ฟังลูก…บ้างนะ

ถ้าพ่อแม่ไม่ฟังลูก ลูกอาจจะหนีไปหาคนที่รับฟังเขา

วันก่อนเพื่อนมาล่าให้ฟังว่า หลานชายวัย 15 หนีออกจากบ้านไป 2 วัน พ่อแม่ไม่รู้ว่าลูกหนีออกจากบ้าน คิดว่าลูกเลี่ยงไม่อยากเจอหน้าแม่รีบไปโรงเรียนแต่เช้า มาเจอโน้ตเข้าอีกทีก็เย็นอีกวัน ลูกเขียนว่า " ผมไปอยู่บ้านเพื่อน สบายใจเมื่อไหร่แล้วจะกลับ" พ่อแม่อ่านจบ ก็ถึงบางอ้อ ตามหาลูกกันจ้าละหวั่น พอตามตัวเจอ แม่ก็เอาแต่ร้องไห้ แล้วบ่นว่าลูกที่ทำให้เป็นห่วง พานไปถึงเพื่อนลูกด้วยที่สมรู้ร่วมคิด ลูกชายที่เงียบอยู่นานเริ่มหมดความอดทน ตวาดกลับ
" ก็แม่เป็นแบบเนี้ย เอาแต่บ่นๆ เคยฟังผมบ้างมั้ย ว่าผมรู้สึกยังไง"

ฟังเรื่องนี้แล้ว ก็ต้องกลับมามองตัวเองค่ะ ว่าที่ผ่านมาเราเอาแต่บ่นว่าลูกแบบนี้บ้างไหม ยอมรับค่ะ ว่าคนเป็นแม่นะก็ต้องบ่นลูกทุกคน (จนเป็นหน้าที่ไปแล้ว) แหม…บางทีลูกวัยนี้ก็ชอบทำอะไรๆ ให้เรารู้สึกหงุดหงิดหัวใจอยู่เรื่อย เห็นหน้าเซ็งๆ ของลูกก็รู้อยู่แก่ใจว่าเขาคงเบื่อ เมื่อได้ยินประโยคเดิมซ้ำซาก
" เชื่อแม่สิ แม่อาบน้ำร้อนมาก่อน"
" ไม่ต้องมาแก้ตัว ยังไม่ทันอ้าปาก ฉันก็เห็นเข้าถึงลิ้นไก่แล้วว่าจะพูดอะไร"

ถ้าในบ้านสื่อสารกันไม่ได้อย่างนี้อยู่เรื่อย สัมพันธภาพในครอบครัวก็ร้าวฉานได้ง่ายๆ พอๆ กับที่พ่อแม่ไม่มีเวลาอยู่กับลูกนั่นแหละค่ะ ลูกจะเห็นพ่อแม่เป็นเผด็จการ ผูกขาดการตัดสินใจทุกอย่างไว้ฝ่ายเดียว ลูกมีหน้าที่เพียงรับฟังและทำตามเท่านั้น

ดร.อุทัย ดุลยเกษม เคยเขียนถึงข้อความชิ้นหนึ่งแล้วรู้สึกตรงใจค่ะ เขาเขียนว่า
" We spend the first twelve months fo our children's lives teaching them to walk and talk and the next twelve years telling them to sit down and shut up"
" เราใช้เวลา 12 เดือนแรกในชีวิตลูก สอนให้เขาหัดเดินหัดพูด และอีก 12 ปีต่อมา สั่งให้เขานั่งนิ่งๆ และหุบปาก"…คือห้ามเถียง ให้ลูกฟังพ่อแม่อย่างเดียว

ถ้าเราเอาแต่พูดๆ ปล่อยให้ลูกฟังๆๆ สุดท้ายบ้านนี้ก็จะเหลือแต่คนพูด ไม่มีคนฟัง เพราะลูกหนีไปหาเพื่อนที่พร้อมจะรับฟังเขามากกว่า…

ปกติโอกาสที่ลูกวัยนี้จะเดินเข้ามาพูดคุยกับเราก็มีไม่มากเหมือนตอนที่เขายังเป็นเด็ก ซึ่งพร้อมจะเชื่อฟังเราทุกอย่าง แต่เดี๋ยวนี้ เขาโตพอจะรู้แล้วว่า บางอย่างพ่อแม่ก็ไม่รู้ และบางอย่างเขารู้มากกว่าพ่อแม่เสียอีก การให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราพูดก็เลยลดลงไปโดยปริยาย

แต่ใช่ว่าเขาจะไม่ยอมฟังเราเอาเสียเลย ลูกวัยนี้อย่างไรก็ยังต้องการคำแนะนำจากเราอยู่เหมือนเดิมละค่ะ เพียงอาจเพราะท่าทีของเราที่ทำให้ลูกไม่อยากเดินเข้าหา หรือเราเป็นฝ่ายผูกขาดการพูดคนเดียว จนลูกไม่มีจังหวะที่จะแสดงความคิดเห็นบ้าง ดังนั้นถ้าเราอยากให้เขายอมรับฟังเรา เราก็ต้องฟังเขาให้มากๆ พูดให้น้อยๆ เข้าไว้

แต่ก็เข้าใจว่า สำหรับพ่อแม่บางคนการจะนั่งฟังลูกพูดให้จบเป็นเรื่องยาก เพราะตัวเองเป็นฝ่ายพูดและสั่งการมานาน การฟังผู้อื่นให้เป็น ให้เขาเห็นว่าเรายอมรับฟังเขานั้นเป็นศิลปะ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ต้องฝึกค่ะ และเราก็มีวิธี ฟังให้เป็นมาฝาก
  • ฟังอย่างใส่ใจและให้เกียรติ
    ไม่มีใครชอบแน่ๆ ถ้าพูดด้วยแล้วไม่มีคนสนใจฟัง มัวแต่ทำนู่นนี่ เหมือนเขาไม่ใช่คนสำคัญแบบนั้น จะยืนพูดด้วยทำไมให้เมื่อยตุ้ม ลูกเราก็เหมือนกันค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นท่าว่าเขาเดินดุ่มๆ มาหาเรา ให้หยุดกิจกรรมทุกอย่างไว้ก่อน ปิดทีวี ตัดเสียงรบกวนอื่นๆ ออกให้หมด เพื่อให้ลูกรู้สึกว่า เราให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขากำลังจะพูด และเราพร้อมที่จะฟังเขา ด้วยสีหน้าที่คนมองแล้วสบายใจด้วยนะคะ เพื่อจะได้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกรู้สึกอยากจะพูดกับเรามากขึ้นด้วย สบตาเป็นระยะ จับน้ำเสียง และความรู้สึกจากภาษาที่ลูกแสดงออก

  • ฟังเพื่อเข้าใจไม่ใช่ตอบคำถาม
    ฟังลูกอย่างตั้งใจ แล้วก็อย่าเพิ่งไปโต้แย้ง ตำหนิ หรือเทศนาลูกไปก่อนที่จะฟังเขาให้จบความ จะด้วยความเคยชิน เร่งรีบ อยากตัดรำคาญ หรืออะไรก็แล้วแต่ ฟังเขาอย่างใจเย็นค่ะ ฟังเขาให้เข้าใจเสียก่อน ถ้าลูกไม่ถาม เราปล่อยให้เขาพูดไปเรื่อยๆ เราก็จะได้มีข้อมูลตุนไว้เยอะๆ ทำความเข้าใจสิ่งที่ลูกพยายามจะบอกดีกว่าค่ะ อย่าเพิ่งใจร้อนด่วนสรุป พอถึงเวลาที่เขาถามเราเราก็จะได้ตอบเขาได้ถูก ไม่ใช่ลูกพูดนิดเดียว แต่แม่เล่นเทศนาซะยาวเหยียด หรือไปขุดคุ้ยเอาความผิดพลาดสมัยพระเจ้าเหามาเล่าย้ำแบบนี้ไม่ดีแน่ ทางที่ดีตั้งใจฟังจับความหมายและความรู้สึกของลูก จะช่วยขยายโอกาสการสนทนา ระหว่างเรากับลูกให้ยาวขึ้นอีกนิดค่ะ

  • ฟังอย่างแยกแยะข้อเท็จจริง และความรู้สึก
    ฟังอย่างแยกแยะว่าอะไรคือสาร (ข้อเท็จจริง) ที่ลูกต้องการสื่อ และอะไรคือความรู้สึก ซึ่งมีทั้งบวกและลบ อย่างลูกบอกว่า " อยู่ๆ มาว่าผม ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ทำซะหน่อย น่าฆ่าให้ตายนัก" โอ้โห ฟังดูแล้วน่ากลัวจัง ทำไมลูกเราโหดอย่างนี้นะ…อันนี้คิดได้ แต่ไม่ต้องพูดออกไป เก็บไว้ในใจพอ รอฟังเขาต่อไปดีกว่า ขืนตีโพยตีพายไปเดี๋ยวเกิดไม่มีอะไรในกอไผ่ บทสนทนาจะสะดุดเปล่าๆ ค่ะ เพราะความรู้สึกเป็นสิทธิส่วนบุคคล เรารู้สึกได้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การกระทำที่ตามมาต่างหากที่ต้องระวัง เรื่องความรู้สึกนี่สำคัญค่ะ เราไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าเราแสดงท่าทีปฏิเสธหรือไม่รับฟังความรู้สึกของเขาแล้ว จะยิ่งทำให้ลูกเก็บกด ไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ลูกเราจะกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ หรือไม่ก็เป็นเด็กเก็บกดไปเลยก็ได้

  • ไม่ขัดจังหวะเมื่อลูกพูด
    การพูดตัดบท หรือพูดขัดจังหวะขณะที่ลูกยังพูดไม่ทันจบประโยค หรือให้คำแนะนำที่ลูกไม่ได้ขอ เท่ากับตัดโอกาสที่จะเข้าใจถึงความรู้สึกที่แท้จริงของลูก เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะตัดสินหรือให้คำแนะนำใดๆ พยายามทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เสียก่อน ลองคิดดูสิคะ ว่าถ้าเราพูดยังไม่ทันจบแล้วมีคนมาขัดจังหวะ เราจะรู้สึกอย่างไร

  • พยายามไม่แสดงความคิดเห็น
    พยายามไม่แสดงความคิดเห็น หรือคำวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่ลูกกำลังพูด ความเงียบของเราจะช่วยให้ลูกรู้สึกสบายใจที่จะพูดต่อมากกว่าค่ะ

  • ตรวจสอบความเข้าใจ
    เพื่อให้แน่ใจว่าเราเข้าใจสิ่งที่ลูกพูดได้ถูกต้อง เราอาจหาจังหวะเหมาะๆ สอดแทรกคำถาม เช่น "ลูกหมายความว่า เพื่อนคนนี้ไม่จริงใจกับลูกงั้นหรือ" การถามนี้จะช่วยให้ลูกได้ฟังสิ่งที่ตัวเองพูดซ้ำอีกครั้ง แล้วมีโอกาสแก้ไขความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นได้

  • ใช้คำถามสนับสนุนให้ลูกพูดมากที่สุด
    เช่น "แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อไปล่ะลูก" หรือพูดทวนคำในท้ายประโยค " ไปกับเพื่อนผู้ชายอีกสองคนเหรอลูก" แม้เราจะรู้สึกหงุดหงิดหรือโมโหกับสิ่งที่ลูกทำ แต่การอดทนฟังจะช่วยให้เราเข้าใจลูกมากขึ้นและช่วยหาทางแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

  • ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป
    การรับฟังไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเห็นด้วยกับลูกหรือยอมรับว่าสิ่งที่ลูกคิด หรือทำถูกต้องเสมอนะคะ แต่อย่างน้อยการฟังลูกก็เท่ากับเราได้สร้างการยอมรับนับถือในตัวเองให้แก่ลูกแล้ว นั่นหมายถึง ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่ยอมรับว่าเขาเป็นอีกคนหนึ่งทีแตกต่างไปจากพ่อแม่ มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตนเอง ที่สำคัญการฟังช่วยให้เราได้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นกับลูก ลูกเรารู้สึกอย่างไร คิดอย่างไรค่ะ สละเวลาเพื่อฟังสักนิดจะช่วยให้ลูกเปิดประตูรับฟังคำแนะนำของเราได้ง่ายขึ้นค่ะ

แล้ววันนี้ คุณฟังลูกบ้างหรือยังคะ...


(update 22 ธันวาคม 2003)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 8 ฉบับที่ 91 ตุลาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600