ใช่ว่าจะมีแต่ผู้ใหญ่นะคะ ที่มีอารมณ์ยินดีปรีดาหรือว่าฉุนเฉียว โมโหร้าย
เพราะเจ้าตัวเล็กของคุณก็มีเหมือนกัน (ยิ่งวัยอุแว้แบบนี้เดายากเสียด้วยว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร)
วันนี้จึงอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาเข้าใจอารมณ์ของลูกในช่วงต่างๆ
กันหน่อยดีกว่าว่าคุณหนูของคุณอยู่ในช่วงอารมณ์ไหนกันแน่
อารมณ์ก็เป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งของชีวิตลูกรักนะคะ เพราะอารมณ์คือภาษาบอกความรู้สึก
เพื่อเป็นสื่อให้คุณพ่อคุณแม่รับรู้ว่าลูกกำลังต้องการอะไร ซึ่งบางทีอาจเป็นปัญหาที่ชวนสงสัย
และไม่เข้าใจว่าทำไมลูกเราจึงมีลักษณะอารมณ์อย่างนี้ เช่น อาการดีใจ โกรธ
หรือวิตกที่มีในผู้ใหญ่ก็เกิดขึ้นกับเด็กได้เหมือนกัน แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอย่างกุมารแพทย์
แต่คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสังเกตอารมณ์เจ้าหนูได้เหมือนกัน จะได้รู้ไงคะว่าตอนนี้ลูกรู้สึกอย่างไรบ้าง
อารมณ์น้องหนูช่วงแรกเกิด
จากโลกที่มืดมิดในท้องแม่ ได้ถูกแปรสภาพมาเป็นห้องเด็กอ่อนของโรงพยาบาล แต่รู้ไหมว่าเจ้าหนูตัวจ้อยถึงร้องไห้จ้าเสียงดังก็เพราะว่าเขากำลังตกใจกับสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวอยู่
เช่น แสงสว่างจ้า หรือกลิ่นแปลกๆ อีกอย่างหนึ่งเหมือนว่าคุณพ่อคุณแม่ทำอะไรไม่ทันใจเขาไปเสียทุกอย่าง
จนบางครั้งเจ้าหนูกับถึงกับต้องร้องโวยวาย จนต้องหาสาเหตุกันใหญ่ว่าเป็นเพราะอะไร
แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เขาแค่อยู่ในอารมณ์ที่ตกใจง่ายเท่านั้นเอง
- รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก็จะมีเฉพาะเวลาง่วง หรือครึ่งหลับครึ่งตื่น ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่ลูกจงใจทำ
หากแต่เป็นปฏิกิริยาในร่างกายต่างหาก โดยนักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่าที่ทารกทำปากยิ้มแบบนี้
อาจเป็นเพราะมีลมในท้องค่ะ
- การร้องไห้มักเกิดขึ้นเนื่องจากความหิว ความไม่สบายตัว ดิ้นจนเหนื่อย สับสน
การแสดงอารมณ์หงุดหงิดร้องไห้ ก็เป็นการสื่อสารให้คุณพ่อคุณแม่รู้ถึงความต้องการของเจ้าหนูไงคะ
และในช่วง 3 เดือนแรกลูกอาจจะมีอาการร้องโคลิก (ร้อง 3 เดือน) ทำให้คุณพ่อคุณแม่ตกใจบ้าง
แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ เพราะการร้องไห้เป็นไปตามพัฒนาการของเด็กอยู่แล้ว
และบางครั้งเจ้าหนูก็สามารถจับอารมณ์คุณแม่ได้เหมือนกัน หากคุณแม่เหนื่อยหรือหงุดหงิด
ลองมองดูเจ้าหนูสิเขาก็โยเยและหงุดหงิดไม่ต่างจากคุณแม่หรอก
ตาหนูกับยายหนูก็มีอารมณ์ที่ต่างกันนะ เพราะส่วนใหญ่ตาหนูจะร่าเริงโลดแล่นมากกว่ายายหนู
แถมทนต่อความเจ็บปวดมากกว่าอีกด้วย นอกจากเพศมีผลต่ออารมณ์ที่ต่างกันแล้ว
บุคลิกของทารกแต่ละคนก็มีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกันเหมือนผู้ใหญ่อย่างเราๆ นั่นแหละ
รับรู้อารมณ์หนู (2-3 เดือน)
ความสดใสซาบซ่าสบายตัวเริ่มเข้ามาแล้วค่ะ ก็แหม
เรียนรู้โลกมาสัก 2-3 เดือนแล้ว
รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นก็เป็นสิ่งที่หนูตั้งใจทำแล้ว ไม่ใช่แค่ปฏิกิริยาเหมือนแต่ก่อน
ยิ้มของหนูจะตั้งใจยิ้มให้กับใบหน้าคน ซึ่งไม่เจาะจงว่าจะเป็นใคร
แต่นานวันเข้าเจ้าหนูก็จะเริ่มเลือกใบหน้าคนที่จะยิ้มให้ โดยเฉพาะกับคนที่คุ้นหน้า
เช่น คนในครอบครัวยิ่งถ้าหากมีคนมาเล่นกับแกด้วยแล้ว อารมณ์ก็จะดีเป็นพิเศษเลยล่ะ
บางครั้งเจ้าหนูตัวน้อยของเราก็จะมีอาการตื่นเต้นเหมือนกัน เมื่อได้เจอกับสิ่งแปลกใหม่
เช่น การเล่นจ๊ะเอ๋ หรือเอาตุ๊กตามาจั๊กจี๋พุง แต่การตื่นเต้นของเขาจะแสดงโดยขยับแข้งขยับขา
โยกไม้โยกมือ ส่งเสียงอือออ เป็นต้นค่ะ อีกทั้งเจ้าหนูยังโยเยน้อยลงกว่าแต่ก่อน
และแสดงความต้องการทางสีหน้าและเสียง เช่น เวลาหิวจะร้องไห้ หรือเม้มปาก
อืม
สงสัยจะเป็นเพราะว่าเคยชินกับโลกใบนี้แล้วกระมัง
ยิ่งโตอารมณ์ยิ่งชัด (4-7 เดือน)
ช่วง 4- เดือน นี่แหละเจ๋งเพราะกำลังมีลูกล่อลูกชนเลยล่ะ ลูกจะหัวเราเอิ้กอ้าก
เมื่อมีคนมาเล่นด้วยอารมณ์ดี แต่เมื่ออารมณ์ไม่ดีเมื่อไรจะส่งเสียงฮึ่มเชียว
เรียนรู้ที่จะออกเสียงตามความรู้สึกของตนเอง แต่บางครั้งก็อาจจะร้อง จำได้เหมือนกันเวลามีคนมาขัดใจ
หรือแย่งของเล่น แสดงอารมณ์โกรธ มองตาเขม็ง หรือตื่นเต้น แล้วหัวใจเต้นเร็ว
ทั้งนี้แล้ว สามารถมองในสิ่งที่อยากมองได้ ใครคิดจะแกล้งเจ้าหนูก็ให้ระวังสายตาที่จ้องเขม็งไว้ละกัน
อีกทั้งยังมีการอือออเรียกร้องความสนใจจากทุกคนหากไม่มีใครสนใจเขาอีก
คราวนี้แหละมีการร้องไห้จ้าประท้วงแน่ แต่มีเทคนิคให้ลูกหยุดร้องก็คือเมื่อมีคนเข้ามาให้ความสนใจ
และพูดคุยด้วย เพราะตอนนี้เจ้าหนูเตรียมพร้อมที่จะเข้าสังคม แถมชอบเอามือโบกให้คนเข้ามาใกล้ๆ อีกด้วย
เห็นม้า
า แม้แต่เด็กก็มีอารมณ์อย่างผู้ใหญ่เหมือนกัน
ถึงตอนนี้แหละลูกจะเริ่มต่อต้านสิ่งที่เขาไม่ชอบอย่างเต็มตัวแล้ว รวมถึงความกลัว
ความวิตก (อย่าเถียงนะว่าไม่เคยเห็นเด็กขมวดคิ้ว) ซึ่งเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่แล้วนะ
ที่จะศึกษาพฤติกรรมเจ้าหนูน้อย ว่าเขาชอบอะไรไม่ชอบอะไรจะได้รับมือกันถูกหน่อย
เรื่องอารมณ์กับขวบปีแรก (12 เดือนขึ้นไป)
เข้าสู่เดือนที่ 8-12 การเชื่อมโยงความรู้สึกกับสิ่งแวดล้อมของลูกก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยกตัวอย่างเช่น ได้ยินเสียงรถของคุณพ่อขับเข้ามาในบ้าน ก็จะออกอาการดีใจ กรี๊ดกร๊าด
แม้ยังไม่ได้เห็นหน้าคุณพ่อก็ตาม หรือว่าเห็นคนเปิดตู้เย็นก็ยิ้มดีใจเพราะรู้ว่าอาจจะได้กินขนมหวานๆ
การที่เจ้าหนูเคลื่อนไหวตัวเองได้อย่างอิสระมากขึ้น พบกับคนมากหน้าหลายตา
ก็จะเกิดมีความรู้สึกกลัวคนแปลกหน้าและติดคนเลี้ยงแจ เช่น เห็นคุณยายคนหนึ่ง
ลักษณะเหมือนคุณยายของตัวเอง (อย่างเช่น มีผมขาว) แต่เมื่อโผเข้าไปกอดแล้วได้ยินเสียงที่ไม่คุ้นเคย
เขาก็อาจโยเยไม่ยอมให้อุ้มขึ้นมาได้ จะขัดขืนดื้อดึงชัดเจนเมื่อถูกบังคับในสิ่งที่ไม่ชอบทำ
แถมยังสู้สุดตัวเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการอีกด้วย
วัยนี้เป็นวัยที่สามารถประเมินความรู้สึกคนรอบข้างได้แล้วค่ะ ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร
รับรู้ได้ว่าเด็กคนอื่นๆ กำลังอยู่ในอารมณ์ไหน เช่น เห็นเด็กคนหนึ่งร้องไห้ เขาก็โยเยพานจะร้องไห้ตาม เป็นต้น
อยากจะเข้าไปเล่นในกลุ่มพี่ๆ ถ้าไม่ให้เข้าไปเล่นด้วยก็จะร้องไห้ประท้วงจนกว่าแม่จะมาเลยล่ะ
นอกจากนั้นยังรู้สึกว่าตัวเองมีความเป็นเจ้าของของเล่น หากใครเข้ามาหยิบแม้ตัวเองไม่ได้เล่นอยู่
ก็จะร้องประมาณว่าของเล่นต้องอยู่ในสายตาตลอดเวลาเลยเชียว
อะไรนะทำเจ้าหนูวัยอุแว้อารมณ์เสีย
- ความหิว : ควรประเมินดูว่าลูกเพิ่งกินไปหรือเปล่า หากเพิ่งกินไปการร้องไห้อาจมาจากสาเหตุอื่นก็ได้
- ต้องการเปลี่ยนผ้าอ้อม : ถึงจะวัยอุแว้ก็ต้องการความแห้งสบายส่วนตัวเหมือนกันนี่นา
- กระหาย : ถึงแม้ว่านมจะมีปริมาณน้ำอยู่มาก แต่สำหรับเด็กบางคน น้ำเปล่าก็ยังเป็นที่โปรดปราน
แถมช่วยล้างคอด้วยนะ
- ร้อนไปหรือหนาวไป : อันนี้วัดจากผู้ใหญ่ไม่ได้หรอกค่ะ ควรปรับอุณหภูมิห้องลูกให้พอดี ไม่ร้อนไม่เย็น
มีลมถ่ายเทสะดวก
- รู้สึกไม่สบายตัว อยากให้อุ้ม : อันนี้ต้องเป็นเพราะแกเบื่อแน่ๆ ก็ทารกใช่ว่าจะกินกับนอนอย่างเดียวนี่
เขาก็อยากให้อุ้มพาเดินไปมองวิวที่แปลกใหม่บ้างน่ะสิ
- โคลิก : ตามพัฒนาการค่ะ ไม่ต้องตกใจ แต่หากเด็กคนไหน มีอาการมากจนน่าเป็นห่วง
ปรึกษาแพทย์สักนิดก็ดีนะคะ
- ป่วยหรือเจ็บปวด : คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตด้วยว่าลูกมีอาการ ตัวร้อน ท้องอืด ท้องเสีย
เป็นผื่นจ้ำตามตัวหรือมีขอบตะเข็บ เข็มกลัดสร้างความรำคาญให้กับลูกหรือไม่ถ้าเป็นควรแก้ที่สาเหตุค่ะ
(update 30 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 87 มกราคม 2546 ]
|