วันก่อนครูประจำชั้น ป.6/3 เชิญดิฉันไปพบ บอกว่า ยายเมย์ลูกสาวของดิฉันปีนี้ทำไมแย่จัง
ไม่ส่งการบ้านเป็นประจำ มาสายก็บ่อย แถมครูยังจับได้ว่าบางชั่วโมงโดดเรียนแอบไปนั่งเล่นแถวห้องน้ำ
ออกจะตกใจ
ยายเมย์นะรึ ที่ผ่านมาก็เห็นเรียนดี ไม่มีปัญหาสักหน่อย จนดิฉันวางใจ แล้วอีกอย่างแกก็โตแล้ว
ส่วนดิฉันเองงานการกำลังก้าวหน้า ก็มุแต่งงาน วันนั้นเกือบสติแตก กะจะเรียกยายเมย์มาเทศนากัณฑ์ใหญ่
เผอิญว่าคืนนั้นได้เห็นข้อความในหนังสือเล่มหนึ่ง
" เด็กวัยพรีทีนยืนอยู่บนโลกที่ก้ำกึ่ง ระหว่างเท้าข้างหนึ่งย่างเข้าสู่โลกของวัยรุ่น
ส่วนอีกข้างยังเหยียบยืนอยู่ในฝั่งที่เป็นโลกของเด็กเล็ก" ข้อความนี้สะดุดความรู้สึกดิฉันเข้าอย่างจัง รีบอ่านต่อ
" เด็กวัยนี้ยังสนุกสนานกับการเล่นเจี๊ยวจ๊าวกับเพื่อนๆ พ่อแม่จะมารับส่งที่โรงเรียน
หรือชวนไปไหนมาไหนกด้วยก็ยังไม่ปฏิเสธ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับเรื่องราวแบบคนที่โตแล้ว
นับตั้งแต่ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้น สังคมภายนอกที่ซับซ้อนมากขึ้น เรื่องการเรียนและอนาคตข้างหน้าที่จะต้องมีการเตรียมตัวสอบเข้าเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษา
" จะเห็นว่าลูกของเราวัยนี้มีเรื่องให้เครียดได้หลายเรื่องทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องของการเรียนที่ยากขึ้น
เป็นวิชาการที่เข้มข้นขึ้น ไหนจะการบ้าน รายงาน งานกลุ่มก็มากขึ้น จากที่เคยสนุกสนานกับการไปโรงเรียน
เรียนบ้างเล่นบ้างในชั้นประถมต้น พอมาเมื่อถึงวัยนี้เด็กหลายคนอาจเรียนตก เกิดเบื่อ
ไม่อยากไปโรงเรียนขึ้นมาเฉยๆ หรือเกเรโดดเรียนทั้งๆ ที่เป็นเด็กดีของพ่อแม่มาตลอด"
รายละเอียดตรงนี้เรียกสติของดิฉันกลับคืนมา เลิกคิดที่จะเรียกยายเมย์มาเทศน์ชั่วขณะ ใจมาจดจ่อกับคำแนะนำของผู้เขียนซึ่งเป็นคุณครูสอนรักเรียนประถมปลายมานานเกือบ 30 ปี
ซึ่งบอกว่า " เด็กที่ก้าวข้ามประถมปลายไปสู่มัธยมได้อย่างสวยงาม พ่อแม่มักจะมีส่วนช่วยในเรื่องการเรียน"
ในรายละเอียดที่เหลือ ดิฉันพอจะสรุปมาเล่าต่อได้ว่า พ่อแม่มีส่วนช่วยลูกในเรื่องเหล่านี้ค่ะ
เตรียมบ้านให้น่าเรียน
อย่างที่บอกว่า การเรียนในชั้นนี้ยากขึ้น มีการบ้านที่เป็นเรื่องของการทำรายงาน
การค้นคว้าข้อมูลมากขึ้น ช่วงนี้พ่อแม่ต้องสร้างบรรยากาศการเรียนที่บ้านด้วยการ
- ช่วยลูกจัดการเรื่องเวลาอย่างจริงจัง เพราะในส่วนที่เป็นเด็กเขายังติดอยู่กับการเล่น
บางคนติดเล่นเกมอย่างหนักก็วัยนี้ เพราะฉะนั้นควรทำตารางเวลาให้ลูกได้ทำการบ้าน
ทบทวนบทเรียนในแต่ละวันให้พอเหมาะกับเวลาเล่น ออกกำลังกายและการหย่อนใจ
- จัดบ้านให้มีมุมสำหรับการเรียนโดยเฉพาะ จัดหาโต๊ะเก้าอี้ที่นั่งสบาย
แสงไฟสว่างพอเหมาะกับการเขียนอ่าน อยู่ในที่ที่เงียบสงบ
มีชั้นหรือที่จัดเก็บหนังสือให้เป็นระเบียบเพื่อหยิบค้นหาข้อมูลได้สะดวก
- จัดหาเครื่องเขียนอุปกรณ์ต่างๆ ในการเรียนให้พร้อม ชวนเขาไปเลือกซื้อด้วยกันนะคะ ปากกา
กล่องดินสอสวยๆ สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกอยากใช้มันบรรจงเขียน ทำการบ้านได้เหมือนกัน
เตรียมพร้อมไปโรงเรียน
การไปโรงเรียนของลูกวัยนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องสนุกอีกต่อไป ก่อนหน้านี้ลูกเฝ้ารอว่าจะไปเล่นสนุกกับเพื่อนๆ
ที่โรงเรียน มาปีนี้มันเป็นความหนักใจเสียมากกว่า ยิ่งถ้าวันไหนทำการบ้านไม่ได้ ไม่มีการบ้านไปส่งครู
เหมือนตกนรก ไหนจะเรื่องเพื่อน เด็กหลายคนเริ่มมีปัญหาทางสังคมก็ตอนนี้ละค่ะ
เราสามารถช่วยลูกให้ยังรู้สึกดีกับการไปโรงเรียนโดย
- แต่ละวันนอกจากดูแลให้ลูกทำการบ้านแล้ว ดูแลให้ลูกจัดกระเป๋าเรียน เสื้อผ้า อุปกรณ์ที่ครูสั่งให้เอาไปให้พร้อม
- จัดเวลาเข้านอน ตื่นนอนให้พอเหมาะ เพื่อให้ลูกได้นอนเต็มอิ่ม ไม่ฉุกละหุกในตอนเช้า และไม่ไปโรงเรียนสาย
ถ้าลูกไปโรงเรียนสายบ่อยๆ ถูกครูว่าบ่อยๆ จะทำให้ลูกมองหาวิธีโดดเรียน ยิ่งถ้าผสมกับปัญหาไม่ส่งการบ้าน
ก็ยิ่งทำให้ลูกหนีปัญหามากขึ้น
- ให้ลูกได้ทานอาหารเช้า เพราะมื้อเช้าจะสำคัญต่อสมองและสมาธิของลูก
- ถามไถ่เรื่องเพื่อนของลูก ช่วยแนะวิธีผูกมิตรกับเพื่อน เช่น แนะให้ลูกช่วยเหลือเพื่อน
เตรียมขนมไปฝากเพื่อนบ้าง ชวนเพื่อนมาบ้าง ฯลฯ และให้คำปรึกษาเมื่อลูกมีปัญหากับเพื่อน
ส่งเสริมทักษะและความสนใจพิเศษ
วัยนี้เหมาะอย่างยิ่งที่พ่อแม่จะมองหาความสนใจ ความสามารถพิเศษ หรือความถนัดเฉพาะด้านของลูก
เพราะลูกจะมีความสนใจอะไรที่ชัดเจนมากขึ้น ควรรีบฉวยโอกาสนี้ส่งเสริมลูกให้มีทักษะเฉพาะด้านมากขึ้น
เด็กบางคนยังไม่ฉายแววชัดนัก ก็ควรให้โอกาสลูกได้ลองสัมผัสกับทักษะหลากหลายด้าน
เพื่อจะได้ค้นหาความสนใจและความสามารถที่แท้จริง โดย
- สนับสนุนลูกให้เข้าชมรมต่างๆ ของโรงเรียนตามความสนใจของเขามากกว่าจะให้เขาเลือกตามเพื่อน
- ให้ลูกได้เข้าคอร์สกิจกรรมเสริมทักษะด้านต่างๆ เช่น ศิลป ดนตรี กีฬา ภาษา คณิตศาสตร์ ฯลฯ
ให้เวลาเอาใจใส่เรื่องเรียนของลูก
วัยนี้เป็นช่วงเวลาสุดท้ายแล้วที่ลูกจะยอมให้เราเข้าไปยุ่มย่ามกับชีวิตของเขา
เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปเพียงเพราะเห็นว่าลูกโตแล้ว หรือเราไม่มีเวลาให้เขา
ลูกยังต้องการให้เราช่วยสอนการบ้าน ช่วยแนะนำในเรื่องการหาข้อมูล วางแผนการเรียนต่อด้วยกัน
นอกจากนี้เรายังควรให้เวลากับการ
- พบปะพูดคุยกับคุณครูประจำชั้นอย่างสม่ำเสมอเหมือนปีที่ผ่านๆ มา เพื่อจะได้รู้เรื่องการเรียนของลูก
และความเป็นไปของลูกที่โรงเรียน
- ชวนลูกไปซื้อหนังสือด้วยกัน และอ่านหนังสือกับลูก
- หยิบหนังสือเรียนของลูกมาลองศึกษาดู ช่วยติวในเรื่องหรือวิชาที่ลูกไม่เข้าใจ
และพยายามหาคำตอบมาตอบลูกในเรื่องที่เขาสงสัย
- ใช้เวลาในวันหยุดไปเที่ยวแหล่งความรู้ด้วยกัน เช่น พิพิธภัณฑ์
หรือหน่วยงานที่เป็นแหล่งความรู้ทางประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา
การอนุรักษ์ธรรมชาติ ฯลฯ
หลังจากอ่านข้อแนะนำทั้งหมดนี้แล้ว ดิฉันโล่งใจไปหลายเปลาะ อย่างแรยังไม่สายไป
เพียงแค่ดิฉันเผลอไผลไปหน่อย ยังมีโอกาสที่จะกลับตัวมาให้เวลาลูกเหมือนเดิม
อย่างที่สองมามองๆ ดูยายเมย์ก็ไม่ได้เหลวไหลอะไรนักหนา เข้าใจได้ว่าทำไมแกถึงเปลี่ยนไป
แถมดีใจที่ได้รู้ว่าลูกยังต้องการดิฉัน
ดิฉันล้มเลิกความคิดจะเทศนา เปลี่ยนมาเปิดใจ แล้วเราจะแก้ไขทุกอย่างด้วยกัน
(update 22 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 7 ฉบับที่ 83 กุมภาพันธ์ 2546 ]
|