ใครว่าการทำตามคนอื่นแปลว่าต้องไม่มีความคิดเสมอไปคะ เจ้าวัยซนจะขอออกลวดลายเลียนแบบอย่างสร้างสรรค์ให้ดู
คราวนี้แหละคุณๆ ที่เผลอทำตัวอย่างไม่ดีให้เจ้าหนูเห็น คงต้องคิดหนักซะแล้ว ก็เพราะมีสายตาบ้องแบ๊วคอยจับจ้อง
และทำตามคุณอยู่ทุกฝีก้าวน่ะสิ
คุณพ่อคุณแม่เคยหงุดหงิดบ้างไหม ที่เห็นเจ้าตัวเล็กวัย 2-3 ปี ชอบพูดคำหยาบ แลบลิ้น
หรือดูเหมือนชอบทำท่าล้อเลียนคนอื่น แรกๆ ก็ขำดี แต่บางทีเล่นเอาขำไม่ออกเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ
เพราะสงสัยว่าแกจะติดนิสัยไม่ดีนี้ไปจริงๆ แถมบางทีพ่อแม่หน้าแตกต่อหน้าญาติผู้ใหญ่อีก
ทั้งๆ ที่ตัวคุณเองไม่ได้สอนสักหน่อย จะไปโทษคนข้างบ้านเดี๋ยวก็ทะเลาะกันอีก
อย่าเพิ่งท้อใจค่ะ ยังมีแง่มุมดีๆ ของการเลียนแบบ ให้คุณพ่อคุณแม่รีบฉกฉวยมาเป็นโอกาส
ในการเรียนรู้ของลูกได้มากมาย
ที่จริงลูกรู้จักการเลียนแบบมาตั้งแต่วัยอุแว้แล้วล่ะค่ะ เช่น การแสดงออกทางสีหน้า การออกเสียง เมื่อโตขึ้นพฤติกรรมการเลียนแบบของแกก็ย่อมสลับซับซ้อนขึ้นตามวัยค่ะ เพราะการเลียนแบบ (imitation)
ในช่วงวัยซนอย่างนี้ ต่างจากการลอกแบบ (copy) ตรงที่ต้องผ่านกระบวนคิดเสียก่อน ไม่ใช่ทำตามแบบไม่คิด
เลียนแบบเพราะคิดเป็น
น้องเอเห็นคุณแม่ใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดพื้นทุกอาทิตย์ และมีเสียงดังหึ่งๆ ออกมาด้วย
วันหนึ่ง เมื่อคุณแม่ถอดปลั๊กไฟและเก็บเครื่องดูดฝุ่นเข้าที่ น้องเอจึงไปหยิบมาทำท่าโยกไปมา
แล้วใช้ปากทำเสียงหึ่งๆ เหมือนเครื่องดูดฝุ่น
เรียนรู้ : น้องหนูต้องคิดก่อนว่าจะทำยังไงดี
ให้ออกมามีท่าทางอย่างที่คุณแม่ทำ ซึ่งต้องอาศัยการประสานงานของสายตา สมองและกล้ามเนื้อ
อีกทั้งยังรวมไปถึงการใช้จินตนาการเพื่อแก้ปัญหาว่า จะใช้อะไรทำเสียงเครื่องดูดฝุ่นดีนะ
รับมือ : ปล่อยให้ลูกทำเลียนแบบ ถ้าเห็นว่าไม่มีอันตราย
แต่ถ้ายังกังวลอยู่ ก็รีบหาทางทำให้ปลอดภัยเสียดีกว่า
เช่น หาเครื่องดูดฝุ่นที่เป็นชุดของเล่น ใช้อุปกรณ์ครอบปลั๊กไฟ
เลียนแบบเมื่อนึกได้
น้องลูกหว้าป่วนเปี้ยนดูคุณแม่แต่งตัว แล้วแกก็หยิบกระเป๋าถือของคุณแม่
พลางพูดว่า "ลูกหว้าไปวันเกิด"
เรียนรู้ : เราเรียกการเลียนแบบประเภทนี้ว่า
defferd imitation เป็นการเลียนแบบผสมกับการจำได้ เช่น ลูกหว้าเคยเห็นคุณแม่ถือกระเป๋าใบนี้เมื่อเดือนที่แล้ว
พอเดือนนี้เห็นคุณแม่ทำอีกจึงนึกขึ้นได้และอยากเลียนแบบด้วยการไปงานวันเกิดแบบคุณแม่คนสวยบ้าง
เรื่องนี้ยังใช้อธิบายเด็กที่ชอบใช้ความรุนแรงได้อีกด้วย เช่น ถ้าเด็กดูหนังที่มีบทโหดมากๆ
ผ่านไป 1-2 เดือน เด็กเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันแล้วนึกได้ อาจจะหลุดปากมาว่า "ฆ่ามัน"
คุณพ่อคุณแม่ต้องนึกย้อนหลังนานหน่อยค่ะว่า แกไปเห็นตัวอย่างที่ไหนมา คราวหน้าจะได้ไม่พลาด
ปล่อยให้ลูกดูอีก
รับมือ : - เลิกให้ทีวีเป็นพี่เลี้ยงลูก
ด้วยการจำกัดเวลาและประเภทรายการที่แกดู
- ถ้าพฤติกรรมใดไม่เหมาะสม ต้องบอกให้ลูกรู้แบบสั้นๆ แม้จะต้องพูดจนปากแฉะก็ตาม เช่น
หนูเล่นกระเป๋าในนี้ดีกว่า ตัวเล็กถือใบเล็กไปงานเลี้ยง
เลียนแบบเพื่อเข้าสังคม
หมู่นี้เจ้าเฟมชอบนั่งทำท่าเต๊ะจุ๊ย อ่านหนังสือพิมพ์ตามอย่างคุณพ่อทุกเช้า
ส่วนหนูฝันก็ชอบหยิบแก้วน้ำมาวางบนโต๊ะอาหาร หรือไม่ก็ไปยืนเล่นฟองสบู่ในอ่างล้างจานโน่น
เรียนรู้ : น้องเฟมกับหนูฝัน กำลังเลียนแบบบทบาททางสังคมจากพ่อแม่ค่ะ เช่น
คุณพ่อเป็นนักธุรกิจต้องอ่านข่าวสารทุกเช้า คุณแม่ดูแลเรื่องอาหารเช้าให้สมาชิกในบ้าน
เป็นการแบ่งหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว รวมไปถึงคนอื่นๆ ในสังคมด้วย
รับมือ : ให้ลูกช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ
แม้น้องหนูจะคิดว่านั่นคือการเล่นก็ช่างเถอะ เอาไว้โตอีกหน่อย แกก็จะทำตามหน้าที่และบทบาทของตัวเอง
เช่น เก็บจานอาหารของตัวเองไปล้าง ช่วยคว่ำถ้วย และอย่าลืมเอ่ยปากว่าลูกเก่งจังที่ช่วยคุณ
เลียนแบบคนที่ชอบ
บางทีน้องหนูไม่ได้เลียนแบบแค่คุณพ่อคุณแม่เท่านั้น อาจจะเป็นพี่ชาย คุณน้า หรือรุ่นพี่ข้างบ้านก็ได้
ดูอย่างหนูทรายสิ เป็นผู้หญิงแท้ๆ ดันยืนฉี่ตามพี่ชายเฉยเลย ยังไม่หมดค่ะ ทั้งพูดลงท้ายด้วย "ครับ"
ชอบปีนป่ายและมุดใต้โต๊ะ แถมคำฮิตติดปาก ก็มาจากพี่ชายของแกนั่นแหละ
เรียนรู้ : ได้เรียนรู้พฤติกรรมและการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ
จากคนใกล้ตัว เช่น มุดโต๊ะตัวไหน แม่ (แกล้ง) หาไม่เจอ
รับมือ : - คุณพ่อคุณแม่ลองฮั้วกับคุณพี่ชายของลูก
ในเรื่องที่อยากให้ลูกเรียนรู้ดูสิ คนน้องจะได้ทำตาม เช่น กินผัก นอนหลับ ดื่มนม เก็บของเล่น
- บางเรื่องที่ไม่ได้บอกแต่ดันทำ เช่น การพูดครับ ค่ะ การฉี่หรือลักษณะเฉพาะทางเพศ คุณต้องเข้าแทรกแซง
แล้วหมั่นบอกให้ลูกทำในสิ่งที่ถูกต้อง หนูเป็นผู้หญิงต้องนั่งฉี่แล้วอุ้มแกให้นั่งฉี่ ลูกผู้ชายไม่ทาลิปสติก
แล้วพาไปล้างออก เป็นผู้ชายต้องพูดครับ แล้วบอกให้ลูกพูดตาม แต่ระวังอย่าเข้มมาก
จนกลายเป็นการจับผิดลูกในเรื่องเพศล่ะ
เลียนแบบเพื่อทักษะในชีวิตประจำวัน
มีทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของน้องหนู เช่น แปรงฟัน แต่งตัว เข้าห้องน้ำ ล้างมือ ข้ามถนน
คนที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดคือพ่อแม่ค่ะ
เรียนรู้ : เจ้าจอมซนจะได้รู้ว่าต้องล้างมือก่อนกินข้าว
แปรงฟันหลังอาหาร ใส่กระดุมทำอย่างไร
รับมือ : คุณควรทำกิจวัตรไปพร้อมๆ กับลูก
แล้วตรวจดูความเรียบร้อยอีกที จะให้ดีควรพูดให้ลูกฟังด้วยว่า ทำไมต้องล้างมือ ทำไมต้องแปรงฟัน
เป็นโอกาสดีที่จะสอนเรื่องกิจวัตรประจำวัน และระเบียบวินัยไปพร้อมกัน
ยกเว้นกิจกรรมบางอย่างแยกกันทำบ้างก็ได้ค่ะ เช่น ทำธุระหนักในห้องน้ำ
เดี๋ยวลูกจะคิดว่าพ่อเป็นคนผลิตแก๊สพิษเสียเปล่าๆ
ทีนี้ก็เชื่อแล้วล่ะสิ ว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด และน้องหนูวัยนี้ก็พร้อมจะทำสิ่งดีๆ ค่ะ
ถ้ามีต้นแบบที่ดีให้แกเห็นและเลียนแบบ
(update 12 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 7 ฉบับที่ 83 กันยายน 2545 ]
|