ทุกครั้ง ที่เห็นเด็กวัยเดียวกับยายหนูของเรา อดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตแล้วเปรียบเทียบกับลูกตัวเอง
อย่างน้องโตโต้ข้างบ้านเนี่ยเกิดเดือนเดียวกับลูก ตอนนี้เขาทำท่าจะก้าวเดินแล้วด้วยซ้ำ คุณแม่น้องโตโต้บ่นว่า
ดูกันไม่ไหว เผลอทีไรเป็นได้ลุกขึ้นเกาะเดินไปทั่ว ไม่รู้ว่าเธอแกล้งบ่นอวดความก้าวหน้าของลูกหรือเปล่า
รู้สึกตาร้อนขึ้นมาตะหงิดๆ ดูยายหนูสิ ยังคลานกระต้วมกระเตี้ยมอยู่เลย แถมยังไม่ค่อยแอ็กทีฟเสียอีก
จับวางตรงไหนก็นั่งจุมปุ๊กเล่นอยู่ตรงนั้นได้นานสองนาน ลูกเราผิดปกติหรือเปล่านะ?!
นี่เป็นตัวอย่างความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่ที่คอยห่วงใยพัฒนาการของลูก
อดไม่ได้ที่เอาลูกตัวเองไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น ที่จริงเรื่องของพัฒนาการของเด็กแต่ละคนไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการเด็กบอกอยู่บ่อยๆ ว่า เรื่องพัฒนาการเติบโตของเด็กแต่ละคนไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน
เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ตรวจสอบพัฒนาการก็เป็นเพียงเกณฑ์คร่าวๆ เด็กแต่ละคนเกิดมาย่อมมีความแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายหลากจะช้าหรือเร็วกว่ากันบ้างไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด
แค่ไหนที่เรียกว่า "ช้า"
พ่อแม่ส่วนใหญ่จะเพ่งเล็งไปที่ความก้าวหน้าทางพัฒนาการที่เห็นได้ชัด อย่างเช่น เมื่อไหร่ลูกจะนั่ง จะคลาน ยืน เดินได้
แต่คุณหมอทางด้านพัฒนาการทั้งหลายจะไม่ดูแค่นี้ คุณหมอจะให้ความสำคัญกับการรับรู้ของเด็ก
มากเสียยิ่งกว่าพัฒนาการทางร่างกาย คุณหมอจะดูว่าหนูจะยิ้มให้ผู้คนไหม มองตามสิ่งที่เคลื่อนไหวไหม
หรือสนใจจดจำเสียงต่างๆ ได้บ้างไหม
นี่แสดงว่าหนูรับรู้สิ่งแวดล้อมที่มากระทบ สามารถเชื่อมโยงสิ่งหรือเหตุการณ์ต่างๆ
เข้าด้วยกัน และมีปฏิสัมพันธ์ตอบสนองได้
แต่คุณพ่อคุณแม่กลับไปกังวลเมื่อเห็นลูกทำอะไรไม่ได้เหมือนคนอื่นเขา ไม่ก้าวหน้าอย่างที่ตารางพัฒนาการบอกไว้
ที่จริงเป็นเรื่องแสนจะธรรมดาที่เด็กบางคนก้าวหน้าอย่างมากในบางเรื่องหรือล่าช้าในบางเรื่อง
ไม่ได้เป็นสิ่งแสดงว่าหนูจะเป็นอัจฉริยะหรือฉลาดน้อยแต่อย่างใด
ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ยิ่งเด็กก้าวหน้าอย่างมากในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ
อาจจะทำให้การเรียนรู้เรื่องอื่นลดน้อยลงไปด้วยซ้ำ อย่างเช่น เด็กที่คลานเก่งๆ
อาจจะเดินช้าเพราะเขาสามารถคลานไปไหนๆ ได้คล่องดังใจโดยไม่ต้องใช้ความพยายามที่จะเดิน
เด็กบางคนที่ไม่ยอมคลานสักทีแต่เผลอแผล็บเดียวเดินเลยก็มี
เรื่องของพัฒนาการกว้างกว่าที่พ่อแม่ส่วนใหญ่รู้จักและเข้าใจ และช่วงเวลาในการก้าวข้ามพัฒนาการแต่ละอย่าง
เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป อยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันถึง 6 เดือนก็เป็นได้ อย่างเช่น พัฒนาการทางภาษา
เด็กสามารถเลียนเสียงพูดได้ อาจใช้เวลาตั้งแต่ 5-11 เดือน หรือสามารถเกาะยืนได้ในช่วง 6 เดือน-12 1/2 เดือน
พ่อแม่ควรกังวลก็เมื่อลูกมีพัฒนาการช้ามากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 6 เดือน เมื่อนั้นแหละควรไปปรึกษากุมารแพทย์
แต่เตือนตัวเองไว้ด้วยว่า การล่าช้าเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้หมายความว่า ควรสรุปว่าลูกเป็นเด็กพัฒนาการช้า
"ช้า" เพราะปัจจัยหลายหลาก
มีคุณพ่อคุณแม่คู่หนึ่งกังวลว่าลูกน้อยวัยเตาะแตะอายุเกือบสองขวบแล้วไม่ยอมเดินสักที
ทั้งๆ ที่พัฒนาการด้านอื่นๆ ก็ดีหมด คุณหมอตรวจแล้วพบว่าหนูน้อยมีปัญหาทางด้านสายตา
เธอสายตาสั้นมาก เป็นการจำกัดการมองเห็นโลกรอบตัว เท่ากับขาดการกระตุ้นให้เธอออกเดินไปสำรวจโลกที่กว้างออกไป
คุณหมอจัดการตัดแว่นให้เธอใส่ แล้วอีก 2-3 สัปดาห์ ต่อมาเธอก็เดินได้ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า
เมื่อรู้สาเหตุที่ทำให้พัฒนาการลูกล่าช้าแล้ว ก็สามารถแก้ไขให้ลูกเป็นปกติได้
และเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นสาเหตุซ่อนเร้นที่พ่อแม่อาจจะดูไม่รู้ด้วยตัวเอง
แต่โดยทั่วไปแล้วปัจจัยที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการเด็กที่ทำให้เด็กแต่ละคนมีก้าวขั้นพัฒนาการ
ที่แตกต่างกันนั้นส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร เป็นสาเหตุใหญ่ๆ ที่พ่อแม่ควรคำนึงถึงดังนี้ค่ะ
ลูกเกิดมาเป็นหญิงหรือชายกำหนดพัฒนาการลูกให้แตกต่างตามเพศของลูกด้วย
โดยทั่วไปลูกชายมักจะมีพัฒนาการทางด้านร่างกายเร็วกว่าลูกสาว อาจจะตัวโตกว่า คลาน ยืน เดินได้เร็วกว่า
ในขณะเดียวกันลูกสาวก็จะมีทักษะทางภาษา พูดได้เร็วกว่าลูกชาย
- พ่อแม่เป็นอย่างไร ลูกเป็นอย่างนั้น
เรื่องกรรมพันธุ์ก็มีส่วนอย่างมากที่จะกำหนดรูปร่างลักษณะของลูก อย่างเช่นตัวโตแค่ไหน
ฟันขึ้นเร็วหรือเปล่า ผมดกหรือผมบาง ลักษณะเหล่านี้แหละที่พ่อแม่มักจะเผลอนำไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น
โดยลืมไปว่าลูกเราย่อมถ่ายทอดลักษณะจากพ่อแม่ไป พ่อแม่ตัวเล็กลูกก็ย่อมตัวเล็กเป็นธรรมดา
ตรงนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ลูกแตกต่างจากคนอื่นซึ่งพ่อแม่น่าจะคิดถึงเป็นอย่างแรกๆ
ชีวสภาพหรือลักษณะทางกายของลูกก็มีผลต่อพัฒนาการของลูก
เด็กที่อ้วนตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยมักจะไม่ค่อยคล่องแคล่วว่องไว เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก
เป็นอุปสรรคทำให้มีพัฒนาการการเคลื่อนไหวช้าได้ อาจจะคลาน ยืน เดิน ช้ากว่าเด็กอื่น
หรือเด็กที่ขี้โรค เจ็บป่วยบ่อยๆ ก็ทำให้พัฒนาการล่าช้าได้เหมือนกันบางครั้ง
อาจทำให้พัฒนาการถดถอยด้วยซ้ำ
- ลักษณะนิสัยและสภาวะอารมณ์
หนูน้อยแต่ละคนเกิดมาพร้อมมีลักษณะเฉพาะตัวติดตัวมาด้วย เด็กบางคนเกิดมาเป็นเด็กแอ็กทีฟ
กระตือรือร้น บางคนก็สงบนิ่ง เด็กที่แอ็กทีฟกระตือรือร้นก็มักจะเคลื่อนไหวได้เร็วกว่า
ในขณะที่เด็กที่ชอบเล่นคนเดียวเงียบๆ อาจจะมีทักษะในการใช้มือก้าวหน้ากว่าเด็กที่ชอบเคลื่อนไหว
มีสมาธิและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้มากกว่า
อีกอย่างหนึ่งคือสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กไม่มีความสุข ทำให้เด็กหงุดหงิด งอแงง่าย
ก็เป็นอุปสรรคสกัดกั้นพัฒนาการของเด็กให้ช้ากว่าเด็กทั่วไปได้ เด็กขาดแรงจูงใจให้เรียนรู้ที่จะทำ
จะฝึกทักษะต่างๆ
- พ่อแม่เข้าใจเรื่องพัฒนาการแค่ไหน
ความเข้าใจในเรื่องพัฒนาการของพ่อแม่มีผลต่อพัฒนาการของลูก พ่อแม่ที่มีความรู้ในเรื่องพัฒนาการ
รู้ว่า ลูกวัยใดมีขั้นตอนการเติบโตทางพัฒนาการอย่างไร รู้จักวิธีกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการของลูกก็จะได้เปรียบอย่างยิ่ง
เพราะจะสามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการก้าวหน้า และแก้ไขพัฒนาการด้านที่อ่อนด้อยของลูกให้ดีขึ้นได้
อย่างเช่นคุณแม่รู้ว่าการพูดคุยกับลูกบ่อยๆ จะทำให้ลูกมีทักษะทางภาษา ก็จะพยายามพูดคุยกับลูกบ่อยๆ
แม้ว่าลูกจะยังเล็กแบเบาะอยู่ก็ตาม หรือถ้าเห็นลูกยังไม่ยอมคลานสักที ก็พยายามช่วยลูกด้วยการเอาของเล่นมาล่อ
ให้ลูกพยายามเคลื่อนไหวไขว่คว้าให้เวลาเล่นกับลูกมากขึ้น
พ่อแม่ที่รักลูกดูแลลูกดีเกินไป ก็อาจทำให้ลูกมีพัฒนาการล่าช้าได้เหมือนกัน
อย่างเช่นพ่อแม่ที่คอยประคบประหงมปกป้องลูกมากเกินไป ไม่ยอมให้ลูกได้ลองทำอะไรด้วยตัวเอง
เรียนรู้ความผิดพลาด หกล้มหกลุกด้วยตัวเองบ้าง เหมือนที่คนโบราณบอกว่าเมื่อไรที่ลูกเริ่มหัดพลิกตัว
พ่อแม่อย่าช่วยพลิกให้ลูก ไม่เช่นนั้นจะต้องช่วยลูกตลอดไปทั้งชีวิต นับว่าคนโบราณพูดไม่ผิด
เลยเตือนใจพ่อแม่รุ่นต่อไปไม่ให้รักลูกจนไม่ยอมให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง
ในทางตรงข้ามเด็กที่พ่อแม่ปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจพูดคุย มีปฏิสัมพันธ์ด้วย
เด็กก็จะมีพัฒนาการล่าช้าได้อีกเช่นกันค่ะ
- มีพี่น้องช่วยกระตุ้นพัฒนาการ
การที่มีลูกหลายคนหรือสองคนขึ้นไปมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ลูกมีความก้าวหน้าทางพัฒนาการ
ไม่ว่าจะด้วยเกิดบรรยากาศแข่งขันกลายๆ เช่น กลัวน้องแย่งของเล่นก็เป็นการกระตุ้นให้ลูกรีบลุกขึ้นไปหยิบของเล่น
หรือว่าจากการเป็นเพื่อนเล่นกัน น้องได้เลียนแบบพี่ พี่สอนน้องให้เล่นและเรียนรู้เรื่องต่างๆ พี่น้องได้มีปฏิสัมพันธ์กัน
ฝึกทักษะทางภาษาสังคม หรือบ้านที่พี่ป้าน้าอาอยู่ร่วมกันหลายคน ก็ช่วยกระตุ้นให้ลูกเรียนรู้มีพัฒนาการที่เร็วขึ้นได้
โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านภาษาที่จะเห็นได้ชัด เด็กที่มีคนเติบโตในบ้านที่มีญาติพี่น้องหลายคน
และได้รับความสนใจพูดคุยด้วยบ่อยๆ ก็จะพูดได้เร็ว พูดเก่ง
รู้อย่างนี้แล้วคงเลิกเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นได้แล้วนะคะ แต่การเฝ้าดูลูกเติบโตยังเป็นเรื่องดี
ที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญเพียงมีหลักคิดวิเคราะห์อย่างที่เสนอไปแล้วข้างต้น และพยายามหาต้นตอของปัญหา
ขอฝากไว้ว่าต่อไปนี้เมื่อพูดถึงพัฒนาการของลูก ลองมองหาข้อดีของลูกเพื่อส่งเสริมให้ลูกทำได้ดียิ่งๆ ขึ้น
และมองหาจุดอ่อนเพื่อช่วยปรับให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ลูกจะ "ช้า" หรือ "เร็ว" พ่อแม่เท่านั้นค่ะที่จะช่วยลูกได้
(update 9 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 19 ฉบับที่ 219 เมษายน 2544 ]
|