โรคพาร์กินสัน ใช้ยารักษาอย่างไร ?


ขณะนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่จะทำให้โรคพาร์กินสันหายขาดได้ เพราะเรายังไม่มีวิธีหยุดความเสียหายที่เกิดกับเซลล์สมองได้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายวิธีในการบำบัดรักษา เพื่อควบคุมอาการหรือชะลอไม่ให้โรคเลวลงเร็วนัก

เมื่อหมอวินิจฉัยได้แล้วว่าคนไข้เป็นโรคพาร์กินสัน แพทย์ก็จะต้องวางแผนการรักษาตามอาการ และความต้องการของคนไข้แต่ละคน

การใช้ยา

หลักการใช้ยาก็คือ เพื่อยับยั้งอาการสั่น การเคลื่อนไหวผิดปกติและปรับความสมดุลของร่างกาย ทั้งนี้คนไข้คนหนึ่งอาจต้องให้ยามากกว่าหนึ่งขนาน


ยาที่ใช้บ่อยๆ คือ

  • เลโวโดป้า (Levdopa) หรือชื่อย่อว่า L-Dapa เป็นยาขนานแรกๆ ที่รักษาโรคพาร์กินสัน ซึ่งเมื่อยาเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกแปลงเป็นสารโดปามีน (Dopamine) เพื่อเสริมให้เซลล์สมองที่ไม่สามารถผลิตสารนี้ได้มากพอ
    ยานี้มักจะต้องให้ควบคู่กับยาขนานอื่น เช่น ควบกับ Cardidopa ซึ่งจะช่วยขนส่ง L-Dopa ไปถึงสมองได้มากขึ้น หรือควบยาอื่นเมื่อ L-Dopa เริ่มออกฤทธิ์ไม่เพียงพอที่จะยับยั้งอาการ
    1 ใน 3 ของคนไข้โรคพาร์กินสันจะตอบสนองต่อยา L-Dopa ไปตลอดชีวิต แต่ในรายอื่นยาใช้ไปนานๆ แล้วก็เสื่อมฤทธิ์ลง

  • โดปามีน อโกนิสต์ (Dopamine Agonists) ซึ่งออกฤทธิ์โดนเลียนแบบผลของโดปามีนในการนำส่งสัญญาณ จากเซลล์ประสาทหนึ่งไปยังอีกเซลล์ประสาทหนึ่ง หมายความว่าข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จะดำเนินต่อไปในคนที่เป็นโรคพาร์กินสันทั้งๆ ที่ไม่มีเซลล์ผลิตโดปามีนมากพอ ตัวอย่างยากลุ่มนี้คือ Perglide และ Bromocriptine

  • ยาเลียนแบบโดปามีน จะช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีขึ้น ทำให้ประกอบกิจวัตรประจำวันได้ต่อไป คนไข้บางรายอาจได้เริ่มต้นการรักษาด้วยยาขนานนี้ถ้าหากคุณหมอคิดว่าเหมาะสม
    การจะหายาที่ถูกกับโรคในคนไข้แต่ละคนเป็นศิลปะและความรู้ที่คุณหมอต้องประยุกต์ใช้ โดยไม่อาจจะใช้ยาเหมือนๆ กับทุกรายได้ จึงจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและมีความมุ่งมั่น

      - ยา L-Dopa เพิ่มสารโดปามีนให้แก่เซลล์สมอง
      - ยา Dopamine Agonist (DA) ทำหน้าที่แทนหรือเสริมสาร Dopamine (D)

  • เซเลจิลีน (Selegiline) เป็นยาขนานใหม่ที่ออกฤทธิ์ยับยั้ง Monoamine Oxidase ชนิด B (MAO-B) โดยที่ MAO-B จะเป็นตัวการหยุดการทำงานของโดปามีน ถ้าเราหาสารมายับยั้งไม่ให้ MAO-B ทำงานได้ สมองก็จะมีโดปามีนมากพอ แต่ยังไม่แน่ชัดว่ายานี้จะชะลอการเลวลงของโรคพาร์กินสันหรือไม่

เมื่อยา L-Dopa เริ่มเสื่อมฤทธิ์ลงในการควบคุมอาการของโรคพาร์กินสัน คุณหมอก็จะต้องเพิ่มยาขนานอื่น เช่น Entacapine, Selegiline, Dopamine Agonist โดยยา Entacatone จะช่วยการขนส่ง L-Dopa ให้ไปถึงสมองมากขึ้น ทำให้มีโดปามีนหลั่งออกมามากขึ้น

ในรายที่อาการยังน้อย หมออาจเลือกใช้ยา Amantadine ไปก่อน โดยอาจใช้ควบกับ L-Dopa ยาจะไปช่วยการหลั่งของ Dapamine ในสมองเพื่อบรรเทาอาการของโรคพาร์กินสัน

เมื่อปี 2544 วงการแพทย์ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางรักษาโดยหันมาใช้ยากลุ่ม Dopamine Agonist เป็นขนานแรกในคนไข้ที่วินิจฉัยโรคได้ใหม่


(update 13 มีนาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600