น้องเบล อายุ 1 ปี 11 เดือน เล่นก่อกองทรายอยู่หน้าบ้าน
มีรถกระบะบรรทุกเหล็กถอยหลังมาด้วยความเร็วและทับเด็กจนเสียชีวิต
ขณะที่แม่เดินเข้าไปในบ้านเพื่อทำธุระชั่วครู่
เรื่องนี้คุณคิดว่าเป็นเพราะน้องเบลอายุสั้น ชาติก่อนทำบุญมาน้อยแค่นี้เองหรือ
น้องฟีฟ่า อายุ 1 ปี 1 เดือน เสียชีวิตในห้องน้ำด้วยอุบัติเหตุศีรษะทิ่มลงไปในถังน้ำสูง 50 ซม.
ซึ่งมีน้ำอยู่ ทำให้ขาทั้งสองข้างชี้เพดาน ขณะที่น้าและพี่สาวหลับอยู่
เรื่องนี้คุณคิดว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่จะป้องกันจริงหรือ
น้องกิ๊ฟ อายุ 6 เดือน เล่นกรุ๊งกริ๊งที่คุณลุงซื้อมาฝาก แล้วเอาด้ามกรุ๊งกริ๊งแหย่เข้าปาก จนอาเจียน
และสำลักเศษอาหารเข้าหลอดลม จนเกือบเสียชีวิต !!
เรื่องนี้คุณคิดว่าใครควรเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ
น้องตั้น อายุ 4 ปี 11 เดือน ออกไปหาแม่ที่ขายของอยู่ริมถนน
โดยต้องเดินไปตามทางคอนกรีตสาธารณะเลียบริมแม่น้ำ
ซึ่งไม่มีรั้วกั้น คุณป้าซึ่งเดินตามหลังมาพบเพียงรองเท้าข้างหนึ่งของหลานตกอยู่บนทางเดิน
ต่อมามีคนพบศพของน้องตั้นห่างจากจุดที่พบรองเท้าไม่ไกลนัก
คุณคิดว่าบทสรุปของเรื่องนี้อยู่ที่ความประมาทของคนเป็นแม่และป้าเท่านั้นหรือ
ฯลฯ
ไม่ว่าคำตอบที่คุณคิดจะเป็นอย่างไร แต่หากคุณกำลังจะมี (หรือมี) เจ้าตัวน้อยเป็นสมาชิกของบ้าน
และไม่อยากสูญเสียลูกไป นับจากบรรทัดต่อไปนี้เป็นเรื่องที่คุณจำเป็นต้องอ่าน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
|
อุบัติเหตุ
มัจจุราชใกล้ตัวที่ถูกมองข้าม
|
ข้อมูลจากโครงการวิจัยเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยเด็ก (Child safety Promotion and Injury
Prevention Research Center-CSIP) หน่วยเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
แสดงให้เห็นว่า เด็กไทยอายุระหว่าง 0-14 ปี เสียชีวิตน้อยลง แต่สิ่งที่ยังน่ากังวลคือ
การเสียชีวิตของเด็กไทยด้วยอุบัติเหตุ นับตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมามีแนวโน้มสูงขึ้น
และเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงยิ่งกว่า เมื่อดูนโยบายของภาครัฐและกระทรวงสาธารณสุขแล้ว
อุบัติเหตุในเด็ก เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและกล่าวถึงน้อยมาก ตัวอย่างที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ
การสวมหมวกกันน็อกเพื่อลดอุบัติภัยบนท้องถนน แม้จะมีกฎหมายบังคับใช้ แต่ในความเป็นจริงคือ พ่อแม่ไม่สามารถหาซื้อหมวกกันน็อกสำหรับเด็กเล็กที่มีมาตรฐานในการป้องกันการบาดเจ็บศีรษะได้
และยังคงต้องกระเตงลูกซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปเสี่ยงชีวิตบนท้องถนน จนกลายเป็นภาพชินตาไปเสียแล้ว
เกือบทุกครั้งที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเด็ก สิ่งที่ตามมาคือความเสียใจของพ่อแม่
ความสลดใจของคนที่พบเห็น และทุกอย่างจะเลือนหายไปตามกาลเวลา
จนกว่าจะมีอุบัติเหตุครั้งใหม่เกิดขึ้นกับหนูน้อยคนต่อไป
โดยที่ยังไม่มีคำตอบในเรื่องของการหาแนวทางป้องกันร่วมกัน
คำตอบต่อเหตุการณ์และคำปลอบใจที่มีให้จึงมาลงเอยที่ " เป็นเรื่องเวรกรรม เด็กเขาทำบุญมาแค่นี้ มันสุดวิสัยจริงๆ"
หนักไปกว่านั้นคือการโทษพ่อแม่หรือตัวเด็กเอง " พ่อแม่ไม่รู้จักดูแลลูกดีๆ" หรือ "เด็กคงจะซนน่าดู"
นี่คือสิ่งที่บดบังความจริงในสังคม จนไม่มีใครยอมเชื่อว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ป้องกันได้
แต่จะยังคงเป็นมัจจุราชใกล้ตัวลูกต่อไป ตราบที่เรามองเห็นแต่ไม่ยอมแก้ไข
จากการสำรวจและศึกษา ในปี 2539 โดยใช้ฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขและปี 2542
จากใบมรณบัตรทั่วประเทศพบว่าเด็กไทยตายจากอุบัติเหตุถึงปีละ 3,000-4,000 คน
ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงเด็กที่ได้รับบาดเจ็บ และพิการจากอุบัติเหตุ
ในจำนวนเด็กที่เสียชีวิตนี้พบว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งประมาณปีละ 1,400 คน
การจราจรเป็นสาเหตุอันดับสอง ที่ทำให้เด็กเสียชีวิตปีละ 900-1,200 คน
ซึ่งเมื่อรวมทั้งสองสาเหตุนี้เข้าด้วยกันแล้วก็เท่ากับ 2 ใน 3 ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดที่เหลือเกิดจาก
การตกจากที่สูง ไฟฟ้าช็อตและสารเคมี
นอกจากนี้ ผศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ กุมารแพทย์ผู้ดูแลโครงการสร้างเสริมความปลอดภัย
และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ยังระบุอีกว่า สาเหตุการเสียชีวิตในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี
ยังคงเป็นเรื่องการจมน้ำ ซึ่งมักเกิดใกล้บ้าน ส่วนอุบัติเหตุทางการจราจรส่วนใหญ่จะเกิดกับเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป
เนื่องจากต้องเดินทางไปโรงเรียน
|
จมน้ำ
สาเหตุการตายอันดับหนึ่ง
|
จากการเก็บตัวเลขเฉพาะในกรุงเทพมหานครปี 2542 ทำให้ทราบว่าเด็กส่วนใหญ่ที่จมน้ำเสียชีวิต
ในละแวกใกล้บ้านสูงถึง 94 เปอร์เซ็นต์ โดยแบ่งลักษณะการจมน้ำได้ 3 กลุ่ม
1. พ่อแม่เผลอเรอชั่วขณะ จะเกิดกับเด็กเล็กอายุ 6 เดือน- 3 ปี ที่มีพ่อแม่หรือผู้ดูแลใกล้ชิด
แต่พ่อแม่ไปทำธุระในช่วงสั้นๆ เช่น เข้าห้องน้ำ รับโทรศัพท์ คิดเป็น 38 เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่เสียชีวิตด้วยการจมน้ำ
เด็กอายุ 2 ปี 1 เดือน นั่งกินข้าวอยู่หน้าบ้านกับแม่ แล้วแม่เข้าบ้านมาดูทีวีชั่วครู่แล้วหันไปมองไม่เห็นลูก
จึงร้องเรียก ยายจึงตื่นขึ้นมามองทางหน้าต่าง เห็นหลานนอนคว่ำหน้าจมน้ำบนกะละมังล้างจาน
2. ไม่คิดว่าที่บ้านและรอบบ้านจะมีอันตราย มักเกิดกับเด็กอายุระหว่าง 2-14 ปี
ที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็กไม่คิดว่ารอบๆ บ้านจะเป็นอันตรายกับลูก จึงไม่ได้คอยดูแลตลอดเวลา
คิดเป็น 47 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กที่จมน้ำตาย
เด็ก 3 ปี 10 เดือน ออกไปวิ่งเล่นในสวนที่บ้าน โดยพ่อแม่อยู่ในบ้าน
หลังจากนั้นจึงพบว่าเด็กตกลงไปในบ่อน้ำ
3. เกิดจากการเล่นน้ำและว่ายน้ำ พบในเด็กที่อายุ 5-14 ปี คิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่จมน้ำตาย
เด็กอายุ 7 ปี ว่ายน้ำไม่เป็น หลังเลิกเรียนไปเล่นน้ำกับเพื่อนในคลอง โดยเอามือจับสะพานไว้
แต่น้ำซัดแรงจนมือหลุดจากสะพาน เพื่อนจึงวิ่งไปบอกครูแต่ช่วยไม่ทัน
เมื่อดูรายละเอียดการเสียชีวิตของเด็กที่จมน้ำแล้ว จะเห็นว่าหากป้องกัน
และแก้ปัญหาด้วยการสอนเด็กให้ว่ายน้ำอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ
เพราะจะช่วยแก้ปัญหาได้เฉพาะในกลุ่มเด็กที่ไปเล่นน้ำเท่านั้น
ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำควบคู่ไปด้วยนอกจากต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิดขณะที่ลูกยังเล็กแล้วก็คือ
ต้องรู้พัฒนาการตามวัยของลูก ว่าวัยไหนลูกสามารถเคลื่อนไหวอย่างไร ได้ไกลแค่ไหน
และสำรวจแก้ไขแหล่งน้ำที่คิดว่าจะเป็นอันตรายกับลูก เช่น คว่ำถังน้ำหรือหาฝาปิดให้มิดชิด
รวมทั้งหาอุปกรณ์ช่วยให้ไม่ต้องไปทำธุระไกลตัวลูก เช่น ใช้เครื่องโทรศัพท์บ้านชนิดไร้สาย ฯลฯ
นอกจากนี้ชุมชนเองควรเข้ามามีบทบาท เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซาก เช่น บ่อน้ำสาธารณะ แต่ไม่มีรั้วกั้น
หรือ บ่อกักเก็บน้ำเสียทางเดินเลียบแม่น้ำที่ไม่มีรั้วกั้น หากไม่สามารถแก้ไข้กันได้เอง
ก็ควรเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการ
|
จราจร
ตัวการพรากชีวิตลูกอันดับสอง
|
อุบัติเหตุทางการจราจรที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ส่วนใหญ่แม้จะไม่ได้เกิดในบ้าน
แต่ก็ยังคงเกิดขึ้นในบริเวณชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่นั่นเอง อีกทั้งยังเกิดขึ้นได้ทั้งกับเด็กที่ใช้ถนน
และเด็กที่นั่งอยู่ในรถอีกด้วย
1 . เด็กที่เสียชีวิตจากการเดินถนนแบ่งเป็น 4 ลักษณะคือ
- นั่งเล่นใกล้ถนน
- ถูกรถชนขณะเดินทางเท้าหรือริมถนน
- เด็กวิ่งสู่ถนนด้วยความเร็ว
เด็กที่ถูกชนขณะเดินข้ามถนน
เด็กอายุ 2 ปี 10 เดือน ยืนอยู่ทางซ้ายมือของแม่ริมฟุตบาทเพื่อรอข้ามถนน มีรถยนต์หยุดให้ข้าม
แต่รถมอเตอร์ไซค์ขับหลบมาทางซ้ายมือของรถยนต์ ชนที่ข้อศอกขวาของแม่และชนเด็กกระเด็นไปประมาณ 5-6 เมตร
เด็กอายุ 1 ปี 5 เดือน เล่นจักรยานที่ถนนหน้าบ้าน (ในซอย) มีรถ 10 ล้อ ขับถอยหลังมาชน (อย่างเร็ว)
จึงทับเด็กเสียชีวิต
2. เด็กที่เสียชีวิตจากการเป็นผู้โดยสารแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ
- ผู้โดยสารรถจักรยาน
- มอเตอร์ไซค์
- รถยนต์
เด็ก 4 เดือน แม่อุ้มนั่งตักอยู่บนเบาะหน้า โดยมีคุณป้าเป็นคนขับรถ มีรถ 6 ล้อปาดหน้าแฉลบเข้ามา ป้าตกใจจึงหักพวงมาลัยหลบแล้วไปชนต่อม่อของทางด่วนทำให้เด็กเสียชีวิต
อุบัติเหตุทางจราจร ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่ายและมีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
แต่ในฐานะพ่อแม่สิ่งที่คุณสามารถทำได้คือ
- ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เช่น การข้ามถนนในที่ที่จัดไว้ให้
- ปรึกษากับคณะกรรมการชุมชนเพื่อผลักดันให้มีการแยกเด็กออกจากถนน ด้วยการสร้างทางเท้า
- ร่วมกันลดความเร็วของรถในบริเวณชุมชน โดยการเพิ่มวงเวียน หรือใส่พื้นผิวเพื่อชะลอความเร็วของรถในหมู่บ้าน
- ใช้อุปกรณ์นิรภัยเพื่อป้องกันการบาดเจ็บได้แก่ เข็มขัดนิรภัย หมวกกันน็อก เบาะนั่งนิรภัย
- เด็กที่โตและหาขนาดของหมวกกันน็อกที่พอดีกับศีรษะได้แล้วควรใส่เพื่อลดความรุนแรงหากเกิดอุบัติเหตุ
- ห้ามผู้ขับขี่ที่เมาสุราหรือใช้ยากระตุ้นประสาท
|
มาตราฐานของผลิตภัณฑ์
เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
|
ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน จัดเป็นสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัวเด็กอีกอย่างหนึ่ง และหากผู้ผลิตไม่มีการตรวจสอบคุณภาพหรือคุณพ่อคุณแม่ซื้อผลิตภัณฑ์ด้อยคุณภาพมาใช้
ก็อาจทำให้ลูกน้อยได้รับอุบัติเหตุได้ เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของเล่นเด็ก
เด็กอายุ 10 เดือน นั่งอยู่ในรถหัดเดิน แล้วเข็นตัวเองไปสะดุดจนรถล้มและบาดเจ็บที่ปาก
เด็กอายุ 3 ปี 6 เดือน เล่นอยู่กับเพื่อน และมีเด็กโตกว่าจากกลุ่มอื่นเล่นปืนลม
แล้วพลาดมาถูกตาเด็ก
ในบ้านเรามีสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมเป็นผู้ออกเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ต่างๆ
แต่ปัญหาก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้มาตรฐานยังคงวางขายทั่วไป ในฐานะผู้บริโภคและเพื่อความปลอดภัยของเจ้าตัวน้อย
คุณคงต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น โดยเลือกสินค้าที่มีคำอธิบายการใช้และคำเตือนชัดเจน
นอกจากนี้สามารถร้องเรียนไปยังสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคได้ ถึงแม้การดำเนินเรื่องจะล่าช้า
แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ออกมาเสนอตัวตามท้องตลาด และมีเด็กๆ
ที่ต้องได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตต่อไปอีกนับไม่ถ้วน
ในฐานะของคุณพ่อลูกสอง คุณหมออดิศักดิ์ มีเคล็ดลับสอนเด็กๆ
ให้รู้จักระวังอุบัติเหตุมาฝากคุณพ่อคุณแม่ด้วยค่ะ เพราะแม้เด็กวัย 2-3 ปีขึ้นไป
อยู่ในวัยที่เรียกว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ แต่ก็สามารถสอนให้รู้จักอันตรายระวังอุบัติเหตุได้แล้ว
ตัวอย่างการสอนเช่น
1. อย่ายืนใกล้สระว่ายน้ำ เดี๋ยวตกน้ำบุ๋ม น้ำเข้าปาก หายใจไม่ออก "อ๊อก
อ๊อก"
แล้วลองเอามือปิดปากปิดจมูกเขาเบาๆ เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกว่าเวลาจมน้ำเป็นอย่างไร
2. เด็กที่หัดคลาน สามารถเข้าถึงปลั๊กไฟได้ ต้องหาอุปกรณ์ครอบปลั๊กไฟมาป้องกัน
ถ้าอายุประมาณ 1 ขวบครึ่ง ต้องบอกเขาว่า อย่าเอายิ้วแหย่นะ เดี๋ยวไฟช็อต ชักกระตุก "หงิก
หงิก"
ลองทำท่าชักกระตุกให้ลูกดู
3. อย่าจับเตารีดนะ จับแล้วร้อน มือจะพองเจ็บ "โอ๊ย
โอ๊ย"
4. โดยทั่วไป 1 ขวบครึ่ง สอนให้รู้อันตรายเรื่องรถชนได้ 5 ขวบขึ้นไป
สอนทักษะให้เดินข้ามถนนพร้อมผู้ใหญ่ 10 ขวบขึ้นไป จึงค่อยเริ่มสอนให้ลูกหัดข้ามถนนเอง
5. 2 ขวบ เป็นวัยต่อต้าน เพราะฉะนั้นเมื่อสอนลูกแล้ว พ่อแม่ต้องไม่ทำเสียเอง เช่น
ไม่ให้ลูกอมเหรียญบาท เพราะกลัวติดคอ พ่อแม่ก็ไม่ควรอมเหรียญบาทเพื่อโชว์ลูกด้วย
6. ข้อสำคัญคือเมื่อสอนแล้วจะต้องไม่วางใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าลูกจะไม่เล่นจนเกิดอันตราย
เพียงแต่เขาจะค่อยๆ ระมัดระวังมากขึ้น
(update 27 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 7 ฉบับที่ 83 กันยายน 2545 ]
|