ใครว่ามีลูกโตแล้วหมดห่วงกันคะ ลูกโตก็ห่วงไปอีกแบบหนึ่ง ลูกวัยประถมอาจจะช่วยเหลือตัวเองได้ดี
รู้เรื่องมากขึ้นก็จริง แต่เราก็ยังห่วงอยู่ดี เพราะว่าลูกถึงวัยที่ต้องออกไปจากอกพ่อแม่มากขึ้น
ใช้เวลาอยู่นอกบ้านวันละ 8-10 ชั่วโมง คืออยู่ที่โรงเรียนราว 8 ชั่วโมง เดินทางไป-กลับโดยเฉลี่ยอีกราว 2 ชั่วโมง
เท่ากับว่าลูกไม่ได้อยู่ในสายตาเราวันละ 8-10 ชั่วโมงทีเดียวนะคะ
แล้วภัยนอกบ้านสมัยนี้ก็รอบตัวค่ะ ถ้าเป็นสมัยก่อนเราอาจจะปล่อยให้ลูกป.1 ป.2 เดินไป-กลับโรงเรียนเองได้
แต่เดี๋ยวนี้แม้จะเป็นเด็กผู้ชายก็เถอะ เป็นอันตรายได้ทั้งนั้น ที่โรงเรียนก็ใช่ว่าจะปลอดภัย
ดูข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์สิคะ อ่านแล้วยิ่งรู้สึกกังวลใจ ห่วงไปสารพัด
ครั้นเราจะคอยตามเฝ้าระวังภัยให้ลูกทุกฝีก้าวเหมือนตอนลูกยังเล็กๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้
ส่วนภัยในบ้านก็ยังมีอยู่นะคะ โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่ชะล่าใจปล่อยลูกให้อยู่บ้านตามลำพัง
ก็อาจเกิดอันตรายได้อีกเช่นกัน
ทางที่ดีเราควรฝึกทักษะการดูแลตัวเองให้ลูกตั้งแต่เนิ่นๆ เขาจะได้รู้จักระแวดระวัง
และป้องกันตนเองเป็นเบื้องต้น ในเวลาที่อยู่ไกลหูไกลตาพ่อแม่
ต่อไปนี้สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งวิธีแก้ปัญหาแบบคร่าวๆ แต่ก่อนจะบอกเฉลย
กระตุ้นให้เขาคิดก่อนค่ะ ว่าถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เขาจะทำอย่างไร แล้วค่อยเพิ่มเติมในส่วนที่เขาคิดไปไม่ถึง
เพื่อฝึกทักษะการคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง การเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้าจะทำให้เขาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจ
ซึ่งจะทำให้สถานการณ์คลี่คลาย หรืออย่างน้อยก็บรรเทาความร้ายแรงลงได้
เหตุเกิดในบ้าน
ถ้าเป็นไปได้ ยังไม่ควรปล่อยลูกวัย 7-8 ขวบอยู่บ้านตามลำพัง เพราะเขาจะรู้สึกเหงาและวิตกกังวล
แล้วถ้ามีเหตุฉุกเฉินก็อาจจะยังควบคุมสถานการณ์ได้ไม่ดีนัก ลองมองหาทางเลือกอื่นๆ ก่อน เช่น
ฝากให้ญาติหรือเพื่อนบ้านช่วยดูแล แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ พ่อแม่ก็ต้องเตรียมตัวเขา
ให้พร้อมในการเผชิญกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้าก่อนค่ะ เช่น
เหตุเกิดนอกบ้าน
- อุบัติเหตุบนท้องถนน
- ลองนึกถึงการเดินทางในแต่ละวันของลูกว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง เช่น การขึ้นรถโรงเรียน
การข้ามถนน การยืนรอบบาทวิถี
- ย้ำให้ลูกข้ามถนนในที่ปลอดภัย (ซึ่งพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างให้ลูกด้วยค่ะ)
นอกจากกฎพื้นฐานเรื่องการมองซ้ายมองขวาก่อนข้ามแล้ว ยังต้องบอกรายละเอียดอื่นๆ อีก เช่น
ให้เดินข้ามถนนอย่างว่องไว แต่อย่าวิ่ง เด็กๆ มักจะวิ่งตามผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่กลางถนน ซึ่งนับว่าอันตรายมาก
เพราะถึงแม้ว่าจะข้ามถนนในช่วงที่แทบจะเป็นเวลาเดียวกัน เพราะถึงแม้ว่าจะข้ามถนนในช่วงที่แทบจะเป็นเวลาเดียวกัน
แต่สภาพท้องถนนก็ไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะเด็กตัวเล็กๆ คนขับรถอาจจะมองไม่เห็น
อ้อ! หลีกเลี่ยงการข้ามถนนบริเวณทางโค้งหรือหัวมุมด้วย เพราะในที่ที่เรามองไม่เห็นรถ
รถก็ไม่เห็นเราเหมือนกัน
- การขึ้นรถโรงเรียน ให้นั่งอยู่กับที่ อย่าเล่นซนกันในรถ หากเกิดอุบัติเหตุจะบาดเจ็บได้
รอรถจอดให้สนิทแล้วค่อยลง ถ้าต้องข้ามถนน อย่าผลุนผลันข้ามทันที หรือถ้าต้องรอพ่อแม่มารับที่ริมถนน
อย่าลงมาเล่นที่ถนน รถอาจชนได้
- หลงทางในห้างสรรพสินค้า
- เดินไปหาพนักงานประจำห้าง บอกเขาว่าหลงทาง ขอให้ช่วยประกาศหาคุณพ่อคุณแม่ให้
แล้วคอยอยู่ตรงนั้นจนกว่าพ่อแม่ของเราจะมาถึง เวลาไปไหนมาไหน ควรนัดแนะจุดนัดพบ
เผื่อเกิดเหตุพลัดหลงกันเอาไว้ล่วงหน้า และให้ลูกเก็บเศษสตางค์ไว้ในกระเป๋าด้วย
เผื่อจะได้มีเงินสำหรับโทรศัพท์ติดต่อพ่อแม่
- ขอไปเล่นหรือไปว่ายน้ำกับเพื่อนตามลำพัง
- สำหรับเด็กวัยนี้แม้จะว่ายน้ำเป็นแล้ว ก็ยังต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแลอยู่ด้วยค่ะ
เพราะเด็กอาจเล่นกันรุนแรง หรือเกิดตะคริว ทำให้จมน้ำได้ และเวลาไปไหนมาไหน
ย้ำให้เขาอยู่รวมเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ เสมอ ห้ามแยกตัวออกมาคนเดียว (แม้ว่าจะทะเลาะกันก็ตาม)
และกำหนดเวลาในการกลับมาถึงบ้านให้ชัดเจน
- ภัยจากคนแปลกหน้า
- ผู้ใหญ่มักจะสั่งเด็กๆ ว่า "อย่ารับขนมจากคนแปลกหน้า" หรือ "มีคนที่ไม่รู้จักชวนไปไหน อย่าไป"
แต่
คำเตือนเพียงเท่านี้ไม่พอคะ เพราะในความเป็นจริง ภาพของคนแปลกหน้าในสายตาเด็กๆ
ไม่ได้ดูไม่น่าไว้ใจเสมอไป คนที่หน้าตาท่าทางดีหรือแม้แต่คนรู้จักของพ่อแม่ก็อาจจะไม่ได้อยู่ในข่ายนี้
นอกจากนี้เด็กๆ ยังถูกกำชับมาอย่างดีในเรื่องของการรักษามารยาทกับผู้ใหญ่ เช่น
ห้ามทำกิริยาหยาบคาย ถ้าผู้ใหญ่ถามให้ตอบ แล้วไหนยังจะไม่ให้ตะโกนหรือกรีดร้องอีก
เพราะถือว่าไม่สุภาพ ดังนั้น อย่าลืมให้ข้อยกเว้นกับลูกด้วยค่ะ เช่น ในกรณีที่
- - ถูกคนแปลกหน้าชักชวน เช่น บอกว่าพ่อแม่ให้มารับแทน หรือพ่อแม่เราได้รับบาดเจ็บ
จะพาไปหาที่โรงพยาบาล
- อย่าหลงเชื่อแล้วไปด้วยเด็ดขาด ถ้าอยู่ในโรงเรียน ให้ไปหาครูแล้วเล่าให้ครูฟัง
แต่ถ้าอยู่ที่อื่นซึ่งไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย ก็ให้ไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ แล้วโทรศัพท์เช็กความจริงกับคุณพ่อคุณแม่ก่อน
พยายามสังเกตและจดจำหน้าตาของคนๆ นั้น รวมทั้งลักษณะและทะเบียนรถให้ดี เพื่อเป็นข้อมูลเล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง
- - ถูกคนขับรถตาม ท่าทางมีพิรุธ พยายามอยู่ห่างๆ เอาไว้ อย่าหยุดเดินเพื่อพูดคุยโต้ตอบ
ถ้ารถคันนั้นยังคงติดตามเราไปเรื่อยๆ ให้มองหาบ้านที่มีคนอยู่ แล้วเดินเข้าไปเลย
บอกเขาว่าเรากำลังเจอเหตุการณ์อะไรอยู่ บอกให้เขาช่วยโทร.แจ้งตำรวจด้วย
- - ถูกคนเอามือมาสัมผัสส่วนของร่างกายที่ไม่สมควร อย่าตกใจให้บอกเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าให้เอามือออกไป
หรือร้องออกมาดังๆ แล้วรีบวิ่งออกมา พ่อแม่ต้องย้ำกับลูกว่า ร่างกายของลูก เขามีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ให้ใครมาสัมผัส
โดยเฉพาะในส่วนเร้นลับของร่างกาย ไม่มีใครมีสิทธิแตะต้องหรือขอดู ซึ่งพ่อแม่เองหรือแม้แต่หมอ
ก็ต้องขออนุญาตเขาก่อน
เป็นเรื่องสำคัญที่เด็กๆ ต้องรู้สึกว่าสามารถเชื่อใจ และสามารถบอกเล่าปัญหาของเขา
ให้พ่อแม่ฟังได้อย่างสบายใจด้วยค่ะ ควรตั้งไว้เป็นกฎของบ้านไว้เลยว่า คนในครอบครัว
จะต้องไม่มีความลับต่อกัน เพราะผู้ใหญ่หลายคนโดยเฉพาะที่เด็กรู้จักหรือคุ้นเคย
อาจจะใช้วิธีข่มขู่หรือติดสินบน เพื่อให้เด็กรักษาความลับ แต่ต้องบอกลูกให้เข้าใจว่า
เขาไม่จำเป็นต้องรักษาความลับ ถ้ารู้สึกว่าเรื่องนั้นไม่ถูกต้อง
อ่านมาทั้งหมดแล้ว อย่าเพิ่งตื่นตระหนก หวาดระแวงกันเกินเลยไปนะคะ
ในชีวิตจริง ยังมีเรื่องดีๆ อีกเยอะ เรื่องเหล่านี้มีสัดส่วนที่พอจะมีความเป็นไปได้เท่านั้น
ไม่ใช่ว่ามันจะเกิดขึ้นแน่ๆ เสมอไป
แต่ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับก็คือ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปสำหรับทุกสถานการณ์
พ่อแม่เองแม้จะรักและห่วงใยลูกแค่ไหน แต่เราก็ไม่สามารถปกป้องเขาได้ตลอดเวลา
หรือแก้ปัญหาแทนเขาได้ทุกเรื่อง สิ่งที่พอจะทำได้คือสอนให้เขาดูแลตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
(update 22 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 7 ฉบับที่ 83 กุมภาพันธ์ 2546 ]
|