วันเด็กเวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ทุกๆ วันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม
เด็กๆ จะชื่นชมวันนี้มากเป็นพิเศษกว่าวันอื่นๆ เป็นวันที่ตื่นเต้นเพราะจะได้กระโดดโลดเต้น
ไปตามที่ต่างๆ โดยไม่มีใครดู
เด็กบางคนรอคอยที่จะถึงวันนี้อย่างใจจดใจจ่อเพราะเป็นวันที่คุณแม่คุณพ่อจะตามใจ
และให้เวลาพาลูกไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ที่สำคัญที่สุดคือ วันเด็กจะเป็นวันที่คุณแม่คุณพ่อรวมทั้งผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในบ้านจะพูดคุยกับเด็กด้วยมธุรสวาจา
สนทนากับลูกอย่างขมีขมัน ขยันที่จะตอบคำถามอย่างไม่เบื่อหน่าย
ทำให้เด็กรู้สึกสบายๆ และมีความสุข
แต่ทำไมความรู้สึกเช่นนี้ของเด็กๆ จึงควรมีแค่เพียงวันเด็กเท่านั้นหรือ
ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วความรู้สึกดีๆ เช่นนี้ควรมีอยู่กับเด็กทุกวัน
มันไม่ควรมีแค่เฉพาะวันเด็กเท่านั้น
คนที่จะทำให้เด็กมีความรู้สึกดีๆ เช่นที่มีในวันเด็กได้ก็คือ คุณพ่อคุณแม่ นั่นเอง
แน่นอนที่สุดคุณพ่อคุณแม่คงไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะพาลูกไปสนุกสนานได้ทุกวัน
ขณะที่ลูกก็คงไม่มีเวลาว่างพอเช่นกัน เพราะต้องมีภาระหน้าที่ขมีขมันกับการเรียน
แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะมีส่วนช่วยทำให้เด็กในบ้าน คือลูกๆ ของเรามีความรู้สึกสบายๆ และมีความสุขคือ
การพูดกับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะการที่คุณพ่อคุณแม่เจียดเวลาสนทนากับลูกจะเป็นพลังเสริมในการดำเนินชีวิตของลูกได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะเมื่อเวลาลูกต้องการใครสักคนพูดคุยด้วย
เมื่อลูกมีคำถามจากความอยากรู้อยากเห็นแต่คุณพ่อคุณแม่ทำเป็นไม่สนใจ หรือมองเป็นคำถามไร้สาระ
และปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ย่อมสร้างความไม่มั่นใจให้ลูกในการสนใจใฝ่หาคำตอบครั้งต่อๆ ไป
ยิ่งถ้าพ่อแม่ตัดบัวไม่เหลือใย หรือฉุนเฉียวใส่ลูกเมื่อลูกมีคำถาม ก็จะยิ่งสร้างความเกรงกลัวต่อการแสดงออกมากขึ้น
ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาการของเด็ก
การที่เด็กมีคำถามต้องนับเป็นความโชคดีของผู้ใหญ่ที่จะใช้โอกาสนี้ในการพูดกับเด็ก
เด็กจะสนใจในการพูดคุยมากกว่า
แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่เริ่มเปิดฉากสนทนา เด็กอาจจะไม่กล้าที่จะสนทนาด้วยมากนัก
เพราะบ่อยครั้งที่เด็กมักจะมีประสบการณ์เชิงลบกับการเริ่มบทสนทนาของผู้ใหญ่ ซึ่งมักจะไปในทางตำหนิติเตียน
ดุด่าว่ากล่าวอบรมสั่งสอนมากกว่าจะพูดจากันตามปกติทั่วไป
เมื่อผู้ใหญ่โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่เริ่มเปิดฉากสนทนา เด็กจึงผวาในใจอยู่บ่อยครั้ง
ฉะนั้น เมื่อใดก็ตามที่เด็กเปิดฉากพูดคุยด้วยก่อนไม่ว่าจะเริ่มด้วยคำถามหรือคำพูดอื่นใดก็ตาม
ผู้ใหญ่ต้องติดตามผลงาน ด้วยการสานต่อการสนทนาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเหนื่อยกันไปข้างหนึ่ง
เมื่อการพูดคุยกันเริ่มลื่นไหล ต้องไม่ลืมใช้จังหวะที่เหมาะสมระดมสิ่งดีมีประโยชน์เข้าสู่การรับรู้
แต่อย่าให้เด็กรู้สึกว่าถูกยัดเยียด
เพราะถ้าเขารู้สึกว่าถูกยัดเยียด เขาก็จะรังเกียจการพูดคุยไปโดยปริยาย
การพูดคุยกับเด็กหรือกับลูกของเรา อย่าไปคำนึงถึงการอบรมสั่งสอนมากนัก
พูดคุยไปตามธรรมชาติเหมือนคุยกับเพื่อน
ยิ่งพูดคุยไปหัวเราะไป ด้วยความสนุกสนานยิ่งดีใหญ่
เด็กจะรู้สึกสบายใจและอยากพูดคุยอีกบ่อยๆ เมื่อมีโอกาส
การจะพูดคุยกันให้เป็นปกตินั้น ควรเริ่มกันตั้งแต่ยังเล็กๆ เพราะถ้าเริ่มตอนโตมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อถึงวันนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจจะมานั่งเสียใจว่าพูดคุยกับลูกไม่ค่อยได้เลย คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะบ่นว่า
พูดคุยกับลูกไม่ค่อยถูกคอ มักมีเรื่องให้ขัดคอกันอยู่เรื่อย ทั้งๆ ที่ลูกก็โตแล้ว น่าจะพูดคุยกันรู้เรื่องด้วยดี
แต่ก็มักจะมีเรื่องขัดคอกันเป็นประจำ
เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะไม่ได้เริ่มพูดคุยกันจนเป็นปกติกันตั้งแต่เล็กๆ จึงไม่มีโอกาสที่จะพัฒนาทักษะได้เพียงพอ
พอจะเริ่มพูดคุยกันเมื่อโตขึ้นมา จึงดูติดขัด ไม่ราบรื่นเท่าที่ควร
เมื่อพ่อแม่ลูกไม่มีโอกาสคุยกัน ความเข้าใจซึ่งกันและกันก็มีน้อย พลอยทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย
วันเด็กปีนี้จึงควรถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะเอาฤกษ์เอาชัยเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยกัน ให้เป็นปกติภายในครอบครัว
เพื่อความสุขสถาพรตลอดไป
(update 13 มกราคม 2003)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2546 ]
|