การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่…วัยซน


พัฒนาการชนิดก้าวหน้าพรวดๆ ซึ่งเริ่มปรากฏชัดในวัยขวบครึ่งนั้นน่าอัศจรรย์ใจ สร้างความตื่นเต้นให้คนเป็นพ่อแม่ แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลใจติดปลายนวมมาด้วย ในฐานะพ่อแม่เราจะยินดีปรีดาทุกครั้งที่ลูกทำอะไรใหม่ๆ ได้ แต่ในสิ่งใหม่นี้ก็มีความท้าทายบางอย่างแฝงอยู่ ซึ่งเราต้องเรียนรู้ที่จะปรับให้เข้ากับมันให้ได้ เช่น วันหนึ่งน้องน้ำจะเริ่มใส่เสื้อเองได้ แต่หากเรายังช่วยลูกอยู่เหมือนเดิม นั่นหมายถึงทุกอย่างพังครืน และเราต้องเริ่มต้นหลักสูตรสอนลูกแต่งตัวเองอีกครั้ง หากจะช่วยลูก เราต้องเข้าไปให้ถูกจังหวะ การเป็นพ่อแม่มันต้องเรียนรู้ตลอดเวลาจริงๆ ค่ะ นี่คือความเห็นของคุณแม่คนหนึ่งที่ผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาสดๆ ร้อนๆ (เพราะลูกของเธอเลยวัย 3 ขวบไปแล้ว)

ฟังแล้วรู้สึกคุ้นๆ มั้ยคะ เรามีพัฒนาการหลักๆ บางอย่างของลูกวัยนี้ รวมทั้งสิ่งที่เราควรทำ เพื่อให้ตัวเราเองและลูกน้อยกลอยใจก้าวผ่านพัฒนาการเหล่านี้ไปด้วยรอยยิ้ม (แทนที่จะเป็นน้ำตา!)


เริ่ม (ช่าง) พูด

เด็กวัยนี้จะสามารถเรียนรู้ภาษาได้อย่างรวดเร็วระหว่างช่วงอายุขวบครึ่ง-2 ขวบ ลูกน้อยจะสามารถเชื่อมโยงท่าทาง เสียง และคำเข้ากันเป็นประโยคได้ ตอนนี้พ่อแม่ลูกสามารถคุยกันได้บ้างแล้วล่ะ แต่หมายเหตุไว้นิดหนึ่งว่า ศัพท์บางคำของลูก เราอาจใช้เวลาสักพักกว่าจะเข้าใจ

จุดท้าทาย : คุณแม่คนหนึ่งเล่าว่า "น้องนัดอายุ 2 ขวบ ตอนเขาเริ่มพูดทุกวันเราพ่อแม่จะคอยเดากันว่า สิ่งที่นัตพูดออกมาคืออะไร แกจะพูดซ้ำๆ เราได้แต่มองหน้ากันแล้วก็ส่ายหน้า ไม่รู้ว่าลูกต้องการอะไร คุณว่ามั้ยคะบางครั้งสิ่งนี้ก็ทำให้เราหงุดหงิดและโมโห แต่สถานการณ์เริ่มดีขึ้นค่ะ เมื่อนัตอายุ 2 ขวบครึ่งแกก็พูดได้ชัดขึ้น"

อย่างไรก็ตาม แม้ลูกจะพูดได้ชัดเจนขึ้น แต่ในวัยนี้ก็ยังมีศัพท์เฉพาะที่เล่นเอาพ่อแม่งงเต็กได้อยู่ เช่น คำคำหนึ่งเด็กบางคนจะให้ความหมายที่หลากหลายมาก เช่น แกจะเรียกสัตว์ 4 เท้าทุกชนิดว่า "แมวเหมียว" เพราะคล้ายกับแมวที่บ้าน เรียกผู้ใหญ่ทุกคนว่า "แม่" ซึ่งมันช่างเป็นพัฒนาการ ที่ชวนให้พ่อแม่ใจแป้วและสับสนได้ดีแท้ เพราะบางทีแม้ว่าแม่จะไม่อยู่ด้วย แต่แกก็เรียกส้มในมือพ่อว่า "ส้มของแม่"!

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ : ความอดทนเป็นสิ่งจำเป็น แม้ว่าคุณจะรีบแค่ไหนเมื่อเห็นลูกพูดได้ไม่ทันใจ ก็อย่าชิงพูดแทน เพราะจะยิ่งทำให้ลูกหงุดหงิด และไม่ควรลืมว่าลูกจะยังใช้การร้องไห้เมื่อต้องการสื่อสารอยู่ นั่นเพราะบางครั้งแกก็รู้สึกเหนื่อย หิว หรืออ่อนเพลียเกินกว่าจะสื่อสารด้วยคำพูด มันอาจจะไม่ได้หมายถึง "หนูไม่สบาย" "หนูหิว" ฯลฯ เหมือนอย่างตอนแกเป็นเด็ก แต่อาจหมายความว่า "หนูต้องการลูกบอลใบนั้น แต่หยิบไม่ถึง และไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่หนูต้องการสักคน" เพราะฉะนั้นอดทนฟังลูกพูดให้จบแล้ว ถามแกว่าสิ่งที่แกต้องการนั้นคืออะไร "อยากดูหนังสือเล่มนี้ หรือลูก ไม่ใช่" "ไหนบอกแม่สิว่า หนูต้องการอะไร" "อ้อ…หนูอยากได้ลูกบอลนี่เอง" เรียกว่าชวนคุยจนรู้นั่นล่ะ ว่าสิ่งที่ลูกต้องการคืออะไร

พ่อแม่ต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้พูดมากๆ หมั่นชักชวนลูกพูดถึงสิ่งรอบข้างบ่อยๆ ชี้ชวนชมกันเข้าไปเถอะค่ะ เป็นการฝึกการพูดให้ลูกทั้งนั้น แต่สิ่งที่พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญมากๆ ก็คือ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องการพูดให้กับลูกมากกว่าจะคอยแก้ไขเมื่อลูกพูดผิด เช่น หากลูกพูดว่า "ดอกไม้ฉวย (สวย)" ก็ไม่ต้องบอกว่า "สวย พูดสิว่าสวย" แต่ให้พูดคำนั้นว่า "อ๋อ…ลูกชอบดอกไม้ สวย (เน้น) หรือคะ" ฯลฯ เด็กที่ถูกขัดจังหวะการพูดด้วยการถูกแก้คำผิดบ่อยๆ จะรู้สึกไม่สนุกที่จะพูด จนอาจไม่อยากพูดเอาได้นะคะ


ต้องการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

ประมาณขวบครึ่ง น้องน้ำจะชอบเข้ามาช่วยจับโน่นถือนี่เมื่อเห็นแม่เข้าครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเป็นแม่ทั้งชอบ (หากมีเวลา) และหงุดหงิด รำคาญ (หากรีบ) นี่เป็นลักษณะพิเศษของหนูๆ วัยนี้ ซึ่งมีการประสานของสิ่งที่ต้องการและความปรารถนาที่จะยืนยันในการทำสิ่งนั้นเกิดขึ้น เมื่ออยากทำอะไรแกจึงทำทันที เพราะใจมันเรียกร้องง่ะ

จุดท้าทาย : เมื่อถึงวัยที่ลูกอยากทำอะไรด้วยตัวเอง พ่อแม่ต้องตั้งหลักให้ทัน จากตอนแรกที่คิดว่านี่ฉันต้องใส่รองเท้าให้ลูกกันไปนานเท่าไหร่นะ แต่ต่อมาก็ต้องชะงักเมื่อลูกบอกว่า "หนูใส่เอง! หนูใส่เอง!" นี่เป็นอีกครั้งที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้บทเรียนของความใจเย็น อดทน ซึ่งแน่นอนว่ามันค่อนข้างยาก และต้องทำใจว่าผลงานจากฝีมือหนูมันจะไม่ถูกต้องนักก็ตาม แกอาจจะใส่รองเท้ากลับข้าง หรือใส่เสื้อกลับตะเข็บ ก็อย่าหุนหันแก้ให้ลูก ค่อยๆ บอกค่อยๆ สอนว่าที่ถูกเป็นอย่างไร เรียกว่าต้องใช้ความเย็นทุกขั้นตอน

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ : สำหรับความใจเย็นอดทน สิ่งที่พ่อแม่จะทำได้คือ เวลาจะไปไหนหรือทำอะไรเผื่อเวลาที่ลูกจะทำอะไรเองไว้ด้วย ซึ่งก็นั่นแหละ มันไม่ง่าย มีแม่บางคนบอกว่าเธอต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าความต้องการอิสระ อยากทำอะไรเองของลูกเป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องดีไม่ใช่เรื่องที่ควรกังวล

มีแม่บางคนช่างคิดค่ะ เธอใช้โอกาสนี้ด้วยการให้ลูกน้อยเข้ามามีส่วนร่วมกับงานบ้านของเธอด้วย "นอกจากจะเป็นการสอนลูกให้รู้จักทำงานบ้านแล้ว ทำไมเราไม่ฉวยโอกาสที่ลูกอยากทำอะไรเองให้เป็นประโยชน์ล่ะ หนำซ้ำลูกยังได้เห็นตัวอย่างดีๆ ด้วย"

ซึ่งเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กมองว่า การจะปลูกฝังความเป็นอิสระให้ลูกนั้น ต้องไม่ใช่การทำทุกอย่างให้ลูก หรือการกันแกออกจากความผิดพลาด เพราะการทำแบบนี้จะทำให้ลูกขาดโอกาสในการเรียนรู้ หากแต่ต้องสนองตอบความต้องการที่จะเป็นอิสระของแก และให้โอกาสลูกได้พัฒนาความมั่นใจในตนเอง แต่แน่นอน ตอนแรกๆ การปล่อยให้ลูกใช้ช้อนตักข้าวหรือใส่กางเกงเองอาจท้าทายความอดทนของเราบ้าง แต่อย่าหมดความอดทน ใจเย็นรอ แต่หากเห็นว่าลูกหงุดหงิดกับการที่ใส่กางเกงไม่ได้สักที ช่วยลูกได้นิดหน่อยเพื่อเป็นตัวอย่าง แต่ไม่ใช่ไปทำหมด ชนิด "แม่จะทำให้ลูกเอง" เพราะหากทำแบบนี้ลูกจะไม่ได้เรียนรู้เรื่องความพยายามด้วย


ท้าทายพ่อแม่ด้วย "ไม่"

ก่อนอายุขวบครึ่ง เด็กส่วนใหญ่จะมองว่าตัวเองเป็นหนึ่งเดียวกับพ่อแม่ชนิดไม่แยกจากกัน (โดยเฉพาะกับแม่) แต่พอแกอายุ 2 ขวบ ความเข้าใจนี้จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและเห็นได้ชัด ลูกจะเริ่มแยกจากพ่อแม่เพื่อไปสำรวจสิ่งแวดล้อมต่างๆ (แต่ก็ต้องปรับสมดุลระหว่างความอยากรู้อยากเห็น กับความต้องการมั่นคงทางใจขณะได้อยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ด้วย) นอกจากนี้วัยนี้จะเริ่มแสดงความเป็นตัวของตัวเอง โดยจะมาพร้อมกับคำว่า "ไม่" ที่ติดปาก เพราะต้องการแสดงให้ผู้อื่นรับรู้ถึงตัวตนของตน และแสดงความเป็นตัวของตัวเองด้วยการปฏิเสธ

จุดท้าทาย : ทันทีที่ลูกน้อยแสดงความหัวรั้นของแกออกมา มันก็ดูเหมือนว่าเราเองมีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ ยอมกับไม่ยอม (แบบให้รู้ซะมั่งว่าใครใหญ่) เราอาจมีหนทางจัดการเมื่อแกไม่ยอมนั่งใน car seat แต่จะทำยังไงล่ะเมื่อแกยืนยันที่จะให้เราเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำแทนที่จะเปลี่ยนในห้องแต่งตัวให้เป็นเรื่องเป็นราว จริงๆ แล้ว เราไม่อยากฝืนความต้องการของลูกหรอก แต่บางเรื่องมันก็ต้องวางขอบเขตให้กันบ้าง

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ : ใจจริงแล้ว หากเป็นไปได้ เราก็อยากจะยอมเจ้าจอมต่อต้านตัวน้อยทุกเรื่องนั่นแหละ (ใช่มั้ยคะ) ในเมื่อมันก็ปลอดภัย สะดวกและมีเหตุผล ว่ากันว่าบทบาทหนึ่งที่สำคัญในความเป็นพ่อแม่ก็คือ ยอมในสิ่งที่ไม่สำคัญนัก และให้ยึดทางสายกลางเอาไว้เป็นดีค่ะ

แต่เมื่อถึงเวลาที่เราจะยืนยันแนวทางของเราเอง ทำให้เร็วมั่นคงและสุขุมเท่าที่จะทำได้ เมื่อเราจับลูกนั่ง car seat ก็อธิบายเหตุผลที่ต้องให้แกนั่งด้วยน้ำเสียงปกติ เช่น บอกว่า มันอันตรายนะลูก ลูกหัวขมำกระแทกหน้าต่างรถได้ หากนั่งรถโดยไม่นั่งใน car seat แต่ต้องไม่ทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกบังคับ และอธิบายเหตุผลซ้ำเมื่อลูกทำท่าไม่เห็นด้วย


เห็นอกเห็นใจคนอื่นเป็นแล้ว

เมื่ออายุ 2 ขวบ ลูกน้อยจะเริ่มโยงความรู้สึกและพฤติกรรมของตนเองกับของคนอื่นได้ ซึ่งนี่เป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เราคงเคยได้รับการโอบกอดหรือสัมผัสจากมือน้อยๆ เวลาเราเศร้าหรือไม่สบาย คุณแม่คนหนึ่งเล่าว่า เธอเป็นหวัด คัดจมูก ตอนกลางคืนขณะนอนกับลูก เธอสูดน้ำมูก ในความมืดเธอได้สัมผัสกับมือน้อยๆ อันอวบอูมของลูกชายตัวน้อยยื่นมาไล้หน้าเธอจนสัมผัสกับตา แกทำท่าปาดน้ำตาให้ ทำเอาเธอชะงักไปด้วยความตื้นตัน ต้องรีบบอกลูกว่า "แม่เป็นหวัดจ้ะ ไม่ได้ร้องไห้หรอก" พร้อมกับกอดแกเสียเต็มรัก…น่ารักเสียจริงลูกเอ้ย

จุดท้าทาย : ไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างความร้าวรวดใจให้คนเป็นพ่อแม่เท่ากับเสียงร้องไห้ของลูก โดยเฉพาะถ้าเรารู้ว่าแกเศร้าหรือผิดหวัง (หรือแกรู้ว่าคนอื่นกำลังรู้สึกแบบนี้อยู่) เช่น เมื่อแกเห็นน้องหัวโขกพื้น แกก็จะร้องไห้ จุดท้าทายของคุณพ่อคุณแม่ก็คือ เราต้องระมัดระวังอารมณ์ของเราเอง หากเราไปเป็นกังวลกับอาการของน้องมาก ลูกจะจับความกังวลของเราที่ปรากฏบนใบหน้าเราได้และจะทำให้แกกลัวอาการเซนซิทีฟ จะมาพร้อมกับการเห็นอกเห็นใจคนอื่นค่ะ

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ : แม้ลูกจะเซนซิทีฟจนเศร้าไปด้วย เพียงเพราะแกเห็นคนอื่นร้องไห้หรือเจ็บเนื้อเจ็บตัว ยังนับว่าเป็นสิ่งที่ดี ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า "แทนที่พ่อแม่จะพยายามให้แกหยุดร้องไห้ น่าจะช่วยลูกให้บอกความรู้สึกออกมามากกว่า เพราะบางครั้งน้ำตาก็ไม่ได้หมายถึงสิ่งเลวร้ายเสมอไป ดังนั้นก่อนที่เราจะรีบเข้าไปปลอบลูก ให้ดูเหตุผลที่ทำให้แกร้องไห้เสียก่อน พ่อแม่บางคนไม่อยากเห็นลูกตกอยู่ในความเศร้า แต่หากแกร้องไห้เพราะแกตีคนอื่น นั่นเป็นเพราะแกรู้สึกผิด ซึ่งการรู้สึกผิดและอายนั้นเป็นอารมณ์ทางสังคมของคนเรา"

นอกจากนี้ เราสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกในการบอกถึงความรู้สึกของตัวเองออกมาอย่างตรงไปตรงมา อย่าอายหรือรู้สึกเสียหน้าที่จะบอกลูกว่าคุณโกรธ เศร้า หรือผิดหวัง แต่ให้หลีกเลี่ยงประโยคจำพวก "ลูกทำให้แม่ประสาทกินแล้วนะ" เพราะลูกจะไม่รู้สึกว่าแกต้องรับผิดชอบกับอารมณ์ของเรา


ทั้งน่ารักและฉลาด

แม้ว่าเราจะปวดหัวกับช่วงวัย terrible twos ของลูกน้อย แต่เหรียญมี 2 ด้านฉันใด ลูกวัยนี้ก็มีด้านดีให้เราได้ชื่นใจฉันนั้น หากเราเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ช่างเขียนบันทึกสักหน่อย จะได้เห็นว่ามีลักษณะพิเศษของลูกมากมายที่เรียกร้อยยิ้มชื่นและเสียงหัวเราะสุขของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่แกเข้ามาอ้อนเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงเพื่อบอกให้เรารู้ว่าแกรักและต้องการเรามากแค่ไหน คำพูดแสนฉลาดและน่ารักของแกต่อสิ่งต่างๆ ฯลฯ และหากเราเข้าใจถึงพัฒนาการเหล่านี้ของลูก เราจะมองสิ่งใหม่ๆ ที่ลูกทำในแต่ละวันเป็นเช่นของขวัญ เป็นสิ่งที่น่ายินดีมากกว่าจะไปคิดว่าลูกท้าทาย มันไม่น่าชื่นใจหรือคะที่เราจะได้เห็นลูกทำในสิ่งที่เราไม่คิดว่าแกจะทำได้ และนี่ก็เป็นอีกบททดสอบหนึ่งของความเป็นพ่อแม่ค่ะ


(update 29 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก   ปีที่ 19 ฉบับที่ 219 เมษายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600