สมองของลูกน้อย คืออวัยวะที่มีโอกาสได้รับความกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุสูง
และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว มักมีโอกาสน้อยมากที่จะรักษาให้หายเหมือนเดิมได้
ดังนั้นควรป้องกันสมองของลูกน้อยจากอุบัติเหตุต่างๆ เสียแต่เนิ่นๆ ดีกว่าครับ
สมองเป็นศูนย์กลางการบัญชาของร่างกาย ทำหน้าที่ทั้งควบคุมการทำงานทุกส่วนของร่างกาย
และการเรียนรู้สภาวะแวดล้อม รวมทั้งการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ สมองถูกพัฒนามาตั้งแต่อยู่ในครรภ์แม่ครับ
เด็กแรกเกิดจะมีเซลล์ประสาทกว่า 100x1000 ล้านเซลล์ สถิตย์อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
รอแต่การสร้างเครือข่ายเพื่อประสารการทำงานระหว่างเซลล์ประสาทเท่านั้น ซึ่งการสร้างเครือข่ายนี้ต้องอาศัยทั้งการเลี้ยงดู
การกระตุ้นประสาทสัมผัส สิ่งแวดล้อมต่างๆ ร่วมกัน สมองจะพัฒนาความสมบูรณ์อย่างรวดเร็วใน 2 ปีแรก
และจะเติบโตเกือบเต็มที่เมื่ออายุ 6 ปี การกระทบกระเทือนสมองในวัยนี้อาจส่งผลต่อการทำงานของสมองในระยะยาวได้ ดังนั้นการดูแลสมองของเด็กนอกจากจะกระตุ้นการทำงานแล้ว การระมัดระวังการบาดเจ็บก็เป็นสิ่งสำคัญมากเช่นเดียวกัน
- วัยทารกแรกเกิด (0-6 เดือน)
คุณแม่มือใหม่มักจะตายใจด้วยคิดว่า "ไม่เป็นไรน่า
แป๊บเดียว คงไม่ตกหรอก!" ว่าแล้วก็วางลูกน้อยไว้บนเตียง
บนโซฟา บนโต๊ะ แล้วแว่บไปรับโทรศัพท์ เข้าห้องน้ำ เปิดประตูรับแขก ฯลฯ และแล้ว
ก็เกิดกรณีตัวอย่างขึ้นมากมายที่ทารกน้อยต้องถึงกับชีวิตหรือพิการเพราะศีรษะกระแทกพื้น!!
แม้แต่ช่วงเวลาที่คุณแม่กำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมลูกอยู่บนเตียง แล้วหันไปหยิบผ้าอ้อมเพียงพริบตาเดียวลูกก็สามารถตกเตียงได้
จริงๆ แล้วก่อน 4 เดือน เด็กยังคว่ำไม่ได้ วางไว้ที่ใดน่าจะไม่ตก แต่บางครั้งเด็กสามารถถีบพื้น หรือดันตัวได้
ในเด็กบางรายสามารถพลิกตัวเพื่อคว่ำได้เร็ว ดังนั้นคุณแม่จึงควรลดความเสี่ยงโดยที่ไม่ปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียวบนที่สูง
เช่น โต๊ะ เตียง หากไม่มีที่กั้นเด็กตก อย่างน้อยมือหนึ่งของคุณแม่ต้องวางอยู่บนตัวเด็กเสมอ
เด็ก 4 เดือนจะคว่ำได้ และเมื่ออายุ 6 เดือนจะหงายได้ ดังนั้นจึงกลิ้งไปได้ไกล
พ่อแม่ที่ให้เด็กนอนด้วยกันบนเตียงของผู้ใหญ่ ในวัยนี้ต้องระวังตกให้ดี ควรเอาเตียงออก นอนกับพื้นแทน
หรือเตรียมเตียงเด็กที่มีที่กั้นด้านข้างมาใช้แทน
คุณพ่อที่เอาโต๊ะทำงานมาติดกับเตียงโดยใช้เตียงเป็นที่นั่งแทนเก้าอี้นั้น
พึงระวังให้ดีว่าช่องว่างระหว่างลิ้นชักโต๊ะทำงานกับเบาะที่นอนบนเตียงนั้นจะเป็นมหันตภัยแก่เด็ก 6 เดือน เด็กจะกลิ้งไปแล้วตัวลอดช่องไปได้ในขณะที่ศีรษะซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าจะติดอยู่ เตียงซึ่งมีความสูงกว่า 60 เซนติเมตร
ในขณะที่ความยาวของตัวเด็กจากต้นคอถึงเท้านั้นสั้นกว่า (จากศีรษะถึงเท้าประมาณ 65 ซม.)
ทำให้เด็กติดอยู่ในท่าเหมือนถูกแขวนคอ โดยที่เท้าแตะไม่ถึงพื้น เพียงแค่ชั่วไม่นานที่เด็กติดอยู่ในท่านี้
จะเกิดการขาดอากาศหายใจ ทำให้เกิดภาวะสมองตายตามมาได้อย่างรวดเร็ว
เด็ก 4 เดือน เริ่มเอามือทั้ง 2 ข้างมาจับกุมกันตรงกลาง แล้วเอาเข้าปากดูดอม และเริ่มไขว่คว้าได้
เด็กวัยนี้จะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมโดยการใช้ปากเป็นหลัก ของเล่นที่มีความกว้างน้อยกว่า 3.17 ซม.
จึงไม่ควรให้เด็กเล่นหรือหยิบได้ถึง เพราะหากเด็กเอาเข้าปากแล้วสำลัก จะทำให้ติดคอและอุดตันทางเดินหายใจได้
กรุ๊งกริ๊งที่มีด้ามยาวแต่มีความกว้างของด้ามเล็กกว่า 3.17 ซม. เด็กจะเอาเข้าปากอมกัด
หากเอาเข้าลึกเกินไปกระตุ้นให้เกิดการอาเจียนสำรอก ทำให้เศษอาหารสำลักอุดตันทางเดินหายใจได้เช่นกัน
หากสมองขาดออกซิเจนเพียง 4-5 นาที จะเกิดภาวะสมองตายได้
อีกเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของสมองอย่างรุนแรงในเด็กวัยนี้คือการเขย่าตัวเด็ก
ซึ่งก่อให้เกิดเลือดออกในสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เด็กร้องมากและแม่เริ่มมีอารมณ์หงุดหงิด
จับเด็กเขย่ากระแทกกับเบาะที่นอนเพื่อให้เงียบ การเขย่านี้นอกจากจะทำให้เลือดออกในสมองแล้ว
ยังส่งผลให้เกิดเลือดออกในประสาทตาและตาบอดได้
- วัยเริ่มเคลื่อนไหว (6-12 เดือน)
วัย 7 เดือน เด็กจะเริ่มคืบได้ 8-9 เดือน เด็กจะคลานได้ 10-11 เดือนจะตั้งไข่ และ 12 เดือนจะเริ่มเดินได้
พัฒนาการเหล่านี้ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม และตกจากที่สูงทั้งสิ้น จุดอันตรายในบ้านสำหรับเด็กวัยนี้คือบันได
ระเบียงบ้าน บันไดควรมีที่กั้นทั้งทางขึ้นและทางลง เพื่อไม่ให้เด็กสามารถปีนขึ้นลงได้ ระเบียงควรมีราวกั้น
ซี่ราวที่กั้นระเบียงหรือบันไดควรมีความห่างไม่เกิน 9 ซม. เพราะหากขนาดกว้างกว่านี้เด็กจะสามารถมุดศีรษะผ่านไปได้
ถึงแม้ลำตัวจะตามไปไม่ได้ แต่ก็ก่อให้เกิดภาวะศีรษะติดค้างขาดอากาศหายใจได้
เมื่ออายุได้ 6 เดือน พ่อแม่มักเริ่มจัดซื้อรถหัดเดิน รถหัดเดินเป็นอุปกรณ์ที่วางขายทั่วไปในห้างสรรพสินค้าและร้านของใช้เด็ก พ่อแม่มักจะจัดหาให้เด็กด้วยความที่ต้องการให้ลูกรักได้ออกกำลังกาย และฝึกเดิน
เด็กเองเมื่ออยู่ในรถหัดเดินจะสามารถเคลื่อนที่ได้ไกลเกินกว่าพัฒนาการตามอายุ
ซึ่งเด็กจะสามารถเรียนรู้สิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น เพลิดเพลินกับการเคลื่อนไหวไปไกลๆ
หรือสนุกสนานกับการวิ่งชนกำแพง
อย่างไรก็ตาม ข้อดีเหล่านี้ได้ถูกแอบแฝงด้วยอันตราย ซึ่งได้ถูกพิสูจน์แล้วในต่างประเทศ
ในประเทศแคนาดา ออสเตรเลีย และบางรัฐในสหรัฐอเมริกาได้มีกฎหมายห้ามมิให้มีการจำหน่ายรถหัดเดินแล้ว
ในบางรัฐให้มีการจำหน่ายพร้อมคำเตือนอันตายแก่ผู้ซื้อ ส่วนในบ้านเราพ่อแม่ยังหาซื้อได้อย่างเสรี
โดยปราศจากคำเตือนจากผู้ผลิตและขาดคำแนะนำจากผู้มีหน้าที่ดูแลสุขภาพ หนึ่งในสามของเด็กที่ใช้รถหัดเดินจะได้รับบาดเจ็บ การบาดเจ็บของสมองที่รุนแรงส่วนใหญ่เกิดจากการพลัดตกหกล้มจากที่สูงหรือการพลิกคว่ำ
เมื่อเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ที่มีความต่างระดับ นอกจากนั้นยังพบว่า ร้อยละ 10.8 ของเด็กที่ใช้รถหัดเดินเป็นประจำ
จะมีพัฒนาการด้านการเดินได้ช้ากว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้ ดังนั้นการป้องกันที่ดีคือไม่ควรจัดซื้อรถหัดเดินให้กับลูกๆ
การจมน้ำเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้สมองของเด็กวัยนี้ต้องได้รับบาดเจ็บรุนแรง
การจมน้ำในเด็กเล็กมักเกิดขึ้นในขณะที่อยู่ในความดูแลของพ่อแม่เอง เพียงแต่ชั่วขณะที่พ่อแม่เผอเรอเด็กก็จะเกิดการจมน้ำได้
เช่น พ่อแม่เดินไปเข้าห้องน้ำ ไปล้างจาน รับโทรศัพท์ คุยเพลิน หรือเผลอหลับไปเพียงครู่เดียว
แหล่งน้ำที่เป็นเหตุให้จมน้ำเป็นได้ตั้งแต่อ่างอาบน้ำ กะละมัง ถังน้ำถูบ้าน หรือบ่อน้ำ คู คลองที่อยู่ติดกับบ้าน
เด็กจมน้ำส่วนใหญ่จะเสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาล ดังนั้นการลดการตายและพิการของเด็ก
จากการจมน้ำจะทำได้สองขั้นตอนเท่านั้น คือการป้องกันมิให้เหตุการณ์จมน้ำเกิดขึ้น และหากเกิดขึ้นเด็กจะต้องได้รับการปฐมพยาบาลและปฏิบัติการกู้ชีพเบื้องต้นที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุด
- เด็กวัยเตาะแตะ และวัยก่อนเรียน (1-5 ปี)
เด็กวัยนี้เริ่มเดิน เริ่มวิ่ง และปีนป่ายเก่งขึ้นเรื่อยๆ จึงมักได้รับบาดเจ็บในบ้านจากการพลัดตกหกล้ม
การจัดบ้านให้ปลอดภัยจึงมีความสำคัญมาก
ห้องน้ำ เป็น "จุดอันตราย" ที่สำคัญในบ้าน เพราะเสี่ยงต่อการลื่นล้มศีรษะกระแทกพื้น
การป้องกันคือให้วางผ้าหรือพรหมเช็ดเท้าแบบหนาๆ หยาบๆ วางไว้ 2 จุด คือ หน้าห้องน้ำ และหน้าอ่างน้ำ
เพื่อช่วยซับน้ำไม่ให้พื้นเปียก ซึ่งเสี่ยงต่อการเหยียบแล้วลื่นไถลได้ แต่ไม่ควรใช้ผ้าบางๆ
เพราะจะทำให้ลื่นไถลง่ายยิ่งขึ้นเวลาเหยียบพื้นห้องน้ำ เคยเห็นบางบ้านใช้วัสดุพื้นห้องน้ำอย่างสวยงามแวววาวสดใส
ดูดีมีราคา (แพงมาก) แต่ลื่นจนไม่กล้าเหยียบ ควรเลือกวัสดุปูพื้นที่มีผิวหยาบแห้งไม่ลื่นแทน
นอกจากนั้นทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำควรสำรวจดูว่า อย่าให้มีเศษสบู่หรือคราบผงซักฟอกจับอยู่บนพื้น
ถ้ามีก็ควรขัดออกก่อนที่จะมีใครมาลื่นล้ม
อ่างอาบน้ำ "ยางกันลื่น" ควรเป็นของคู่กับทุกๆ อ่างอาบน้ำ เพราะในบ้านเรามักจะใช้อ่างอาบน้ำ
ในการยืนอาบเป็นส่วนใหญ่ (เนื่องด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ในห้องน้ำ
และหมู่บ้านจัดสรรมักจะให้อ่างอาบน้ำประจำห้องน้ำมาเสร็จสรรพ)
ดังนั้นเราและลูกๆ จึงต้องก้าวขึ้นก้าวลงอ่างอาบน้ำทุกๆ วัน วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง
โอกาสที่จะลื่นล้มหัวกระแทกอ่างจึงมีไม่ใช่น้อย และมีอีกสิ่งที่คุณๆ ไม่ควรละเลยก็คือ
อย่าปล่อยให้เด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี อยู่ในอ่างคนเดียว โดยไม่มีคุณอยู่ใกล้ๆ (เพราะอันตรายอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ)
พื้นบ้าน เด็กๆ ควรจะรู้จักเก็บของเล่นเข้าที่ให้เรียบร้อยทุกครั้งหลักเลิกเล่น
และควรอธิบายให้ลูกรู้ว่าบรรดาของเล่นที่ทิ้งเกลื่อนพื้นนั้นจะทำให้คนเผลอเหยียบแล้วล้มหัว
หรือก้นกระแทกพื้นรับบาดเจ็บอย่างแรงได้
บันได เป็นอีกจุดหนึ่งที่คุณต้องตรวจตราอยู่เสมออย่าให้มีอะไรเกะกะกีดขวางบันได
ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเด็กๆ (หรือคุณเอง) ก้าวลงบันไดแล้วเท้าเผลอไปเหยียบเจ้ารถเด็กเล่นคันจิ๋ว
หรือลูกปิงปองที่วางอยู่ตรงบันไดขั้นใดขั้นหนึ่ง? และพึงระวังบันไดเปียกน้ำ (เช่น เพิ่งถูเสร็จหมาดๆ)
หรืออย่าให้มีน้ำจับอยู่ตรมขั้นบันได
หน้าต่างและระเบียง ควรระวังไม่ให้เด็กปีนป่ายออกไปได้
สนามเด็กเล่น ในสวนในบ้านหรือในโรงเรียนควรระมัดระวังในเรื่องพื้นผิวรองรับการตก
หากเป็นพื้นทราบที่ขุดลึกลงไปประมาณ 9 นิ้ว จะปลอดภัยจากการตกจากเครื่องเล่นต่างๆ
เครื่องเล่นปีนป่ายหรือกระดานลื่นในเด็กวัยนี้ไม่ควรสูงเกิน 120 ซม. เพื่อลดการบาดเจ็บที่ศีรษะ
พื้นสนามที่เป็นคอนกรีต หรือลาดด้วยยางมะตอย จะเป็นอันตรายมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในสมอง
นอกจากการบาดเจ็บที่กล่าวมาบ้างแล้ว เด็กวัยเรียนนี้ยังมีการบาดเจ็บที่พบได้บ่อยแตกต่างจากเด็กเล็กดังนี้
สเกตบอร์ด เด็กๆ คนใดเล่นได้หรือแม้แต่แค่กำลังหัดเล่นจะรู้สึกว่าตนเองจ๊าบเป็นพิเศษ
ก็คงเป็นเพราะอิทธิพลจากเด็กฝรั่งที่เห็นในหนัง T.V. นั้นแหละ แต่เด็กไทยเจ๋งกว่าเด็กหรั่งตรงที่แค่นุ่งยีนส์ ใส่(เสื้อ)
ยืดก็ลุยกันไปเลย ไม่ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันเนื้อ ป้องกันตัวอะไร ประเทศที่เขาพัฒนาแล้วเขาแนะนำให้เด็กต้องใส่เครื่องป้องกันให้ครบ
ไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อค แผ่นรองเข่า รองศอก ฯลฯ และยังมีกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่น ห้ามเล่นในบริเวณสี่แยกหรือถนนรถวิ่ง
แต่แม้มีระเบียบปานนั้น อุบัติเหตุจากการเล่นเจ้าเครื่องเล่นดังกล่าว ก็มักจะนำความบาดเจ็บ พิการ
และความตายมาสู่ผู้เล่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการบาดเจ็บของสมองร่วมด้วย
นอกจากพลัดตกหกล้ม การจมน้ำ และการถูกรถชนแล้วอีกเหตุหนึ่ง
ซึ่งก่อให้เกิดการบาดเจ็บที่สมองได้ง่ายในเด็กวัยนี้คือ การโดยสารรถมอเตอร์ไซค์หรือการขับขี่จักรยาน
ผู้โดยสารมอเตอร์ไซค์จัดอยู่ในกลุ่มผู้ใช้ถนนไร้สิ่งป้องกัน (unprotected road user)
มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการตายสูงกว่าผู้ใช้รถยนต์ 10-50 เท่า ผู้ใช้ในชนบทมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใช้ในเมือง 6-7 เท่า สาเหตุการตายที่สำคัญที่สุดที่เกิดจากมอเตอร์ไซค์คือ การบาดเจ็บจากศีรษะกระแทกพื้นทำให้เกิดสมองช้ำ
สมองบวม เลือดออกในสมอง
หมวกกันน็อคเป็นนวัตกรรมเดียวในปัจจุบันที่มีไว้ต่อสู้กับการบาดเจ็บที่ศีรษะของผู้ใช้มอเตอร์ไซค์และจักรยาน หมวกกันน็อคถูกออกแบบมาเพื่อใช้ป้องกันการบาดเจ็บศีรษะเมื่อมีการกระแทก การศึกษาของ National Highway
Traffic Safety Administration (NHTSA) ในสหรัฐฯพบว่าหมวกกันน็อคสามารถลดการตายจากอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ลงได้ร้อยละ 29 และลดการตายจากการบาดเจ็บที่ศีรษะลงได้ร้อยละ 40 ผู้โดยสารที่ไม่สวมหมวกกันน็อค
มีความเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะมากกว่าผู้ใช้ประมาณ 3 เท่า
บ้านเมืองอื่นที่เขาผลิตหมวกกันน็อคที่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนานั้น
ไม่อนุญาตให้เด็กนั่งรถจักรยานยนต์เป็นอันขาด ดังนั้นจึงไม่มีหมวกกันน็อคเด็กสำหรับมอเตอร์ไซค์
ตรงกันข้ามในประเทศพัฒนาเด็กจะใช้จักรยานกันมากนอกจากจะมีถนนสำหรับให้ขี่จักรยานโดยเฉพาะ
ยังมีกฎหมายบังคับให้สวมหมวกกันน็อคที่มีมาตรฐานเพื่อใช้เฉพาะการขี่ "จักรยาน" เท่านั้น
แต่หมวกนั้นจะใช้กับมอเตอร์ไซค์ได้หรือไม่ เนื่องจากมอเตอร์ไซค์มีความเร็วมากกว่า
แรงกระแทกที่เกิดเมื่อมีการชนหรือคว่ำจะมากกว่า ไม่มีงานวิจัยที่จะตอบตรงนี้ได้
หากจะค้นหาคำตอบแล้วเราจะต้องทำกันเอง! เพราะปัญหาเด็กบนมอเตอร์ไซค์ คือปัญหาบ้านเรา
ไม่ใช่ปัญหาบ้านเขา
อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 8 ปี เราควรหาหมวกกันน็อคที่เด็กฝรั่งเขาใช้กับจักรยาน
มาใช้กับมอเตอร์ไซค์กันไปก่อน อย่างน้อยหมวกนั้นก็ถูกตรวจสอบมาระดับหนึ่งในเรื่องของขนาดน้ำหนัก
ที่เหมาะสมตามอายุต่างๆ ของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นคอว่าจะรองรับได้หรือไม่ ความสามารถในการป้องกันการบาดเจ็บของสมองเมื่อมีการกระแทกในระดับความเร็วของจักรยาน
คงเทียบได้กับความเร็วของมอเตอร์ไซค์ที่ไม่มากนัก สำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป
เราสามารถหาซื้อหมวกกันน็อคซึ่งราคาไม่แพงได้
จะเห็นได้ว่าสิ่งคุกคามสมองเด็กๆ มีมากมายเหลือเกิน แต่หากคุณพ่อคุณแม่ตระหนักในอันตรายดังกล่าว
และหมั่นคิดหรือเดินสำรวจ รอบบ้านรอบชุมชนของเราอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหาว่าอะไรจะเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บ
ในลูกของเราได้บ้าง และดำเนินการแก้ไขสิ่งเหล่านั้นไป ความปลอดภัยก็จะเกิดขึ้นตามมา
(update 29 สิงหาคม 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 20 ฉบับที่ 240 มกราคม 2546 ]
|