คุณแม่ทุกคนทราบดีถึงคุณประโยชน์อันมากมายของนมมารดา เช่น สะอาด สะดวก ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย มีสารอาหารครบถ้วนที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของลูกน้อยอย่างที่ไม่มีนมผสมชนิดใดทำได้ เพราะย่อยง่าย
ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ลูก เนื่องจากมีโคลอสตรุม ซึ่งเป็นน้ำนมพิเศษที่ธรรมชาติให้มาในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังคลอด
และยังช่วยป้องกันลูกจากปัญหาการแพ้นมวัว ฯลฯ
แต่ถึงแม้ว่าคุณแม่จะทราบดีถึงประโยชน์ที่ได้จากนมแม่ และต่างก็พยายามอย่างเต็มที่ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ตาม แต่คุณแม่บางคนก็อาจพบว่าตนเองไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ตลอดเวลาอย่างที่อยากจะทำ
จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทำให้จำเป็นต้องหานมผสมมาเลี้ยงลูก จึงมักจะมีคำถามถามกุมารแพทย์เสมอๆ
ว่าจะเลือกใช้นมผสมอะไรดี และควรปฏิบัติอย่างไร ซึ่งได้มีการรวบรวมคำถามที่ถามกันบ่อยๆ
เกี่ยวกับเรื่องนมสำหรับทารกมาไว้ ณ ที่นี้
จะเลือกใช้นมอะไรดี ??
ฟังดูอาจจะเป็นคำถามง่ายๆ แต่ในการคำนึงถึงประโยชน์ทางด้านสารอาหารต่างๆ แล้ว พอจะตอบได้ว่า
นมผงสำหรับทารกทุกยี่ห้อที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด มีมาตรฐานที่ดีมาก และต้องผ่านการอนุมัติ
จากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงทางด้านนี้เช่น องค์การอาหารและยา (FDA) ของแต่ละประเทศ
รวมทั้งขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่วางกฎเกณฑ์ไว้อย่างเข้มงวและสอดคล้องกับข้อมูลทางด้านโภชนาการ
ของทารกในแต่ละวัย จึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจได้ว่าจะใช้ยี่ห้อไหน ก็จะได้นมที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน
เหมาะแก่การเจริญเติบโตของลูกอย่างแน่นอน
แต่ในบางกรณีอาจมีข้อควรคำนึงพิเศษ เช่น กรณีที่แพ้นมวัว (Cow's milk allergy) ซึ่งเป็นการแพ้โปรตีนของนมวัว
ทำให้เกิดผื่นขึ้นตามหน้าและลำตัว รวมถึงปัญหาท้องอืด ร้องกวนมาก ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ทางผู้ผลิตก็ได้ทำขั้นตอนบางอย่าง
ที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของโปรตีนในนมวัว เช่น การผ่านขั้นตอน hydrolysate เพื่อลดปัญหาการย่อยยาก
และการแพ้โปรตีนในนมวัวอยู่แล้ว ในบางยี่ห้อเน้นที่ประเด็นการแพ้นมวัวนี้ จึงใช้ชื่อที่สื่อว่า ได้ทำขั้นตอนต่างๆ
เช่น hydrolysate โปรตีนของนมวัวนี้เป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดการแพ้นมวัวน้อยลงกว่านมที่มีใช้ทั่วไป จึงเรียกเป็น
นมที่ทำให้แพ้น้อย (Hypo-allergenic formula)
หรือในกรณีที่ลูกมีปัญหาท้องอืด ร้องกวนบ่อยๆ มีแก๊สในท้องเยอะ อึดอัดแน่นท้อง ที่เรียกว่าเป็น
ปัญหาจากการย่อยนมที่มีแลคโตสไม่ได้ (Lactose Intolerance) แลคโตส คือ สารคาร์โบไฮเดรตหรือเรียกง่ายๆ
ว่าเป็นน้ำตาลประเภทหนึ่งที่มีเฉพาะในนมแม่ นมวัวและนมจากสัตว์อื่น เช่น นมแพะ
กรณีเช่นนี้ก็ควรพิจารณาใช้นมที่ไม่มีแลคโตส หรือที่เรียกว่า Lactose-free Formula แก่ลูก
(โดยทางผู้ผลิตจะใช้น้ำตาลชนิดอื่นมาใส่แทนน้ำตาลแลคโตส ซึ่งเมื่อผ่านการย่อย
ก็จะได้รับสารอาหารต่างๆ ครบถ้วนเช่นกัน)
ทั้งปัญหาการแพ้นมวัวและปัญหาการย่อยนมที่มีแลคโตสไม่ได้นั้น อาจจะมีอาการคล้ายคลึงกัน
คุณพ่อคุณแม่จึงควรปรึกษากุมารแพทย์เมื่อพบว่าลูกมีปัญหาดังกล่าว เพราะยังมีทางเลือกอื่นๆ อีก เช่น
การใช้นมถั่วเหลือง (Soy Formula) ซึ่งจะไม่มีโปรตีนจากนมวัว เพื่อเลี่ยงปัญหาการแพ้นมวัวและไม่มีแลคโตส
ทำให้ไม่มีปัญหาการย่อยนมที่มีแลคโตสไม่ได้ แต่ในทารกบางรายที่มีปัญหาการแพ้นมวัวค่อนข้างมากพบว่า
จะมีประมาณร้อยละ 30 ที่จะมีโอกาสแพ้นมถั่วเหลืองได้ด้วย ซึ่งในกรณีเช่นนี้ กุมารแพทย์ก็จะแนะนำให้ใช้นมสูตรพิเศษ
(Special Formula) อื่นๆ ที่เหมาะสมกับสภาวะของทารกรายนั้นๆ ต่อไป คุณแม่สามารถป้องกันปัญหาการแพ้นมวัว
และนมถั่วเหลืองได้อย่างง่ายๆ โดยการให้นมแม่มากขึ้นและนานขึ้น แต่คุณแม่ต้องดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของอาหาร
ที่ทานอยู่ให้มีคุณค่าครบถ้วน หลีกเลี่ยงการทานอาหารบางประเภท เช่น ของหมักดอง อาหารทะเล ฯลฯ สุกๆ ดิบๆ ฯลฯ
เพื่อให้ลูกน้อยของคุณได้รับนมที่ดีที่สุดจากคุณ
นมผสมอาหารหลายยี่ห้อแข่งกันเติมสารต่างๆ ที่พิเศษ ที่พบในนมแม่ และทำให้เข้าใจว่าสารเหล่านี้
จะทำให้เด็กมีสติปัญญาดี ฉลาด ฯลฯ ควรจะเลือกอย่างไรดี
ในการพยายามทำให้นมผสมที่ใช้เลี้ยงทารกมีคุณสมบัติใกล้เคียงนมแม่มากที่สุด
ทางบริษัทผู้ผลิตแต่ละบริษัทได้มีการเติมสารต่างๆ เพิ่มเข้ามามากขึ้น จากการศึกษาดูส่วนประกอบต่างๆ ของน้ำนมแม่
ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วน้ำนมแม่มีส่วนประกอบต่างๆ ที่ค่อนข้างซับซ้อน และพบว่ามีสารอาหารชนิดต่างๆ
มากมายกว่า 200 ชนิด ที่พบในน้ำนมแม่ในปริมาณต่างๆ กัน ซึ่งยังคงต้องการการศึกษาวิจัยอีกมากเพื่อดูว่า
สารต่างๆ ที่พบในน้ำนมแม่นั้น แต่ละชนิดจะมีบทบาทอย่างไรกับการเจริญเติบโตและการพัฒนาการของทารก หรือเป็นเพียงสารที่ออกมาอยู่ในน้ำนมแม่จากขั้นตอนการสังเคราะห์น้ำนมในเต้านมโดยไม่ได้มีบทบาทที่สำคัญแต่อย่างไร
หลายบริษัทผู้ผลิตนมผสมจากทางประเทศยุโรป อเมริกาและญี่ปุ่น ได้เริ่มมีการเติมกรดไขมันไม่อิ่มตัว
(Polyunsaturated Fatty Acid) 2 ชนิด คือ Docosahexaenoic Acid (DHA) และ Arachidonic Acid (ARA)
ซึ่งพบได้ในน้ำนมแม่ตามธรรมชาติ และเชื่อว่ามีส่วนเสริมในแง่สายตา การมองเห็น (Visual Acuity)
และการเจริญเติบโตของสมอง (Brain Development) ในสูตรนมที่ผลิตสำหรับทารก
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการสำหรับทารกพบว่าสาร DHA และ ARA นั้น ทารกไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง จำเป็นต้องอาศัยรกเป็นตัวนำมาให้ในตอนที่ยังเป็นทารกในครรภ์ และส่วนหนึ่งทารกจะได้รับจากการทานน้ำนมแม่
จึงมีการพิจารณาเติมสารทั้ง 2 อย่างนี้ไว้ในนมผสมสำหรับทารกแรกเกิดด้วยเพื่อให้ได้เหมือนในน้ำนมแม่
ทั้งนี้มีการศึกษาดูผลของการเจริญเติบโตและการพัฒนาการของทารกแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนด
(ซึ่งจะได้รับสาร DHA และ ARA นี้ผ่านมาทางรกน้อยกว่าทารกที่คลอดครบกำหนด) โดยให้นมที่มีสารทั้ง 2 นี้เติมเข้าไป พบว่าทารกที่ได้รับนมสูตรพิเศษนี้มีความสามารถในด้านการใช้กำลังกล้ามเนื้อ (motor skills)
การใช้สายตาในการแยกแยะสิ่งต่างๆ (visual acuity) และความสามารถในการใช้ความคิด (cognitive development)
ที่อายุ 1 ปี ดีกว่าทารกที่ได้รับนมสูตรธรรมดาที่ไม่ได้มีการเติมสารทั้งสองตัวนี้
สำหรับการศึกษาที่ทำในทำนองเดียวกันกับทารกแรกเกิดที่คลอดครบกำหนดปกติ กลับได้ผลต่างกันออกไป
บางรายงานไม่พบว่ามีความแตกต่าง บางรายงานพบว่ามีความแตกต่างกันบ้าง จึงทำให้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะมีผลอย่างไร
แต่ทางบริษัทผู้ผลิตก็เชื่อว่าการเติมสารเหล่านี้นั้น ไม่เกิดผลเสียและน่าจะได้ผลดีต่อทารกมากกว่าการไม่เติม
จึงทำให้มีนมผสมสูตรพิเศษต่างๆ ออกมาสู่ท้องตลาดกันมากขึ้น ซึ่งในอีกระยะหนึ่งเมื่อมีการใช้นมเหล่านี้มากขึ้น
ก็น่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมที่จะทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างๆ สามารถสรุปได้
ซึ่งจะติดตามมานำเสนอแก่ท่านผู้อ่านอย่างแน่นอน
(update 15 มกราคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2545 ]
|