" เตย พ่อหนูอยู่ไหน
"
" อยู่ๆๆ บนหวัน นู่น
น"
หลานสาววัยเกือบ 2 ขวบ ที่เพิ่งหัดพูดเป็นคำๆ ต่อกันได้ตอบคำถามพร้อมชี้มือโบ้ยใบ้ไปบนฟ้า
เมื่อถูกถามถึง "พ่อ" ที่ด่วนจากแกไปเมื่อหลายเดือนก่อน แล้วหันไปเล่นสนุกต่อ
แววตายังสดใส ท่าทียังคึกคักสนุกสนานเหมือนเดิม ไม่มีอาการเศร้าให้เห็น
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเวลาที่เด็กในวัยนี้พบกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่คาดฝันขึ้น แกจะเป็นอย่างไรบ้าง
แล้วเราคนเป็นพ่อแม่ควรเตรียมลูกให้รับมือกับเรื่องเหล่านี้อย่างไร ให้กระทบกับหัวใจดวงกระจิริดนี้น้อยที่สุด
เรื่องสำคัญแบบนี้ต้องเตรียมการกันหน่อยค่ะ
เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากไปด้วยเหตุเสียชีวิตหรือหย่าร้าง หากจากไปด้วยประการแรกซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงบรรยากาศในครอบครัวอย่างปัจจุบันทันด่วน
ทางเดียวที่บุคคลที่เหลืออยู่จะทำได้คือ ให้ช่วงเวลาที่เศร้าสะเทือนใจที่สุดนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตัวคุณเองแม้จะเศร้าโศกแค่ไหน ก็ต้องไม่ลืมที่จะปฏิบัติต่อลูกเหมือนเคย เพราะแม้ลูกจะดูเหมือนไม่เข้าใจภาวะที่เกิดขึ้นนัก
แต่ที่แน่ๆ แกสัมผัสได้ถึงอารมณ์เศร้าหม่นของคุณ ส่วนในอนาคตความรู้สึกตรงนี้จะพัฒนาไปในรูปแบบไหน
ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วละค่ะ
ที่สำคัญอย่าเผลอระบายความเครียดหรือความหงุดหงิดไปที่ลูก การพยายามอธิบายเหตุผลว่าพ่อไปไหน
สำหรับลูกวัยนี้แกยังไม่เข้าใจนัก เพราะวันแต่ละวันที่ผ่านไปของแกมีเรื่องให้สนใจใคร่รู้มากมายกว่าที่จะมานั่งพะวงถาม
การเตรียมการที่ดีจะช่วยให้แกเติบโตไปได้อย่างมีปัญหาน้อยที่สุด เพราะเด็กในวัยนี้ยังมีภาพความทรงจำ
และความผูกพันกับบุคคลไม่ลึกซึ้งนัก แต่ฝากไว้สักนิดว่าสำหรับลูกผู้ชาย หากสูญเสียพ่อตั้งแต่ยังเล็ก
แม่ควรหาโอกาสให้แกได้พบปะคลุกคลีกับญาติพี่น้องที่เป็นผู้ชายบ้าง เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้บทบาททางเพศที่เหมาะสม
แต่ถ้าการจากไปเป็นเพราะหย่าร้าง สิ่งสำคัญคือ อย่าขู่หรือบอกลูกว่า "พ่อ (แม่) ไม่รัก"
ลูกควรมีภาพที่ดีในฐานะที่คุณเป็นพ่อแม่ของแก โดยคงความสัมพันธ์ของพ่อหรือแม่ที่มีต่อลูกไว้ให้สม่ำเสมอที่สุด
อย่าทำให้ลูกรู้สึกสูญเสียคนใดคนหนึ่งไป โดยเฉพาะในวัยนี้ที่แกกำลังฟอร์มบุคลิกภาพ
และต้องการแบบอย่างจากทั้งพ่อและแม่ การเปิดโอกาสให้อีกคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่กับลูก
ได้มีเวลาร่วมกิจกรรมกับลูกอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีที่ดีที่สุดต่อภาวะจิตใจของลูกในวัยนี้ค่ะ
ยามเจ็บป่วย ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกคือ การปรับตัวเข้าสังคมของลูกจะหยุดชะงักลงทันที
แกจะกลับมาพึ่งพิงพ่อแม่มากเหมือนตอนวัยอุแว้ รู้สึกไม่มั่นคง กลัวถูกทอดทิ้ง จะอ้อนและงอแงมากกว่าปกติ
ไม่เล่นซนสนุกสนานเหมือนเคย การดูแลเอาใจใส่ลูกเป็นพิเศษจะช่วยสร้างความไว้วางใจ
และเรียกความมั่นคงทางใจกลับมาได้อีกครั้ง
ถ้าเจ็บป่วยถึงขั้นต้องไปโรงพยาบาล พ่อแม่อาจต้องเตรียมความพร้อมลูกพอสมควรค่ะ
สำหรับลูกวัยนี้ การได้เล่นบทบาทสมมติกับของเล่นที่เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ เป็นหมอ เป็นพยาบาล
มีเข็มฉีดยา จะช่วยให้ลูกคุ้นเคย และเมื่อถึงเวลาไปโรงพยาบาล ก็ควรพาลูกไปสำรวจสถานที่ (ในที่ที่ได้รับอนุญาตแล้ว)
และชวนพูดคุยทำความคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่พยาบาล รวมถึงการปล่อยให้ลูกได้วิ่งเล่นบ้าง
จะทำให้ลูกคุ้นได้ง่าย ในโรงพยาบาลหลายแห่งจะมีสนามเด็กเล่น และมีมุมเด็ก
ระหว่างรอเข้าพบคุณหมอ (ใจดี) ลองแวะที่มุมนี้ก็ไม่เลวนัก
กรณีที่ลูกต้องแอดมิตนอนโรงพยาบาล พ่อแม่ควรอยู่กับลูกตลอดเวลา และควรเตรียมเสื้อผ้าให้ลูก
ถ้าเลี่ยงใส่ชุดของโรงพยาบาลได้ก็ดี เพื่อลดความรู้สึกเครียด และกังวลกับการแปลกสถานที่ของลูกไงคะ
ของเล่นชิ้นโปรดของลูกห้ามลืมเด็ดขาด และถ้าขอเจ้าหน้าที่พยาบาลตกแต่งห้องลูกด้วยสติ๊กเกอร์ลายการ์ตูน
หรือนำภาพครอบครัวมาติดไว้ในห้องได้ ก็ควรทำดูค่ะ
นอกจากนั้นการเตรียมผ้าห่มหนานุ่ม ผ้าขนหนูผืนโปรด จะช่วยให้การนอนหลับในโรงพยาบาลของลูกผ่อนคลายขึ้น
และถ้าทำได้คุณควรเป็นผู้ทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ให้ลูกเอง เช่น อาบน้ำ ชงนม ป้อนข้าว
แต่ก็ต้องเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่พยาบาลได้ทำความคุ้นเคยกับลูกด้วย สำหรับลูกเล็กแล้ว
คุณแม่อาจขออนุญาตเป็นผู้ป้อนยาให้ลูกเองเพราะจะทำให้ลูกอุ่นใจขึ้นเป็นกองค่ะ
ไม่ว่ากันค่ะถ้าแม่จำเป็นต้องมีผู้ช่วยมือหนึ่ง แต่นอกจากจะต้องพิถีพิถันในการเลือกพี่เลี้ยงให้ลูกแล้ว
แม่ต้องให้เวลาในการปรับตัวต้อนรับสมาชิกใหม่แก่ลูกด้วย เพราะโดยธรรมชาติวัยนี้ แม่คือทุกอย่างสำหรับลูก
แกจึงมักมีปัญหาในการปรับตัวกับบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ใช่พ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายาย หรือพี่เลี้ยง
หากไม่รู้สึกคุ้นเคย
ควรมีการวางแผนล่วงหน้าสัก 1-2 เดือน เพื่อทำให้ลูกรู้สึกค่อยๆ คุ้นเคยกับผู้เลี้ยงคนใหม่
ก่อนที่จะมอบหน้าที่นี้ให้พี่เลี้ยงอย่างเต็มตัว แต่ตัวคุณแม่ยังต้องสงวนสิทธิในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน
เกี่ยวกับตัวลูกบางอย่างไว้ และทำอย่างสม่ำเสมอนะคะ เช่น กอด หอมลูกก่อนนอน เล่านิทานให้ฟัง
สิ่งที่ต้องย้ำเป็นพิเศษก็คือ ไม่ควรเปลี่ยนพี่เลี้ยงลูกให้บ่อยเพราะมีผลทำให้การพัฒนาของเด็กชะงักไปได้
เนื่องจากลูกต้องใช้เวลานานในการต้องปรับตัว ปรับอารมณ์ และความรู้สึกให้คุ้นเคย
|
น้องใหม่ ร้ายบริสุทธิ์
ตามมาแล้ว
|
|---|
แม้จะยังพูดคุยสื่อสารบอกความรู้สึกได้ไม่เก่งเท่าพี่ๆ วัยอนุบาล แต่ลูกในวัยนี้ก็พร้อมจะแสดงให้รู้ว่า
แกรู้สึกอย่างไรผ่านทางร่างกายและการกระทำ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจเลยถ้าบ้านไหนที่มีเจ้าตัวน้อยๆ วัยอุแว้อีกคน
แล้วพบว่าเจ้าคนพี่เกิดอาการถดถอย งอแง ทำอะไรไม่เป็น อ้อนแม่เป็นลูกแหง่นั่นแหละค่ะ อาการอิจฉาน้อง
และเรียกร้องความสนใจของเขาล่ะ
ดังนั้น สถานการณ์อย่างนี้ต้องเตรียมเจ้าคนพี่พอสมควร (ไม่ใช่มัวแต่ไปเตรียมข้าวของเครื่องใช้ต้อนรับน้องจนลืมพี่)
รวมทั้งเตรียมทุกคนในบ้าน ตั้งกติการ่วมกันว่าห้ามพูด ห้ามล้อ ห้ามขู่ว่าจะไม่รักคนพี่
หรือกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้วก็ห้ามพูดค่ะ
ส่วนคุณแม่คงต้องทำใจยอมให้คนอื่นอุ้มเจ้าตัวเล็ก อาบน้ำ หรือป้อนนมแทน
ในยามที่พี่คนโตต้องการเวลาเหล่านั้นพร้อมๆ กัน ให้คนพี่มีส่วนร่วมในการดูแลน้องบ้างเล็กๆ น้อยๆ
เช่น หยิบสำลีให้แม่เช็ดทำความสะอาดน้อง ให้หอม สัมผัสน้องบ้าง ฯลฯ หรือหาตุ๊กตาตัวเล็กให้ลูกได้เลียนแบบดูทุกๆ
ขั้นตอนเหมือนที่แม่ทำให้น้อง
ที่เคยกกเคยกอดคนโตก่อนนอนยังไงก็ยังคงต้องทำเหมือนเดิม
ที่สำคัญแม้จะเหนื่อยจากการต้องกลับมาเป็นแม่ลูกอ่อนอีกครั้ง แต่อารมณ์ฉุนเฉียว
หรือเคร่งเครียดก็ไม่ควรแพร่งพรายให้คนพี่สัมผัสได้ เพราะแกอาจเหมาไปว่า
เพราะน้องทำให้แม่เปลี่ยนไป
การให้ความรัก และปฏิบัติต่อลูกอย่างสม่ำเสมอ สนใจดูแลความรู้สึกของลูก
จะช่วยลดทอนปัญหาคุณพี่ขี้อิจฉาไปได้มากโขเลยล่ะค่ะ
และไม่ว่าในแต่ละวันจะมีสถานการณ์ใดๆ เข้ามา ขอเพียงคุณพ่อคุณแม่หันกลับมามองเจ้าตัวเล็ก
อุ้มชูดูแลสภาวะจิตใจของแกไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหาเรื่องราวต่างๆ ไม่ปล่อยปละละเลยความรู้สึกของลูก
หรือเห็นว่าลูกเป็นเพียงมนุษย์ตัวน้อยที่เอาแต่เล่นสนุกทั้งวัน
ค่ะ
(update 7 มีนาคม 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 7 ฉบับที่ 83 กันยายน 2545 ]
|