กรรม กำหนด รึว่า…การเลี้ยงดู


เคยได้ยินไหมคะที่พระท่านว่า คนเรามี "กรรม" เป็นตัวกำหนด กรรมนี้หากเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในทางวิทยาศาสตร์ เขาบอกว่ามันสามารถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ แล้วที่รักลูกกำลังบอกปาวๆ ว่า ต้องเลี้ยงลูกยังงั้นยังงี้จะได้ผลดีจริงหรือ ?!

เชื่อไหมคะว่า คนที่มีปัญหาชีวิตคู่จนถึงกับหย่าร้างส่วนใหญ่นั้น เป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ถ่ายทอดมาคือการหย่าร้าง แต่หมายถึงการถ่ายทอดพฤติกรรม หรือลักษณะนิสัยที่ไม่พึงประสงค์ทำให้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ยากจนถึงต้องเลิกรากัน เช่น เป็นคนก้าวร้าวรุนแรง ขี้โมโห เอาแต่ใจตัวเอง ติดเหล้ายาเสพย์ติด ปรับตัวเขากับคนอื่นยาก หรือนักโทษที่ก่ออาชญากรรมบางคนก็เพราะมียีนก้าวร้าวอยู่ในตัว หรือคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ชอบเข้าสังคม ก็อาจจะเพราะมีพ่อแม่ขี้อาย ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง


อิทธิพลของกรรมพันธุ์

เรากำลังจะบอกคุณว่า จริงๆ แล้วนิสัยหรือพฤติกรรมบางอย่างที่พึงประสงค์ และไม่พึงประสงค์สามารถถ่ายทอดผ่านกรรมพันธุ์ได้ ถ้าทางพุทธศาสนาจะบอกว่ามันคือ "กรรม" กำหนด ไม่ว่าจะเป็นนิสัยก้าวร้าว ชอบต่อต้านสังคม ขี้อาย อ่อนน้อมถ่อมตน ติดทีวี ขอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบอยู่คนเดียว จิตวิปริต โอบอ้อมอารี มีความเชื่อมั่น ภูมิใจในตัวเอง หรือแม้กระทั่งนิสัยใจร้อน ไม่ยอมใคร เวลาอยู่กับใครก็ยากเสียจนคู่ชีวิตตัดสินใจขอหย่า หรือหย่ากับเขาเสียเอง รวมถึงความคิดอยากฆ่าตัวตาย ทั้งหมดก็เพราะอิทธิพลของกรรมพันธุ์ทั้งสิ้น

เรื่องของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์บางอย่างที่ถ่ายทอดผ่านกรรมพันธุ์ เป็นเรื่องที่น่าสนใจจนต้องมีการศึกษากันอย่างลุ่มลึก เพื่อเป็นความรู้และหาหนทางที่จะป้องกัน ไม่ให้พฤติกรรมที่ว่านั้นรุนแรงและสืบเนื่องไปจนถึงลูกหลาน กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ และกำลังมีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศขณะนี้ เห็นจะเป็นการวิจัยพ่อแม่ที่ติดยาเสพย์ติดเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง โรคอดอาหารจนเสียชีวิต โรคกลัวความสูง โรคซึมเศร้า ถ้าพ่อแม่เหล่านี้มีลูกก็จะมีแนวโน้มสูง ที่ลูกจะมีพฤติกรรมและเป็นโรคต่างๆ เหล่านี้ด้วย

ที่เขาเชื่อเช่นนั้นก็เพราะยีนที่พ่อแม่ถ่ายทอดมาให้ลูกมียีนที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคนเราด้วย ตั้งแต่ยีนที่กำหนดรสนิยมส่วนตัว ความชอบหรือไม่ชอบ ปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนภาวะทางอารมณ์ เช่นขี้โมโห ขี้หงุดหงิด สิ่งเหล่านี้จึงสามารถส่งต่อจากพ่อแม่ถึงลูกหลานได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกเหนือไปจากการถ่ายทอดโรคภัยไข้เจ็บบางโรคที่เรารู้ๆ กันอยู่ อย่างเช่น เบาหวาน ภูมิแพ้ ฯลฯ เขาพบว่ายีนที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่บางตัวทำหน้าที่ได้ดีในการรับรู้ หรือไวต่อสารเสพย์ติดบางอย่าง เช่น ยาบ้า โคเคน ถ้าลูกได้รับยีนตัวนี้มาจากพ่อแม่ ก็จะเป็นคนที่ติดยาเสพย์ติดได้ง่าย


อิทธิพลของการเลี้ยงดู

แม้อิทธิพลของกรรมพันธุ์จะมีอำนาจและสามารถนำทางให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามพ่อแบบแม่แบบของเรา แต่การเลี้ยงดูก็มีผลต่อพฤติกรรมของคนเราไม่น้อยเลย มีการทดลองในสัตว์ทดลองที่เป็นฝาแฝดเหมือน ซึ่งมียีนหรือพันธุกรรมที่เหมือนกันมาก เมื่อนำมาเลี้ยงในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน เขาพบว่าสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของสมองได้ และทำให้สัตว์ที่เป็นฝาแฝดเหมือนนี้มีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน

จากการศึกษาวิจัยพบว่า โดยธรรมชาติแล้วพื้นฐานทางอารมณ์ และพฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนเรา 30-50% จะถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกแน่นอน ที่เหลือเป็นอิทธิพลของการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย มีโอกาสอยู่ถึง 50% (ที่เหลือนั้น) สามารถปรับเปลี่ยนลูกน้อยให้เป็นไปอย่างที่คุณมุ่งหวัง หรือให้ห่างไกลจากพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ที่ลูกถ่ายทอดจากพ่อแม่มา

ในเรื่องของกรรมพันธุ์ซึ่งเป็นเรื่องที่ถ่ายทอดทางยีนเราคงไม่สามารถป้องกันแก้ไขได้ (ยกเว้นการถอดรหัสพันธุกรรม หรือจีโนมที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่ในขณะนี้) แต่การเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพของพ่อแม่สามารถกล่อมเกลาให้ลูกเติบโตเป็นเด็กดี และช่วยปรับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ไม่ยากเลยค่ะ

แรกสุด เห็นจะเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวลูกน้อยให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก และความเข้าใจ เพราะความอบอุ่นในหัวใจ จะทำให้เขามีความมั่นคงทางจิตใจพร้อมที่จะหยิบยื่นความรัก ความเอื้ออาทรให้แก่ผู้อื่นเช่นกัน และท้ายสุดเขาเองนั่นแหละที่จะมีความสุขที่สุด ได้รับผลตอบแทนจากการได้ให้สิ่งดีๆ แก่ผู้อื่น

การแสดงความรักกับลูก ก็เป็นสิ่งจำเป็น ด้วยการสัมผัส กอดรัด ลูบหัว หรือการบอกรักบ่อยๆ ก็เป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความรักให้อบอวลให้หัวใจของลูกน้อยได้เมื่อบรรยากาศเต็มไปด้วยความอ่อนโยน พฤติกรรมของเขาย่อมอ่อนโยนตามไปด้วยอย่างแน่นอน

ให้เวลาคุณภาพกับลูก เพื่อให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เป็นที่ต้องการของใครๆ โดยคุณอาจหาเกมมาเล่นกับเจ้าลูกคนโตในยามกลางวันและเล่านิทานให้ลูกคนเล็กฟังในยามกลางคืน เมื่อยามเด็กเขารู้สึกตัวเองมีคุณค่า โตขึ้นมาเขาย่อมไม่มีความคิดที่จะไปทำร้ายผู้อื่น หรือแม้กระทั่งจะทำร้ายตัวเองอย่างแน่นอน

เห็นไหมคะว่าแม้คนเราเกิดมาจะมี "กรรม" หรือ "กรรมพันธุ์" เป็นตัวกำหนด แต่ด้วยสองมือของพ่อแม่ก็สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขให้ดีขึ้นได้ อย่ามัวแต่โทษ "เลือดพ่อแม่ดี" หรือ "เลือดพ่อแม่ไม่ดี" อยู่เลยค่ะ นอกจากไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ซ้ำร้ายจะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลง เพราะพ่อแม่ต่างโทษกันและกัน หรือตีตราลูกว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไปตลอด เกิดความร้าวฉานในครอบครัว

ขอเพียงพ่อแม่ยอมรับในตัวลูก ยอมรับว่าทุกคนเกิดมามี "กรรม" (กรรมพันธุ์) เป็นตัวกำหนด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป "ตามบุญตามกรรม" เพราะหนทางที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยนนั้นมีทางเป็นไปได้มาก แต่ก่อนอื่นคงจะต้องมองเห็นข้อบกพร่องของตัวเอง ยอมรับ และพยายามสร้างสิ่งแวดล้อมและทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูก


ไม่ดีแบบนี้แก้ไขได้

ลักษณะนิสัยบางอย่างที่พ่อแม่เกรงว่าลูกจะได้รับการถ่ายทอดมาทางกรรมพันธุ์ สามารถแก้ไขปรับให้ดีขึ้นได้ด้วยสิ่งแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ถูกต้องเหมาะสม สามารถทำได้โดย…
  • ขี้โมโห ก้าวร้าว

    - ยามที่ลูกโกรธขึ้นมา คุณเองไม่ควรจะทำนิ่งเฉยเพราะนั่นเท่ากับเห็นดีเห็นงามกับพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆ หรืออธิบายให้ลูกได้รู้ว่าตอนนี้เขาโกรธด้วยเรื่องอะไร และทำไมเขาถึงต้องโกรธ และพยายามเบี่ยงเบนความโกรธของเขาให้ไปสนใจเรื่องอื่นๆ แทน

    - การแสดงความรักอีกแบบหนึ่งคือ หมั่นถามไถ่ความเป็นไปในแต่ละวันของเขาว่าเจอะเจออะไรมาบ้าง การตั้งใจฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมคำถามที่แสดงความสนใจก็จะทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นที่รักของใครๆ พฤติกรรมก้าวร้าวขี้หงุดหงิด ขี้น้อยใจ หรือขี้โมโหที่ถ่ายทอดมาจากกรรมพันธุ์ อาจจะดีขึ้นหรือทุเลาลงไปได้บ้าง

  • ขี้กลัว วิตกกังวล

    - ถ้าคุณเป็นขี้วิตกกังวล คิดมาก กลัวลูกจะเป็นคนแบบนี้ด้วย ก็ควรสังเกตและหาความสนใจของลูก ว่าเขาสนใจอะไรเป็นพิเศษ แล้วสนับสนุนให้เขาได้เล่นได้ทำเป็นงานอดิเรก เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และไม่ฟุ้งซ่านกับอะไรได้ง่ายๆ

    - ถ้าไม่อยากให้ลูกมีอาการซึมเศร้าหรือมองโลกในแง่ร้าย ควรคอยให้กำลังใจลูกบ่อยๆ แม้ความสำเร็จที่ลูกทำนั้นจะเล็กจะน้อยในสายตาของคุณก็ตาม และคุณเองก็ควรจะสอนลูก ให้รู้จักเผชิญหน้ากับปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วยวิธีสร้างสรรค์ อาจจะเล่าถึงปัญหาของตัวคุณเอง หรือยกตัวอย่างปัญหาของผู้อื่น เป็นแบบอย่างให้เขานำไปปรับใช้แก้ไขปัญหาของเขาเอง

  • ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก

    - ถ้าลูกเป็นคนขี้อาย คุณควรฝึกลูกให้มีทักษะสังคมมากขึ้น หาวิธีที่จะทำให้ลูกเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย เช่น พาลูกไปบ้านเพื่อนบ้านญาติที่มีเด็กวัยเดียวกันบ่อยๆ หรืออาจจัดงานเลี้ยงวันเกิดลูก โดยชวนเพื่อนๆ ลูกให้มาร่วมเล่นเกมเก้าอี้ดนตรีด้วยกัน หรือเล่นเกมวิ่ง 3 ขาด้วยกัน

    - พยายามปลูกฝังลูกให้เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นและภูมิใจในตัวเอง คุณควรเข้าใจเขาในสิ่งที่เขาเป็น อย่าเปรียบเทียบหรือตำหนิแต่ข้อเสียของลูก แสดงความชื่นชมสิ่งดีๆ ที่ลูกมีเสมอ
    - ทำให้ลูกรู้ว่า ตัวเองมีคุณค่าเป็นที่ต้องการของใครๆ โดยเฉพาะพ่อแม่ คุณควรจัดสรรเวลาคุณภาพอย่างจริงๆ จังๆ ให้เขา เช่น การเล่นเกมด้วยกัน อ่านหนังสือนิทานให้เขาฟังก่อนนอน

    - ถ้าลูกรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ ก็จะกล้าออกไปแสวงหาความรู้และประสบการณ์ข้างนอก พ่อแม่ควรจะทำตัวให้เป็นกองหลังที่ดี คอยให้กำลังใจ ให้ความรู้สึกอบอุ่นใจ ให้ความมั่นใจกับลูกว่าเมื่อไหร่ที่เขาล้มลุกคลุกคลาน อย่างน้อยๆ พ่อแม่จะเป็นกำลังใจและที่พักพิงให้เขาได้

  • เข้ากับคนอื่นได้ยาก

    - ถ้ากลัวลูกจะเข้ากับคนอื่นได้ยาก ควรฝึกลูกให้รู้จักฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และเข้าอกเข้าใจจิตใจผู้อื่น คุณเองก็ควรจะตั้งอกตั้งใจในสิ่งที่เขาอยากเล่า อยากอธิบายให้คุณฟังเสียก่อน

    - สอนลูกให้มีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น และพร้อมที่จะให้ ก่อนอื่นคุณเองควรจะแสดงความรักต่อเขาให้มาก เพื่อให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า มีความรักเหลือเฟือที่จะแบ่งปันไปให้ผู้อื่น การเข้าร่วมพบปะสังสรรค์กับผู้ปกครอง หรือเข้าชมกีฬาที่ลูกกำลังแข่งขันในโรงเรียน รวมถึงการบอกรักลูกผ่านการโอบกอด สัมผัส หรือพูดว่า "รัก" ล้วนแล้วแต่เป็นมนต์วิเศษที่ทำให้เขาเป็นคนดี มีจิตใจอ่อนโยน พร้อมเผื่อแผ่ความอ่อนโยนให้แก่ผู้อื่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งจะทำให้ลูกเป็นที่รักของคนรอบข้าง

    - สอนลูกให้รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น โดยคุณเองก็ควรจะเคารพในสิทธิของเขาเองเช่นกัน เช่น ถ้าจะหยิบของเล่นของลูกไปให้เด็กอื่น ก็ควรขออนุญาตลูกก่อน
    - สอนลูกให้รู้จักมารยาทสังคมทั่วไป เช่น รู้จักขอบคุณ ขออนุญาต สวัสดี


เด็กที่มีแนวโน้มจะเป็นคนขี้อายซึ่งเป็นลักษณะทางพันธุกรรม จากการศึกษาวิจัยค้นพบว่า ถ้าหากเด็กได้รับการกอดบ่อยๆ พ่อแม่แสดงความรักบ่อยๆ ก็จะโตขึ้นเป็นเด็กที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และมองโลกในแง่ดี ทำให้มีความกล้าขึ้น

สรุปแล้วก็คือ พันธุกรรมจะเป็นเหมือนวัตถุดิบที่หล่อหลอมมนุษย์ขึ้นมาเป็นรูปร่าง แต่ประสบการณ์การเลี้ยงดูเป็นเหมือนเบ้าหลอมความรู้สึกนึกคิด จิตวิญญาณ โดยเฉพาะประสบการณ์ในวัยแรกเริ่มของชีวิตจะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของสมอง ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ ความคิด และพฤติกรรมของคนแต่ละคนไปตลอดชีวิต

จากงานวิจัยเรื่อง "สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้ สร้างสมองลูกให้ฉลาดได้อย่างไร" โดย รศ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์


(update 2 มิถุนายน 2003)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก   ปีที่ 19 ฉบับที่ 219 เมษายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600