แม้ว่าการเล่นกับผู้ใหญ่และเด็กคนอื่นๆ นั้นสำคัญต่อการพัฒนาการของเด็กมาก
แต่ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการเด็กมีความเห็นว่า เด็กเองก็ควรที่จะมีเวลาเป็นของตนเอง
โดยปล่อยให้อยู่คนเดียวและเล่นของเขาเองบ้าง ซึ่งในการที่เด็กได้อยู่คนเดียวนั้นทำให้เขาได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเอง
ได้ลองทำอะไรเอง แม้ว่าจะผิดจะถูกและหัดการพึ่งตนเอง ฝึกสมาธิ ได้ทำอะไรตามที่ตนเองต้องการทำ
โดยไม่มีใครมากวนหรือชี้นำ ที่สำคัญคือ เมื่อเด็กได้มีโอกาสทำอะไรเอง และฝึกที่จะเล่นคนเดียวบ้าง
จะช่วยทำให้ความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองดีขึ้น และมีความภูมิใจในตนเอง (self-esteem)
ในขั้นตอนการพัฒนาการของเด็กปกตินั้น เด็กจะเริ่มรู้สึกว่าตนเองมีตัวตน และแตกต่างจาก พ่อและแม่ ได้
ตั้งแต่อายุประมาณ 8 เดือน การให้เด็กเล่นคนเดียวเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักตนเองและเป็นเพื่อนของตนเองได้
เด็กจะไม่รู้สึกเหงาหรือกลัว เมื่อต้องอยู่คนเดียว ดังนั้นเมื่อเขาโตขึ้น และเริ่มออกไปสู่โลกภายนอก
เขาจะสามารถหาเพื่อนใหม่ได้เสมอ เพราะเขาชอบที่จะมีเพื่อน ไม่ใช่เป็นเพราะเขาเหงา ไม่อยากอยู่คนเดียว
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการปล่อยให้เด็กเล่นคนเดียวบ้างก็คือ คุณพ่อคุณแม่พอที่จะมีเวลาว่างเพื่อไปทำสิ่งอื่นๆ ได้
เช่น การโทรศัพท์ติดต่อธุระ หรือการพักผ่อนสักครู่เพื่อเติมพลังก่อนที่จะมาดูแลเขาใหม่
แต่การปล่อยให้เด็กอยู่เล่นคนเดียวไม่ใช่เป็นการปล่อยทิ้งให้เขาอยู่คนเดียวในห้อง
หรือบนเตียงที่ทำเป็นคอกไว้
ก่อนที่คุณจะฝึกให้ลูกอยู่เล่นเองคนเดียวคุณควรเตรียมตัวลูกให้พร้อมที่จะอยู่เล่นเองคนเดียวได้
โดยคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้
สิ่งแรกคือ คุณควรจะรู้ถึงขั้นตอนการพัฒนาการของเด็กในแต่ละอายุด้วย เพราะเด็กที่อายุมากขึ้น
จะสามารถเล่นเองคนเดียวได้นานมากขึ้น เช่น เด็กอายุ 6 เดือน จะสามารถอยู่เองคนเดียวได้ประมาณ 5 นาที
อายุ 1 ขวบ จะเล่นคนเองคนเดียวได้ประมาณ 15 นาที พออายุ ขวบครึ่ง จะประมาณ 15 ถึง 20 นาที ขณะที่อายุ 2 ขวบขึ้นไป
จะได้ประมาณครึ่งชั่วโมง
นอกจากนี้คุณควรดูลักษณะนิสัยส่วนตัวของลูกด้วย เด็กบางคนอาจจะชอบร้องกวน โวยวาย ให้มีคนอุ้ม
หรืออยู่ด้วยตลอดเวลา แต่บางคนอาจจะอยู่คนเดียวบนเตียงของเขาเองได้ตั้งแต่เล็ก
ซึ่งจะทำให้การฝึกให้ลูกเล่นคนเดียวทำได้ง่ายขึ้น
เมื่อคุณเริ่มฝึกลูก ควรเริ่มทำทีละน้อยและสม่ำเสมอ เพื่อให้เด็กคุ้นเคยก่อน เลือกหาที่ที่จะทำให้เด็กอยู่ได้ตามลำพัง โดยควรเป็นที่ที่สำรวจดูแล้วว่าจะปลอดภัยต่อเด็กไม่เกิดอุบัติเหตุอื่นได้ง่าย พยายามพาลูกมาเล่นในบริเวณนี้ทุกวัน
หาหนังสือ หรือของเล่นที่เขาชอบมาไว้ให้ และในช่วงแรกคุณควรเล่นกับเขาให้เขาคุ้นเคยก่อนจนเริ่มที่จะเล่นเอง
จากนั้นคุณจึงค่อยถอยห่างออกไปในแต่ละวัน จนคุณแน่ใจว่าเขาสามารถดูแลตนเองได้ จึงค่อยปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพัง
แต่สำหรับเด็กเล็กกว่า 1 ขวบ มักจะไม่สามารถอยู่ตามลำพังได้ คุณควรจะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงในห้อง
และคอยตอบสนองเขาเมื่อเขาเรียกหา ถ้าเด็กโตขึ้น อาจจะเล่นเองได้นานขึ้นคุณก็อาจจะทำงานอยู่ในห้องข้างๆ ที่สามารถได้ยินเสียงลูกร้องและแวะเข้ามาดูเขาบ้างเป็นครั้งคราว คอยพูดคุยกับเขาให้เขาสบายใจว่าคุณยังอยู่ใกล้ๆ
และจะมาหาเขาได้เสมอเมื่อเขาต้องการ
แต่ถ้าลูกหยุดเล่นทันทีที่เห็นคุณทำท่าจะจากไป คุณควรจะให้เวลาเล่นกับเขาต่ออีกสักหน่อย
แล้วค่อยๆ ผละออกไปสักพัก (ไม่กี่นาที) แล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่ เพื่อให้เขาวางใจว่าคุณไม่ได้หายไปไหน
เด็กบางคนจะกลัวการถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว กลัวการพลัดพราก (separation anxiety) เนื่องจากเด็กยังไม่เข้าใจความหมายของเวลา
และการคอย เขาไม่รู้ว่า เมื่อเห็นคุณเดินออกจากห้องไป (หรือหายไปจากสายตาเขา) อีกนานเท่าไหร่คุณจึงจะกลับมาอีก
ทำให้เขามีอาการติดคุณแจ เมื่อเห็นว่าคุณกำลังจะจากไป คุณควรฝึกเขาและให้ความมั่นใจแก่เขาว่า แม้ว่าคุณจะไม่ได้อยู่ในห้อง
แต่คุณก็อยู่ใกล้ๆ นั่นเอง ซึ่งเมื่อคุณทำอย่างนี้ต่อไปสักระยะหนึ่งลูกก็จะวางใจ และสนใจในของเล่นของเขา
มากกว่าที่จะคอยจ้องดูว่าคุณจะหลบออกไปจากเขาเมื่อไร
บางครั้งอาจจะไม่ใช่อยู่ที่ตัวลูกเองที่ไม่อยากอยู่คนเดียวแต่เป็นจากตัวคุณพ่อคุณแม่เองด้วย
เนื่องจากสมัยนี้เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร หลายคนจะได้ยินเกี่ยวกับโรคของเด็ก เช่น โรคออทิสติก ฯลฯ
เลยมีความรู้สึกว่าจะต้องกระตุ้นพัฒนาการของลูกให้มากๆ จึงพยายามที่จะทำอะไรๆ กับลูกตลอดเวลา
จนบางทีทำให้เด็กเหนื่อยและหงุดหงิด อีกทั้งไม่ได้มีโอกาส "ลองทำเอง" ดูบ้างอย่างที่ตนเองต้องการ
ทำให้กลายเป็นเด็กที่ติดพ่อแม่และไม่กล้าอยู่คนเดียว เล่นคนเดียว คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะรู้สึกผิด
ถ้าไม่ได้เล่นกับลูกให้มากๆ แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลา จึงพยายามกระตุ้นลูกทุกวินาทีจนเด็กเบื่อไปเลย
ซึ่งอยากให้คุณพ่อคุณแม่เดินสายกลางคือ ปล่อยให้ลูกได้มีโอกาสเล่นโดยลำพังของเขาเองบ้าง มีโอกาสเล่นกับคนอื่นๆ บ้าง แม้ว่าอาจจะยากที่เราจะทำนิ่งเฉยปล่อยให้เด็กเล่นอยู่คนเดียวทั้งๆ ที่เราเองก็ว่าง แต่ในบางครั้งเราต้องรู้ว่า
การที่ลูกได้มีโอกาสทำอะไรเองและเล่นคนเดียวเองบ้างนั้น เป็นการเสริมพัฒนาการของเขาเองเช่นกัน
ถ้าคุณได้ลองสังเกตลูกดูว่าเขาเล่นของเขาเองอย่างไร คุณอาจจะประหลาดในที่เด็กจะมีความคิดและวิธีการเล่นสิ่งของต่างๆ
(แล้วแต่วัยของเขา) ที่ฉลาดและน่าทึ่งทีเดียว ซึ่งผู้ใหญ่เองก็อาจจะได้เรียนรู้จากเด็กด้วย เพราะมีคุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะใช้เวลาเล่นกับลูกแต่ก็พยายามฝึกให้ลูกต้องทำต้องเล่นแบบที่ผู้ใหญ่ทำกัน
ซึ่งในบางครั้งอาจเป็นการปิดกั้นการมีความคิดสร้างสรรค์ หรือมุมมองของเด็กที่มีต่อสิ่งต่างๆ
ทำให้เด็กสูญเสียความสามารถในการพัฒนาตนเองในแง่เหล่านี้ไป เพราะถูกผู้ใหญ่ตีกรอบไว้ให้หมดแล้ว
ในแง่ของการเลี้ยงดูลูกแบบสมัยใหม่ที่จะให้เด็กได้มีอิสระและใช้ความสามารถในตัวเขาเองในการเล่นและแก้ปัญหา การที่คุณพ่อคุณแม่ได้มีโอกาสปล่อยให้เขาเล่นเองตามลำพังบ้างก็จะช่วยให้เขาได้ฝึกฝนการเป็นตัวของตัวเอง
และได้ลองใช้ความสามารถส่วนตัวของเขาในการสังเกต และการใช้สายตา มือ เท้า และระบบประสาทอื่นๆ ในการเล่น
คุณพ่อคุณแม่ยังควรใช้เวลาอันมีค่ากับเขา เช่น การเล่านิทานก่อนนอน หรือการร้องเพลงกล่อมเด็กในช่วงก่อนนอน เพื่อให้เขาสัมผัสได้ถึงความรักความอาทรที่เรามีต่อเขา เพื่อที่เด็กจะได้เติบโตไปเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะที่เหมาะสมไปตามวัย
(update 18 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2545 ]
|