าง เช่น โทรศัพท์มือถือ
หรือไม่ก็เครื่องเล่นซีดีชนิดพกพา เป็นต้น
ข้อเรียกร้องต้องการของลูกเหล่านี้ สิ่งไหนจำเป็นจริงๆ
อย่างไรเสียพ่อแม่ก็ต้องจัดการซื้อหาให้ลูกอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่ไม่จำเป็น หรือยิ่งพ่อแม่ไม่สะดวกในเรื่องเงินทองด้วยแล้ว
ก็ไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องของลูกๆ ได้ทุกอย่าง
การจัดการกับข้อเรียกร้องของลูกเหล่านี้ถือเป็นเรื่องท้าทายคนเป็นพ่อแม่อย่างยิ่ง
พ่อแม่จะต้องรู้ว่าข้อเรียกร้องอะไรที่ยอมได้และอะไรยอมไม่ได้ และในเรื่องที่ยอมไม่ได้
จะมีวิธีจัดการอย่างไรให้ลูกเข้าใจและไม่รู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รักหรือไม่สนับสนุน
นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญทั้งพ่อแม่และลูกๆ เอง
ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในอนาคตข้างหน้าได้มากทีเดียว
หลักเกณฑ์ที่พ่อแม่จะใช้ในการพิจารณาว่าเรื่องอะไรควรยอมเรื่องอะไรไม่ควรยอม
โดยปกติหลายคนอาจพิจารณาเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น ไม่มีเงินพอที่จะซื้อให้
หรือพิจารณาดูในด้านประโยชน์ใช้สอยว่าคุ้มค่าหรือไม่ เป็นต้น แต่ผมคิดว่าน่าจะมองให้กว้างกว่านี้
ควรมองถึงความสำคัญเรื่องการเรียนรู้ของลูก หรือการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วยตัวอย่างเช่น
หากลูกขอมีโทรทัศน์ไว้ในห้องนอน เมื่อเราพิจารณาดูแล้ว ข้อเสียคือ
ทำให้ลูกอาจจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องของตัวเอง ไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกันดังที่เคยเป็นก็ได้
ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวระหว่างพ่อแม่ พี่น้องก็อาจจะห่างเหินกันไป
แต่ก็ควรคิดในทางกลับกันด้วย ข้อดีของการที่ลูกมีโทรทัศน์เป็นของตนเองในห้องนอน
อาจจะช่วยให้ลูกได้ดูรายการที่เขามีความสนใจแต่คนอื่นในบ้านไม่สนใจก็ได้ เช่น
เรื่องศิลปะ หรือเรื่องอื่นๆ นอกจากนี้ยังช่วยฝึกให้ลูกบริหารเวลาเก่งขึ้น
ระหว่างการดูโทรทัศน์กับการทำกิจกรรมอื่นๆ หรือในกรณีที่ลูกเรียกร้องอยากมีโทรศัพท์มือถือ
ก็ควรจะพิจารณาว่ามีผลดีและผลเสียต่อการเรียนรู้ของลูกอย่างไรบ้าง
ในด้านดีอาจจะฝึกนิสัยให้ลูกมีความรับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่ายของเขามากขึ้นก็ได้
อย่ามองแคบๆ เฉพาะด้านเศรษฐกิจด้านเดียว ยกเว้นพ่อแม่มีปัญหาเศรษฐกิจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
การยอมตามข้อเรียกร้องของลูกมิได้หมายความว่าเป็นการตามใจลูกจนเหลิง
ในขณะเดียวกัน การที่เราเข้มงวดเกินไป โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ ลูกอาจจะใช้วิธีการอื่นๆ
ที่ไม่พึงปรารถนาเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เขาอยากได้ก็ได้ ผมได้ยินได้ฟังเรื่องทำนองนี้บ่อยๆ
ซึ่งน่าสะท้อนใจ
แล้วไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของลูกก็ตาม
พ่อแม่ต้องหาเวลาพูดคุยกับลูกอย่างเพียงพอ การพูดคุยกับลูกอย่างเป็นกันเองในบรรยากาศสบายๆ
จะทำให้เราเข้าใจวิธีคิดของลูกมากขึ้นว่าเพราะเหตุใดเขาจึงเรียกร้องต้องการสิ่งนั้นๆ
ถ้าเรายังไม่เห็นด้วยหลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ก็ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจ
ถึงความคิดและเหตุผลของเรา แต่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าเราจะต้องพิจารณาด้วยมุมมองที่กว้าง
ผมเองเคยมีประสบการณ์ทำนองนี้เมื่อลูกยังเล็ก ยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา
วันหนึ่งลูกก็พูดในเชิงต่อว่าต่อขานว่า "พ่อขี้เหนียว" เพราะที่บ้านผมไม่ยอมให้ซื้อน้ำอัดลมกิน
แต่ลูกๆ เห็นเพื่อนเขาดื่มน้ำอัดลมชนิดสีดำกันทั้งนั้น ผมจึงพูดคุยกับลูกทั้งสองคน
โดยให้เขาช่วยอธิบายคำว่า "ขี้เหนียว" หมายความว่าอะไร แล้วเราก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
ผมลบล้างคำว่า "พ่อขี้เหนียว" ลงได้โดยชี้ให้เห็นว่า ถ้าพ่อขี้เหนียวจริงดังที่ลูกพูด
พ่อก็คงไม่ซื้อส้มเขียวหวาน หรือส้มโอ หรือทุเรียนหมอนทอง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีประโยชน์มาให้กิน
แล้วราคาผลไม้เหล่านี้ก็แพงกว่าน้ำอัดลมหลายเท่านัก ในขณะเดียวกันก็ถือโอกาสอธิบายให้ลูกฟังว่า
น้ำอัดลมมันมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง ผมเชื่อว่าลูกๆ คงเข้าใจและยอมรับในเหตุผลนั้น
ผมจึงไม่ต้องซื้อน้ำอัดลมเข้าบ้านและลูกก็ไม่ได้ดิ้นรนหาทางอื่นๆ เพื่อจะได้ดื่มน้ำอัดลมชนิดนั้น
ผมว่านี่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับลูก และการตัดสินใจของเรา
ก็จะไม่ทำให้ลูกรู้สึกว่าเราไม่รักเขา ไม่เข้าใจเขาดังที่เด็กจำนวนมากรู้สึกกัน
การเรียนรู้แบบนี้จะช่วยให้ลูกของเรามีความรอบคอบขึ้น
รู้จักการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่เขาอยากได้ มองสิ่งต่างๆ ในแง่มุมที่กว้างกว่าที่เคยมอง
พิจารณาถึงผลได้ผลเสียในมุมที่กว้างขึ้น ช่วยให้ลูกเกิดการยอมรับข้อเท็จจริงว่า
คนเราไม่สามารถจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้
เชื่อว่าเด็กที่มีการเรียนรู้อย่างนี้จะเป็นเด็กที่มีความรอบคอบมากขึ้น
ในการเรียกร้องจะเอาโน่นเอานี่จากพ่อแม่หรือจากสังคมเมื่อเขาเติบใหญ่ขึ้น
เราจะเห็นคนจำนวนมากชอบเรียกร้อง จากรัฐบาลบ้าง จากองค์กรของรัฐบ้าง
แต่ไม่ค่อยได้คิดกันอย่างรอบคอบว่าอะไรควรเรียกร้องก่อนอะไรควรเรียกร้องหลัง
หลายคนชอบเรียกร้องโดยอ้างเรื่องสิทธิ แต่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบ
การจัดการกับข้อเรียกร้องของลูกนี้อาจจะต้องดำเนินการตั้งแต่ลูกยังเล็ก
เพราะเด็กเรียนรู้เร็วมาก ตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งเด็กจะใช้การร้องเป็นข้อเรียกร้อง
เพราะเรียนรู้ว่าถ้าส่งเสียงร้องแล้วแม่หรือพ่อจะตอบสนองทุกครั้ง และตอบสนองดีกว่าปกติ
เมื่อโตขึ้นพูดจาได้ชัดเจน เขาก็จะใช้วิธีเดียวกัน เขาเรียนรู้ว่าควรจะเรียกร้องจากใครระหว่างพ่อกับแม่
เด็กบางคนอาจเรียนรู้ด้วยว่าเรียกร้องจากคุณตาคุณยายหรือคุณปู่คุณย่าจะได้รับการตอบสนองดีกว่า
ดังนั้นการจัดการกับข้อเรียกร้องของลูกจึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้และเอาใจใส่อย่างจริงจัง
หาไม่ความรักที่เรามีต่อลูกอาจปลูกฝังสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาให้แก่ลูกได้ ในขณะเดียวกันหากพ่อแม่ตึงเกินไป
เพราะมองสิ่งต่างๆ ด้วยสายตาที่คับแคบ อาจทำให้ลูกต้องหาวิธีอื่นที่เราอาจต้องเสียใจก็ได้
วิธีจัดการกับข้อเรียกร้องของลูกโดยเฉพาะลูกโตที่สื่อสารกันได้ดีแล้วอีกประการหนึ่ง
ก็คือขอให้ลูกจัดทำแผนว่าเขาต้องการอะไรบ้าง เพราะเหตุใด เป็นระยะๆ เช่นแผนสามเดือน
หรือหกเดือน ขอให้เขาจัดลำดับความสำคัญกับสิ่งต่างๆ ที่ต้องการ
เมื่อเราพิจารณาแผนความต้องการของเขาแล้ว เราอาจให้เงินเป็นก้อนกับเขา
เพื่อว่าเขาจะได้บริหารเงินงบประมาณของเขาเอง ซึ่งเท่ากับเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้การตัดสินใจ
การวางแผนและวิเคราะห์แผนอีกด้วย วิธีการอย่างนี้หากทำได้ย่อมเกิดประโยชน์กับลูกของเราแน่นอน
สำคัญอยู่ว่าพ่อแม่จะให้โอกาสลูกเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ดวยการปฏิบัติจริงในชีวิตหรือไม่
(update 22 ธันวาคม 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 89 สิงหาคม 2546 ]
|