" แม่จ๋า พรุ่งนี้ขอลาป่วยได้ป่าว"
" อ้าว หนูเป็นอะไรไปลูก"
" ลูกหมีไม่สบาย จะอ้วก แล้วพรุ่งนี้ก็มีวิชา
ด้วย"
" เอ
แล้วมันเกี่ยวกันยังไงล่ะ"
" หนูเบื่อนี่นา คุณครูเอาแต่ดุหนูอยู่นั่นแหละ ทุกชั่วโมงเลย หนูไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย"
เจ้าลูกหมีอุทธรณ์เสร็จก็ทำหน้าง้ำ แต่แววตาอ้อนวอนจริงจัง
จนความเชื่อมั่นของแม่อย่างฉันเริ่มสั่นคลอน
ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ดีแน่
คุณล่ะค่ะ เคยเจอสถานการณ์อะไรคลับคล้ายอย่างนี้บ้างหรือเปล่า
มาสะกดรอยหาที่มาที่ไปและวิธีรับมือกับปัญหาใหญ่คับโลกใบเล็กของลูกกันค่ะ
เอ๊ะ
ลูกมีปัญหา หรือว่าครูดุ ?
เมื่อไรก็ตามที่ลูกส่งสัญญาณบอกให้รู้ว่าแกมีปัญหากับคุณครูที่โรงเรียนละก็
อย่าทำเฉยนะคะ ต้องรีบสังเกตและค้นหาต้นตอของปัญหาให้พบเพื่อจัดการให้เรื่องยุ่งยากกวนใจนี้
คลี่คลายไปโดยด่วน อย่าปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อออกไป เพราะยิ่งตั้งหลักได้เร็ว
ปัญหาก็จะยิ่งแก้ได้ง่ายและจะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกต้องตกอยู่ในห้วงปีแห่งความทุกข์ใจ
ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนของลูกตกต่ำไปด้วย
ก่อนอื่น เราต้องจับเข่าคุย ตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูด เพราะเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจ
ว่าลูกกำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์ที่ตนเองกำลังประสบอยู่ ลูกคิดว่าเกิดอะไรขึ้น
และทำไมจึงคิดเช่นนั้น ยังไม่ต้องสนใจไปหรอกค่ะว่าลูกเป็นฝ่ายผิดหรือถูก
เพราะนั้นไม่สำคัญเท่ากับว่าตอนนี้น่ะลูกกำลังทุกข์หนักอยู่จริงๆ นะ
การมีปฏิกิริยาตอบสนองลูกในทางลบ (เช่นพูดกับลูกว่า "ลูกต้องอดทนหน่อยสิ")
หรือด่วนตัดสินลูก (เช่นพูดกับลูกว่า "ต้องเป็นความผิดของลูกแน่เลย")
รังแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและทำให้ลูกทุกข์กังวลมากขึ้นไปอีก ทางที่ดี
เราต้องทำให้ลูกรู้ว่าเราเป็นห่วงเป็นใยกับความทุกข์ใจของลูกและจะช่วยลูก
แก้ปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดีให้ได้ และเหนืออื่นใดก็คือ อันที่จริงเรื่องที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ความผิดของลูกก็ได้
เราต้องไม่ลืมว่าเป็นเรื่องง่ายมากที่เด็กๆ จะตีความว่าครูเป็นคนดุ
(และกำลังดุตัวเขาเป็นการส่วนตัว) เพียงเพราะครูเสียงดังหรือมีท่าทาง 'เฮี๊ยบ' อยู่ตลอดเวลา
เด็กจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าของคุณครู
ทั้งที่ครูยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาอะไรเป็นพิเศษเลยด้วยซ้ำ
ไม่ว่าลูกจะรู้สึกมีปัญหากับครูด้วยเหตุอันใดก็ตาม หลังจากที่คุยกับลูกจบแล้ว
ควรหาโอกาสพูดคุยกับคุณครูของลูกเป็นลำดับต่อไป (จะใช้วิธีโทรศัพท์
หรือเขียนจดหมายขอนัดพบเพื่อพูดคุยก็ได้ค่ะ เพราะล้วนแต่เป็นวิธีที่ดีที่ครู
ซึ่งมีงานยุ่งวุ่นวายตลอดทั้งวันจะรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งเลยทีเดียว)
เล่าให้คุณครูฟังโดยละเอียดค่ะว่าลูกรู้สึกอย่างไรหรือทุกข์เรื่องอะไร
บอกคุณครูให้ชัดๆ เลยว่าคุณกังวลกับปัญหาของลูกมากเพียงใด
และหวังใจว่าด้วยความช่วยเหลือของคุณครูอีกหนึ่งแรง ปัญหาต่างๆ
จะได้รับการแก้ไขให้คลี่คลายลงได้ บ่อยครั้งเหลือเกินที่การได้นั่งลงจับเข่าคุยกันเช่นนี้
จะช่วยให้เราเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น และยังช่วยให้ทั้งพ่อแม่และคุณครูเข้าใจ
ในตัวเด็กได้ดีขึ้นด้วย
การนั่งลงพูดคุยกันระหว่างพ่อแม่และครูควรทำอย่างเปิดกว้าง ตรงไปตรงมา
โดยเฉพาะตัวครูประจำชั้นของลูก ควรมีจิตใจเปิดกว้างพอที่จะยอมรับฟังเรื่องราวทั้งหมด
ได้อย่างใจเย็นเพื่อเห็นปัญหาร่วมกัน โดยไม่พานโกรธที่บางแง่มุมของปัญหานั้น
อาจมากระทบตัวตนของครูเข้าเสียก่อน
และที่สำคัญที่สุดคือเราคงต้องช่วยกันพิจารณาให้ละเอียดรอบด้านว่า
ปัญหาที่เกิดขึ้นและกำลังดำเนินอยู่เป็นปัญหาเฉพาะของเด็กเอง
เป็นปัญหาเฉพาะของตัวครู เป็นปัญหาระหว่างเด็กกับครู หรือเป็นปัญหาของทั้งครอบครัวกันแน่
จะได้แก้ปัญหาได้ตรงเป้าไงคะ
การบ้านข้อใหญ่ (แต่ไม่ยาก) ของพ่อแม่
นอกจากปฏิบัติการที่โรงเรียนแล้ว พ่อแม่ก็มีการบ้านสำคัญที่ต้องทำ
เพื่อช่วยลูกเรื่องนี้ด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น
- รักและเอาใจใส่ลูกให้มากขึ้นกว่าเดิม ให้เวลากับลูกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
และให้โอกาสลูกได้ 'ระบาย' ความขุ่นข้องหมองใจและความตึงเครียดในใจออกมา (อย่าเพิ่งตั้งป้อม)
- พาลูกไปทำกิจกรรมสนุกๆ นอกเวลาเรียน เช่น พาไปเล่นกีฬา เล่นดนตรี
เข้าค่ายสร้างสรรค์ต่างๆ ฯลฯ เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกประสบความสำเร็จในเรื่องอื่นๆ
นอกเหนือจากเรื่องเรียน และเป็นการเสริมพลังความมั่นใจในตนเองให้กับลูกด้วย
- สอนลูกให้เรียนรู้ความจริงของชีวิตว่า ปัญหานั้นเกิดขึ้นและมีอยู่
และเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงข้อนี้ได้ แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน
และผ่านมันไปโดยให้เกิดความรู้สึกเครียดน้อยที่สุดได้ การยอมรับความจริงเช่นนี้
จะช่วยให้ลูกพยายามมองหาหนทางทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เช่น การปรับตัว
แทนที่จะจมทุกข์ดิ้นรนและทนรอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (เช่น เปลี่ยนครูที่มีบุคลิกเคร่งขรึมจริงจัง
ให้กลายเป็นคนร่าเริงขี้เล่น) แสดงให้ลูกรู้ว่าคุณเห็นและชื่นชมเสมอกับความพยายามของลูก
ที่จะฝ่าฟันสถานการณ์ยากๆ นี้ไปให้จงได้
- อีกวิธีหนึ่งซึ่งจะช่วยได้มากก็คือ ต้องสอนให้ลูกเรียนรู้ด้วยว่าครูก็เป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งเหมือนกัน
หาโอกาสคุยกับลูก (โดยต้องระวังไม่ให้ลูกรู้สึกว่าคุณกำลังเข้าข้างคุณครูนะ) ว่าเป็นเรื่องยากแค่ไหน
ที่จะต้องดูแลเด็กๆ ที่อยู่รวมกันเป็นจำนวนมากในชั้นเรียน หรือต้องสอนเด็กๆ
ที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวตลอดเวลาทั้งที่ครูกำลังรู้สึกเหนื่อยหรือไม่สบาย
ชี้ให้ลูกเห็นว่าครูเองก็อาจมีปัญหาส่วนตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเศร้าหรือหดหู่สิ้นหวัง
มีสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ มีสิทธิ์ที่จะเกิดอารมณ์บูด และมีเรื่องไม่สบายใจเกี่ยวกับครอบครัวได้เหมือนกัน
บอกให้ลูกรู้ว่า ถึงแม้ครูจะเสียงดังและดูฉุนเฉียว แต่นั่นก็เป็นปัญหาของครู ไม่ได้เกี่ยวกับลูกเลย
อย่างน้อยที่สุด วิธีการนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นคงอยู่ลึกๆ ในใจว่าเขาไม่ได้เป็นตัวปัญหา
และเขาได้ทำดีที่สุดแล้ว
ขอแถมท้ายก่อนจบไว้หน่อยค่ะว่า สิ่งที่พ่อแม่อย่างเราต้องระวังก็คือไม่ควรผลีผลาม
กระโจนเข้าแก้ปัญหาทันทีที่ลูกเริ่มบ่นให้ฟังว่ามีปัญหากับคุณครู
และรีบย้ายลูกไปอยู่โรงเรียนใหม่ในทันทีทันใด
ใจเย็นๆ ค่ะ ค่อยๆ ดูให้ปัญหาได้รับการแก้ไขทีละเปลาะตามลำดับอย่างที่เล่าไปแล้ว
โดยให้เวลาเป็นตัวช่วยคลี่คลายอีกแรงหนึ่งจะดีกว่า เพราะไม่เช่นนั้น ถึงแม้จะย้ายโรงเรียนแล้ว
แต่ปัญหาก็จะยังคงติดตัวลูกไปด้วยอยู่ดี
แล้วคุณอยากให้มันเป็นเช่นนั้นหรือ ?
(update 17 ธันวาคม 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 89 สิงหาคม 2546 ]
|