เอ่ยชื่อโรคพาร์กินสัน (Parkinson'sDisease หรือ Parkinsonism) แล้ว ผู้อ่านหลายท่านอาจจะไม่คุ้นเคย แต่หลายท่านอาจจะเคยเห็นคนไข้หรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการสั่นชักกระตุกหรือเกร็ง ซึ่งเป็นไปได้ว่า
อาการต่างๆ ที่ว่านี้มีผลจากการเป็นโรคพาร์กินสัน หรือ พีดี (P.D)
โรคนี้พจนานุกรมแต่ละฉบับให้คำจำกัดความต่างๆ กันไป อย่างของอาจารย์ สอ เสถบุตร เรียกว่า
เป็นโรคกระตุก เกิดจากสมองพิการ ขณะที่พจนานุกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ของ ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม
ให้ความหมายของ Parkinsonism ว่าเป็นโรคประสาทที่ทำให้มีปฏิกิริยาการเคลื่อนไหวต่อสิ่งกระตุ้นน้อยลง
มีอาการสั่นหรือกล้ามเนื้อแข็ง
จนถึงขณะนี้นักวิจัยทางการแพทย์ก็ยังไม่ทราบแน่ว่าโรคพาร์กิจสันเกิดขึ้นจากอะไร
ปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุของโรคก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ยืนยัน แต่มีความเป็นไปได้ว่า
โรคพาร์กินสันเกิดจากหลายๆ ปัจจัยทั้งในร่างกายและสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น กรรมพันธุ์ สารพิษในอาหาร
หรือในอากาศ ยาฆ่าแมลง เมื่อยังไม่ทราบโรคพื้นฐานของโรค หมอก็ไม่สามารถบอกได้ว่า
คนไหนจะเป็นโรคนี้และคนไหนจะไม่เป็น
ชื่อของโรคอาจจะเป็นฝรั่ง แต่โรคนี้สามารถเป็นกับใครก็ได้ทั่วโลกในอัตราต่างๆ กัน
ซึ่งอาจเป็นเพราะระบบเก็บข้อมูลยังต่างกันในแต่ละภูมิภาค แต่ข้อมูลจากสมาคมโรคพาร์กินสัน
(World Parkinson's Disease Association) ประมาณการณ์ไว้ว่ามีชาวโลกล้มป่วยด้วยโรคนี้กว่า 4 ล้านคน จึงนับเป็นโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยเป็นอันดับสองรองจากโรคอัลไซเมอร์
โรคพาร์กินสัน พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย อายุที่พบเมื่อแรกมีอาการจะอยู่ราว 60 ปี
โดยความเสี่ยงต่อโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุ จนมีอัตราราว 1 ใน 100 สำหรับผู้สูงอายุกว่า 65 ปี
และเพิ่มเป็น 1 ต่อ 50 ถ้ามีอายุกว่า 80 ปี อย่างไรก็ตามคนที่เป็นโรคพาร์กินสันทั้งหมดนั้น 1 ใน 7
จะมีอาการตั้งแต่ก่อนอายุ 40 ปี ส่วนคนอายุต่ำกว่า 40 ปี จะมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยมาก
ถึงแม้จะไม่รู้สาเหตุชัดเจน แต่นักวิจัยรู้กลไกการเกิดโรคอย่างน้อยก็รู้ว่าเป็นโรคของระบบประสาท
ที่มีผลกระทบต่อเซลล์ประสาทของสมองส่วนที่เรียกว่า Basal Ganglia ซึ่งเป็นประสาทส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย
ถึงแม้ว่าโรคพาร์กินสันจะกระจายไปทั่วโลก แต่จากการสำรวจพบว่า โรคนี้ตลอดจนโรคอัลไซเมอร์
พบมากเป็นพิเศษที่เกาะกวม ในมหาสมุทรแปซิฟิก และแหลมเทกิอิ (Thekii) ของประเทศญี่ปุ่น
เรียกว่ามากกว่าซีกโลกอื่นหลายเท่า ขณะนี้นักวิจัยจึงพยายามศึกษาหาเหตุผลอยู่
ถ้าดูกันตามสีผิวแล้ว ปรากฏว่า คนผิวขาวจะเป็นโรคนี้มากกว่าคนผิวดำเล็กน้อย
ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะคนผิวขาวมีเม็ดสีที่ผิวหนังน้อยกว่าคนดำ
ทางการแพทย์แบ่งโรคพาร์กินสัน ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1. พาร์กินสันปฐมภูมิ (Primary Prakinsonism) ซึ่งไม่ทราบสาเหตุแต่จะเกิดขึ้นราวร้อยละ 1
ของคนอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยการดำเนินของโรคจะค่อยเป็นค่อยไปใช้เวลา 15-20 ปี
นักวิจัยคิดว่าสิ่งที่เป็นปัจจัยนำสู่โรคอาจเป็นไวรัสหรือการสัมผัสปุ๋ยเคมี
เนื่องจากโรคนี้เป็นแล้วจะมีโอกาสติดเชื้อโรคง่ายเพราะบางช่วงเวลาอาจใช้ชีวิตนอนแบบอยู่บนเตียง
ทำให้อายุขัยของคนเป็นโรคนี้สั้นลง
2. พาร์กินสันทุติยภูมิ (Secondary Parkinsonism) เป็นภาวะที่นำไปสู่โรค ยกตัวอย่างเช่น
การบาดเจ็บต่อศีรษะจากการชกมวยนานๆ ทำให้สมองส่วน Substantia Nigra ได้รับความเสียหาย
ท่านผู้อ่านคงรู้จักโมฮัมหมัด อาลี นักชกเจ้าของแชมป์เปี้ยนโลกรุ่นเฮฟวี่เวท 3 สมัย
ได้ดีว่าขณะนี้ป่วยด้วยโรคพาร์กินสันจากการบาดเจ็บของสมอง ส่วนภาวะอื่นๆ ก็มี อาทิเช่น
- การเกิดภาวะสมองขาดเลือดหรือเส้นเลือดในสมองแตก (สโตร๊ก)
- มะเร็งของเนื้อสมอง
- ซิฟิลิสขึ้นสมอง
- วัณโรคของสมอง

ไดอะแกรมนี้แสดงสมองส่วนที่เรียกว่า Basal Ganglia หรือ
Substantia Nigra ซึ่งจะมีเซลล์สมองที่ผลิตและเก็บสะสม
สารเคมีโดปามีน (Dopamine) ซึ่งทำหน้าที่ส่งข่าวสาร
หรือสัญญาณประสาทเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวจากเซลล์หนึ่ง
สู่อีกเซลล์หนึ่งในสมอง
|
|

จากนั้นสมองก็จะส่งคำสั่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ในคนที่เป็นโรคพาร์กินสันปรากฏว่า เซลล์ที่ผลิตโดปามีน
(Dopamine) เกิดการเสียหายทำให้สัญญาณคำสั่งจากสมอง
ไปยังร่างกายขัดข้อง หรือหยุดชะงัก (D = Dopamine)
|
นอกจากนั้นยังมีภาวะกระตุกที่เป็นกลุ่มย่อยอีกหลายกรณี เช่น
- ภาวะพาร์กินสันตามหลังการอักเสบของเนื้อสมอง
- ยาบำบัดโรคจิตกลุ่ม Phenothiazine ทำให้เกิดอาการชักกระตุกได้ชั่วคราว
แต่เมื่อหยุดยาหรือลดขนาดยาแล้วจะหายไปได้ นอกจากนี้ยังมียาขนานอื่น
เช่น Maxeran, Prozac, MPTP Toxin ซึ่งเป็นยาเสพติดคล้ายเฮโรอีน
- ภาวะพาร์กินสันแถม คือเป็นโรคเสื่อมสภาพอย่างอื่นของสมองอยู่แล้ว
เกิดพาร์กินสันแถมเข้าไปอีก
|
อาการต่างๆ ของโรคพาร์กินสัน |
|---|
อาการที่พบบ่อย ดูแล้วน่าเห็นใจมากก็คือ อาการสั่น (Tremor) ของมือข้างใดข้างหนึ่ง
หรือทั้งสองข้าง บางคนทั้งมือทั้งขาหรือที่กราม มักจะเป็นขณะอยู่นิ่ง อาการนี้จะเกิด 7 ใน 10 คนที่เป็นโรคพาร์กินสัน อย่างไรก็ตามเวลาคุณหมอตรวจประเมินจะดูการสั่นทั้งขณะนั่งพักและขณะเคลื่อนไหว
เพราะบางครั้งอาการจะเด่นชัดหรือหนักขึ้นเมื่อหมอบอกให้คนไข้ตั้งใจทำอะไรสักอย่าง
หรือให้ขยับแขนขาด้านตรงข้ามที่เป็นอยู่ อาการนี้มักหายไปตอนนอนหลับหรือลดลงขณะตั้งใจเคลื่อนไหวร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง เป็นอาการที่ดูน่ารำคาญแต่เป็นอาการที่เลวร้ายน้อยที่สุด
ความเชื่องช้าของการเคลื่อนไหว มีศัพท์การแพทย์ว่า เบรดี้ไคนีเซีย (Bradykinesia)
เป็นอีกอากัปกริยาหนึ่งซึ่งอาจทำให้คนไม่รู้จักกันเบื่อหน่ายในความเชื่องช้า อย่างเช่นจะลุกจากเก้าอี้ก็แสนยาก
การตั้งท่าเดินหรือพลิกตัวบนเตียงนอน หรือทำงานที่ละเอียดขึ้น เช่น กลัดกระดุมเสื้อหรือเขียนหนังสือ
การกะพริบตาน้อยลง การแสดงความรู้สึก การกิน การเคี้ยว และการเดิน ล้วนช้าลง
อาการแข็งเกร็ง (Rigidity) มักจะเริ่มข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย ตั้งแต่แขนขา ใบหน้า จนถึงร่างกาย
ทำให้เคลื่อนไหวส่วนที่เกร็งได้ลำบาก โดยที่คนไข้อาจไม่รู้ตัว หมอเสียอีกจะสังเกตพบได้ชัดเจน
ความสมดุลของร่างกายจะสูญเสียไป หลังจากเป็นโรคพาร์กินสันหลายๆ ปี
อิริยาบทอาจจะเป็นลักษณะเอนไปข้างหน้าหรือไปข้างหลังขณะยืนหรือเดิน ทำให้ไม่สมดุล
แขนที่ควรจะแกว่งก็จะลดลงเวลาเดิน มีผลทำให้หกล้มง่าย มีปัญหาในการพูดและความจำเสียหายไป
จากอาการเหล่านี้จึงเห็นได้ชัดเจนว่า โรคพาร์กินสันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ตั้งแต่ความยากลำบากในการจะลุกจากเตียง ทำกิจวัตรส่วนตัวและการแต่งตัว คนไข้พาร์กินสันจึงอาจมีความเซ็งเศร้า
รู้สึกอ่อนแอ อารมณ์เปลี่ยนแปลง ญาติสนิทมิตรสหายที่พบเห็นก็เกิดความสงสารเวทนาและเป็นทุกข์
เนื่องจากโรคพาร์กินสันดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใหญ่หลังอายุ 50 ปี
อาการอาจเริ่มที่แขนแล้วค่อยๆ ลุกลามไปส่วนอื่น การเคลื่อนไหวที่ไม่สมดุลมักจะคงอยู่
อาการสั่นขณะพักจะถี่ขึ้นเวลาคนไข้มีความวิตกกังวล แต่หายไปเวลานอนหลับหรือตั้งใจเคลื่อนไหวอะไรสักอย่าง
ส่วนของร่างกายที่สั่นแรกสุดมักจะเป็นมือ นานๆ เข้าก็จะมีการสั่นที่คางและศีรษะ
อาการสั่นของมือที่เป็นเอกลักษณ์คือเหมือนคนกำลังหมุนเม็ดยา
เมื่อโรคดำเนินไป คนไข้จะกะพริบตาน้อยลงและใบหน้าไม่แสดงความรู้สึกเหมือนเป็นคนหน้าตาย
การเคลื่อนไหวไม่สมดุลจะเกิดในรายหลังๆ ของโรค รีเฟลกซ์ในการทรงตัวเสียไปทำให้หกล้มได้ง่าย
ท่วงท่าการเดินจะเป็นก้าวสั้นๆ ไม่มั่นคง
ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติเกิดขึ้นจนแรงดันโลหิตตกลงเวลาเปลี่ยนท่า เช่น
จากนั่งเป็นยืน ท้องผูก กลืนลำบาก การปัสสาวะผิดปกติ
ความจำเสื่อม (Dementia) มักจะปรากฏในระยะหลังๆ ของโรค โดยยิ่งเป็นตอนอายุมากก็จะยิ่งมีความจำเสื่อมมาก
กระบวนการจัดการกับข้อมูลของสมองจะเชื่องช้าลง
การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันจึงมักทำได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย แต่ก็มีอัตราผิดพลาดได้
ดังจะเห็นได้จากการผ่าศพผู้ป่วย 100 คน ที่แพทย์ทางประสาทวิทยาวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสันนั้นมีเพียงร้อยละ 76 ที่มีการเปลี่ยนแปลงของสมองที่เป็นเอกลักษณ์ของโรคพาร์กินสัน (Lewy Bodies)
เนื่องจากอาการสั่นและแข็งเกร็งอาจปรากฏในโรคอื่นด้วย แพทย์จึงต้องพิเคราะห์แยกโรคจากภาวะ
Essential tremor ตลอดจนพาร์กินสันจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากยา โรค Progressive Supranuclear Palsy,
พาร์กินสันจากสมองขาดเลือด Multiple System Atrophy, Diffuse Lewy Lewy Body Disease,
Cortisobasal Degeneration, Wilson's Disease
ยาทางระบบประสาทที่ทำให้เกิดอาการของพาร์กินสัน อาทิเช่น
- ยากลุ่ม Phenothiazines (รวมทั้ง Prochlorperazine)
- Butyrophenones
- Thioxanthenes สกัดกั้น D2 และ D3 Dopamine Receptor
- Metochopramide
- Methyldopa
- Reserpine
- Verapamil
- Flunarizine
- Lovastatin
- Amiodarone
- ยากันชักหลายขนาน
อัตราการเกิดภาวะพาร์กินสันจากยาต่างๆ อาจพบได้ถึงร้อยละ 20-40
ทั้งนี้มีปัจจัยเสี่ยงในตัวคนไข้ที่เอื้ออำนวยให้เกิดอาการพาร์กินสันนั้นคือ
- อายุมาก
- ผู้หญิง
- ปัจจัยทางกรรมพันธุ์
|
การตรวจพิเศษเพื่อช่วยการวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน |
|---|
ได้แก่ การถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการถ่ายภาพผ่านสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
(Magnetic Resonance Imaging) ซึ่งจะช่วยตัดประเด็นการเป็นโรคพาร์กินสันได้ ถ้าถ่ายภาพแล้วเจอโรคอื่น
เช่น เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบ
เมื่อสามารถวินิจฉัยได้แล้ว คำถามสำคัญคือโรคนี้รักษาได้หายขาดหรือไม่ มีวิธีอะไรบ้าง หลักการสำคัญคือจะควบคุมอาการที่น่ารำคาญทั้งต่อคนไข้และผู้พบเห็นได้อย่างไร
|
วิธีอื่นๆ ในการรักษาโรคพาร์กินสัน |
|---|
นอกจากการใช้ยาแล้ว ยังมีวิธีการอื่นที่เสริมหรือช่วยในการควบคุมอาการได้อีก
การผ่าตัดหรือหัตถการใหม่ๆ
1. มีการทดลองใช้ความร้อนผ่านสายลวด เข้าไปทำลายเนื้อสมอง ส่วนที่เรียกว่า Pallidum
ซึ่งจะทำให้อาการสั่นลดลง แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น หรือเกิดสโตรคขึ้น
2. การสอดใส่ลวดเล็กๆ เข้าไปฝังในสมองส่วน Thalamus เพื่อส่งกระแสความถี่สูงไปกระตุ้นให้อาการสั่นหยุดไป
พอจะเข้านอนก็ปิดเครื่อง
การวิจัยใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน
สิ่งแวดล้อม อิทธิพลของอากาศ โรคติดเชื้อ การสัมผัสสารต่างๆ ในอุตสาหกรรม
การบาดเจ็บและสภาพความเป็นอยู่
กรรมพันธุ์ นักวิทยาศาสตร์กำลังแสวงหาหน่วยพันธุกรรมที่ทำให้คนบางคนตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม
ยาต้านออกซิเดชั่น มีการศึกษาว่าวิตามินอี จะช่วยชะลออาการของโรคพาร์กินสันให้ช้าลง
อาหาร นักวิจัยเชื่อว่า อาหารที่มีโปรตีนมากเกินไป จะทำให้ยาออกฤทธิ์รักษาโรคพาร์กินสันได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ดังนั้น ในรายที่เป็นโรคระยะเป็นมากแล้ว การลดปริมาณโปรตีนในอาหารจะช่วยให้อาการควบคุมได้ง่ายขึ้น
เพราะโปรตีนที่ลดลงจะทำให้ยา L-Dopa ทำงานดีขึ้นเพราะโปรตีนไปแย่งที่ของยา
อาหารที่เหมาะสมที่สุดคือ โปรตีนต่ำ คาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ซีเรียล ขนมปัง ผักและผลไม้
สำหรับอาหารมื้อเช้าและเที่ยง ส่วนมื้อเย็นให้รับประทานอาหารจำพวกโปรตีนได้
บริษัทเวชภัณฑ์บางเจ้าจึงผลิตอาหารเป็นชุดไว้ให้ใช้ง่ายขึ้น
แม้ว่ายาจะเป็นกุญแจสำคัญไขไปสู่การบำบัดโรคพาร์กินสัน แต่ก็มีวิธีการอื่นๆ ที่ช่วยเสริมการรักษาได้
อาทิเช่น
- กายภาพบำบัด การออกกำลังกายหรือกายบริหาร จะช่วยบำรุงรักษาความแข็งแรงและความยืดหยุ่นที่แขนขา
และร่างกายในคนที่เป็นโรคพาร์กินสัน
- โอษฎ์บำบัด (Speech Therapy) การออกเสียงบางคำ หรือการพูดให้ดังพอที่คนอื่นจะได้ยิน
อาจเป็นปัญหาในคนไข้โรคพาร์กินสัน จึงต้องใช้การฝึกพูด
- กิจกรรมบำบัดหรืออาชีวบำบัด (Occupational Therapy) เมื่อโรคพาร์กินสันดำเนินไปเรื่อยๆ
จะทำให้คนไข้ประกอบกิจกรรมต่างๆ ได้ยากขึ้น การทำกิจกรรมบำบัดจะช่วยเป็นทางเลือก
ที่ทำให้การเคลื่อนไหวทำได้ดีขึ้น
การให้ความรู้ความเข้าใจ
โรคพาร์กินสันมีผลกระทบต่อชีวิตของคนไข้มาก วิธีช่วยที่ดีทางหนึ่งคือ การศึกษาหาความรู้
ความเข้าใจในตัวโรคโดยไต่ถามจากบุคลากรทางการแพทย์ อ่านหนังสือ และพูดคุยกับคนอื่นที่เป็นโรคนี้
การช่วยเหลือและให้คำปรึกษา
คนที่เป็นโรคพาร์กินสันรวมทั้งญาติสนิทมิตรสหาย ต้องการข้อมูลและความช่วยเหลือในการจัดการกับชีวิตประจำวัน ความช่วยเหลือเหล่านี้อาจมาจากบุคคลากรทางการแพทย์หรือกลุ่มคนที่มีประสบการณ์ดูแลคนไข้พาร์กินสัน
การรักษาโรคพาร์กินสันในอนาคต
นักวิจัยพยายามศึกษาหารือยับยั้งหรือชะลอไม่ให้โรคดำเนินต่อไป
และหากเป็นไปได้หาวิธีรักษาให้หายขาด
เมื่อเร็วๆ นี้มีงานวิจัยทางคลินิกสองงานที่ประเมินผลการใช้ยาเลียนแบบโดปามีน (D2/D3 Type
ของ Dopamine Agonists) โดยใช้เทคนิคการถ่ายภาพสมองเปรียบเทียบคนไข้ที่ใช้ยา Dopamine Agonist กับ L-Dapa
ผลปรากฏว่ากลุ่มคนไข้ที่ใช้ยา Dapamine Agonist มีการสูญเสียเซลล์ประสาทที่ผลิตโดปามีนในสมอง
อย่างไรก็ตามยังจะต้องประเมินผลการวิจัยดังกล่าวต่อไป
การปลูกถ่ายอาจใช้เซลล์สมองปลูกถ่ายเข้าไปช่วยผลิตโดปามีน แต่ผลยังไม่แน่ชัด
จำนวนครั้งของการผ่าตัดก็ยังน้อย และอยู่ในระหว่างการทดลอง
การพยากรณ์โรค
โรคพาร์กินสันเมื่อเป็นแล้วจะดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ โดยอัตราการเลวลงจะแตกต่างกันไปในคนไข้แต่ละราย
แต่ในที่สุด คนไข้จะมีปัญหาในการพูด รับประทานอาหาร การทรงตัว การเต่งตึง และการเคลื่อนไหว
วิธีการรักษาคนไข้พาร์กินสันในขณะนี้ไม่ลดอายุขัย
(update 13 มีนาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2545 ]
|