12 ปี : คนดีของใครๆ


วัยสุดท้ายของพรีทีน ก่อนขึ้นสู่วัยทีนเอจนั้น สดใส และสงบอย่างน่าชื่นใจ

ลักษณะพิเศษของวัย 12 ปี เมื่อเทียบกับวัยอื่นๆ ที่ผ่านมา คุณพ่อคุณแม่มักจะพบว่า เขามีความอดทนกับคนอื่นได้มากขึ้น ยอมรับความแตกต่างได้ดีขึ้น มีอะไรไม่ตรงใจ เขาก็ไม่เอาเป็นเรื่องเป็นราว มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น คิดถึงใจคนอื่นมากขึ้น อ้อ…ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งของวัยนี้ คือ มีอารมณ์ขันมากขึ้น ลักษณะเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญ ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นได้โดยง่ายค่ะ


ความสัมพันธ์กับพ่อแม่


ความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายกับพ่อไม่ค่อยหวานเท่าไร แต่ลูกสาวกับพ่อกระจุ๋มกระจิ๋งกันน่าดู ดูท่าสาวน้อยวัยนี้แหละ ที่มักจะเอาคุณพ่ออยู่หมัดเพียงคนเดียวในบ้าน

โดยส่วนใหญ่ ไม่ว่าเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชายจะค่อนข้างเป็นมิตรกับพ่อ จี๋จ๋ากันมากกว่าแม่ ยอมรับพ่อมากขึ้น พ่อจะเตือนจะแนะอะไรก็ได้เรื่อง รับฟังกัน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงจะเห็นพ่อเป็นฮีโร่ก็ประมาณวัยนี้แหละ "คุณพ่อของจ๋าเก๋งที่สุดค่ะ" ส่วนคุณแม่เล่า…เด็กผู้หญิงหลายคนอาจจะรู้สึกว่า…แม่เชย…!!!???

กับแม่ แม้จะเป็นที่ยอมรับไม่มากเท่าพ่อ แต่ก็เป็นมิตรกับแม่มากขึ้น แม้เขาอาจจะยังรู้สึกบ้างว่า แม่ยังชอบติชอบว่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ ความไม่เป็นระเบียบบ้างละ ไม่ช่วยงานบ้านบ้างละ ทะเลาะกับน้องบ้างละ…บางคนอาจจะตัดพ้อว่า คุณแม่ไม่ค่อยเชื่อหนู หนูพูดอะไรก็หาว่าหนูแก้ตัว คุณแม่ชอบจับผิด เห็นหนูเป็นเด็ก ไม่รู้เรื่องอยู่นั่นแหละ…" แต่รวมๆ แล้ว ปีนี้ก็ไม่อยากทะเลาะกับแม่มากเหมือนปีก่อนค่ะ บางคนไม่ตอแยกับแม่ แม่ว่าอะไรก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ซะเฉยๆ

วัยนี้เขาจะไม่ทะเลาะกับพ่อแม่เพียงเพราะอยากทะเลาะเหมือนตอนสิบเอ็ดขวบ ตอนนั้น ยังไงก็ต้องเอาผิดพ่อหรือแม่ให้ได้ แต่ตอนนี้ เขาอาจจะทะเลาะนิดหน่อยเพียงเพื่อชี้ประเด็นตามความเห็นของเขา เขามักจะสุภาพกับพ่อแม่มากขึ้น ไม่ค่อยพูดหยาบคาย เขาเรียนรู้มากขึ้นถึงเรื่องกิริยามารยาท และสิ่งที่ควรไม่ควร

ช่วยงานบ้านด้วยความเข้าใจ
ว่างๆ เขามักจะช่วยงานบ้านมากขึ้น ใส่ใจกับงานในบ้านมากขึ้น เป็นต้นว่า เห็นพื้นสกปรกก็หยิบไม้กวาดออกมากวาด ปิดน้ำปิดไฟ ฯลฯ เขามีความตระหนักมากขึ้นว่า ตนเองเป็นใครในบ้าน เป็นส่วนไหน และพึงมีหน้าที่อะไร รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรที่จะไม่ทำให้ชีวิตวุ่นวาย คุณพ่อคุณแม่บางคนบอกว่า "วัยนี้เป็นเรื่องเป็นราวดี" เขาอาจจะไม่ทะเลาะกับน้องเพราะแค่โดนแหย่ จะไม่โกรธ ถ้าแม่สั่งให้ทำโน่นทำนี่บ้าง เขามักจะบอกว่า "ขี้เกียจทะเลาะด้วย" ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง

แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า เขาจะรู้จักรับผิดชอบทุกสิ่งอย่างดีเยี่ยมหรอกนะคะ อย่าคาดหวังไปถึงขนาดนั้น เตรียมใจด้วยเถอะค่ะว่า กว่าเขาจะทำอะไรก็ยังต้องมีการลุ้น เพียงแต่ว่า…ในที่สุดเขาก็ทำ

วัยนี้เขามีข้อเรียกร้องกับพ่อแม่น้อยลง เขาต้องการเวลาจากพ่อแม่ไม่มากเท่าช่วงก่อน

คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมกิจกรรมในครอบครัว เพราะแม้เขาจะมีปัญหากับคนอื่นในบ้าน น้อยลงกว่าตอน 11 ขวบ แต่เขาก็จะค่อยๆ ห่างเหินออกไป เพราะโลกของเขาเริ่มกว้างขึ้น ถ้าไม่อยากให้เขาหลุดออกไปเร็วเกินไป วัยนี้แหละค่ะ ต้องรีบสานความใกล้ชิด ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเสริมให้เราและเขาเข้าอกเข้าใจ รู้จักสนิทสนมกันต่อไปให้มากขึ้น อย่ามัวแต่พาลูกไปกวดวิชา เรียนพิเศษ…อยู่เลย

ความสัมพันธ์กับเพื่อน
ความที่วัยนี้อารมณ์ดี เขาจึงสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ได้ง่ายขึ้นและสบายๆ ขึ้น เด็กๆ วัยนี้มักเกาะกลุ่มกันตามเพศ ผู้ชายอยู่กับผู้ชาย ผู้หญิงอยู่กับผู้หญิง เด็กหญิงมักจับคู่เป็นกลุ่มเล็กๆ แต่เด็กผู้ชายเกาะกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ทำกิจกรรมด้วยกัน เล่นกีฬาบ้าง ทำโครงงานกันบ้าง

วัยนี้เริ่มโทรศัพท์หากัน เด็กผู้หญิงจะคุยกันได้นานกว่าพวกผู้ชายอาจจะแค่เออๆ…เฮ้ยๆ กันไม่กี่คำแล้ววางหู…ความสนใจเพศตรงข้ามมีบ้าง และคนนี้แอบมองคนโน้น แต่ไม่มีความแน่นอนอะไร มักจะออกไปในรูปเรียกร้องความสนใจแบบ แกล้ง เขามากกว่า เช่น เอากระเป๋าเขาไปซ่อน?? ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากรู้ว่าลูกของเราไปแอบแล หรือถูกใครมาแลบ้าง ก็ลองถามใครสักคนในกลุ่มดูเถอะค่ะ รับรองว่าได้เรื่อง เพราะรู้กันแซ่ดไปหมดในกลุ่มว่า ใครสนใจใคร

โดยทั่วไปวัยนี้ เด็กผู้หญิงซึ่งเข้าสู่วัยสาวเร็วกว่า ก็จะเริ่มมีลักษณะการของความเป็นสาว ส่วนพวกผู้ชายก็ยังเป็นเจ้าตัวเปี๊ยก ฉะนั้น เด็กผู้หญิงจะเริ่มสนใจเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้ชายจะสนใจเด็กผู้หญิง เด็กชายจะคุยกันเรื่องผู้หญิงน้อย คุยเรื่องกีฬา เกม และสัพเพเหระมากกว่า แต่ผู้หญิงจะสนใจคุยเรื่องเพื่อนผู้ชายมากกว่า คุยกันไปก็สอดส่ายสายตามองไป ยิ่งถ้ามีเพื่อนรุ่นพี่อยู่ในโรงเรียนด้วยละก็…มีเรื่องคุยแยะเชียว

วัยสิบสองของเด็กหญิงซึ่งร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสาว ทำให้เธอมักจะสนใจรูปร่างหน้าตาตัวเอง ส่องกระจกนานขึ้น หวีผมบ่อยขึ้น ตามแฟชั่นกันบ้าง แน่นอนเรื่องเม้าธ์ก็จะวนเวียนอยู่กับเรื่องบุคลิกภาพ และการแต่งตัวได้เหมือนกัน

กลุ่มเพื่อน…เรื่องสำคัญของหนู
ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ทำให้เขายอมรับกติกาของกลุ่มได้ดีขึ้น จะเล่นกันได้ดีกว่าตอนสิบเอ็ดขวบ รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่ค่อยขัดแย้งกันมากเท่าช่วงก่อน เพราะเขาจะไม่ค่อยเอาแต่ใจตัว เขาจะผ่อนปรนความเห็นของตัวเองไปกับเพื่อนมากขึ้น ไม่ใช่ว่าจะต้องเอาตามวิธีเล่นของฉันฝ่ายเดียว รับฟังความเห็นเพื่อนมากขึ้น ชอบมีไอเดียแปลกๆ มาแลกกัน และเปลี่ยนวิธีการเล่นกันบ่อยๆ ไม่ยึดติดกับแบบใดหรือของใครเพียงคนเดียว

ความต้องการเข้ากลุ่มนี้เอง น่าจะทำให้เด็กๆ วัยนี้เรียนรู้การจับกลุ่มวางแผน เด็กผู้ชายมักเล่นกีฬากันเป็นกลุ่มๆ เช่น ชวนกันเตะฟุตบอลหลังเลิกเรียน วางแผนการเล่น วางตำแหน่ง ป้องเป็นกองหน้า บะหมี่เป็นกองหลัง เป้เล่นกองกลาง ฯลฯ คุณพ่อคุณแม่ และคุณครูจึงควรส่งเสริมให้เขาเข้ากลุ่มกับเพื่อน มีบ้างบางทีเล่นกันเกิดไม่ชอบใจกัน พ่อแม่อาจจะช่วยสานความเข้าใจ ให้เขาเรียนรู้การให้อภัยอะลุ้มอะล่วยกันและกัน

งานอดิเรกเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยให้เด็กพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนได้ดี การสะสมสิ่งของเหมือนๆ กัน แล้วเอามาแลกกัน เช่น สะสมแสตมป์ สะสมเหรียญ การ์ด ฯลฯ รวมทั้งการฝึกทำโครงงานร่วมกัน การเข้าค่าย ฯลฯ โรงเรียนควรถือจังหวะวัยนี้แหละ ส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ของเขา

ความสัมพันธ์กับคุณครู
วัยนี้ไม่ขึ้นต่อคุณครูมากเท่าวัยสิบเอ็ดที่เคยกล่าวไปแล้ว พวกเขาจะไม่มะรุมมะตุ้มคุณครู เป็นลูกเป็ดตามแม่เป็ดอย่างแต่ก่อน…"พวกเราโตแล้ว"…พวกเขาจะรักษาระยะห่างกับคุณครู พวกเขาต้องการครูที่เข้าใจวัยพรีทีนของพวกเขาอย่างเด็กเล็กๆ

พวกเขามักจะชอบคุณครูที่คุยสนุก ทันสมัย คุยแล้วโดนใจ มีความรู้ที่พวกเขาซักถามได้ เขาจะชอบการเรียนแบบที่ได้ออกความคิดเห็นบ้าง ไม่ใช่นั่งฟังแล้วจดหรือลอกกระดาน วัยนี้มีเหตุมีผลเป็นของตัวเอง กล้าลุกขึ้นอธิบายถ้าคุณครูเข้าใจผิด ถ้าคุณครูใจกว้างและเปิดโอกาส คุณครูจะพบว่า พวกเขามีเหตุผลที่สามารถถกเถียงโต้แย้งกับคุณครูได้น่าฟังทีเดียว

งานของห้องจะมีผู้ขันอาสา เพราะพวกเขามักจะชอบทำกิจกรรมส่วนรวม เวลาลูกเสือหรือเนตรนารีที่ต้องผลัดกันไปดูแลน้องๆ หน้าโรงเรียน ดูแลจราจร หรือชักธงชาติขึ้นเสา ฯลฯ เป็นงานที่พวกเขาภาคภูมิใจ

คุณครูของเด็กวัยสิบสองควรเห็นจุดเด่นในเรื่องความกระตือรือร้นในทุกทิศทุกทางของวัยนี้ และพยายามรักษาคุณลักษณะนี้ไว้ให้เด็ก โดยให้โอกาสเขาแสดงออก ได้ทำงาน สร้างกิจกรรมให้เขาได้มีโอกาสประสบความสำเร็จ เพื่อความภาคภูมิใจของตนเอง

พัฒนาการทางจริยธรรม
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า เขามีความอดทนกับคนอื่นได้มากขึ้น และมีความเป็นเหตุเป็นผล จุดนี้คือพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการของวัย 12

แต่ขณะเดียวกัน ความที่รู้มากขึ้นและเข้าสู่วัยอยากลองอยากเรียนรู้ เขาอาจจะอยากลองทำเรื่องไม่ดีบ้าง เช่น ผิดกติกาที่ตกลงกับพ่อแม่บ้าง ผิดระเบียบการแต่งกายของโรงเรียน แอบกินขนมในห้อง แอบลอกการบ้านเพื่อน ฯลฯ เขาจะไม่อยากเป็นคนดีมากไปในสายตาของเพื่อนๆ "เดี๋ยวเพื่อนหมั่นไส้…" บางครั้งเขาอาจจะเริ่มให้เหตุผลว่า "ใครๆ เขาก็ทำกัน"

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่รู้เรื่องผิดถูกนะคะ รู้น่ะรู้… แต่มันอยากลองบ้างน่ะ… ถ้าเขาชั่งใจแล้วว่าไม่เสียหายสักเท่าไร อาจจะทำบ้าง …เล่นๆ กันแล้ว ก็อาจจะมีเรื่องโกงกันนิดๆ หน่อยๆ แอบเอากล่องดินสอของเพื่อนไปซ่อน…ฯลฯ เขาอยากรู้ว่าคนอื่นจะมีปฏิกิริยาอย่างไร วิจารณ์คนอื่นน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องจริยธรรมที่เขาเห็นว่าสำคัญ เช่น การพูดความจริง ความซื่อสัตย์…เขามักจะไม่ละเมิด วัยนี้มักไม่โกหก แต่ก็อาจจะพูดความจริงไม่หมดบ้าง ยิ่งถ้าต้องทำเพื่อช่วยคนอื่นละก็ เขาจะภาคภูมิใจทีเดียว

ถ้ามีเรื่องไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น เช่น มีเพื่อนถูกฟ้องว่าทำผิด แต่พวกเขาเห็นว่าไม่เป็นความจริง พวกเขาจะพากันออกหน้าเข้าไปช่วยทีเดียวล่ะ อย่างไรก็ตาม วัยนี้ก็เป็นวัยที่ยอมรับความผิดได้มากขึ้น ถ้าผิดจริงๆ หนูยอมรับโทษค่ะ…
จะเห็นว่า โดยรวมแล้วลูกชาย…หญิงวัยสิบสองปีของเรานั้น เป็นวัยที่น่ารัก เลี้ยงง่ายดีทีเดียว พวกเขาเติบโตขึ้น มีความก้าวหน้า และมีจังหวะพัฒนาการหลายอย่างที่เมื่อเราเสริมได้อย่างเหมาะสม เขาก็จะพัฒนาเข้าสู่ความเป็นวัยรุ่นอย่างมั่นคงต่อไป


(update 29 เมษายน 2003)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 6 ฉบับที่ 63 มิถุนายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600